ฉันได้มีโอกาสร่วมทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งกับทีมสวนเงินมีมาภายใต้แนวคิดการสร้างภาพจำลองสังคมอยู่เย็นเป็นสุข หรือ Well-being society ซึ่งหากพูดถึงตัวชี้วัดความสุข หลายคนคงร้องอ๋อ! และคิดถึงประเทศภูฏานและเจ้าชายรูปงาม ใช่แล้วทีมวิจัยเราโชคดีสุดๆ ที่ได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานตัวชี้วัดความสุข หรือ Gross National Happiness (GNH) ที่ประเทศภูฏาน ซึ่งนักวิจัยที่สนใจจะร่วม trip ในครั้งนี้ต้องออกค่าใช้จ่ายกันเอง การไปเยือนภูฏานในครั้งนี้แม้จะมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าไปเองเกือบครึ่งหนึ่ง แต่สำหรับนักวิจัยจนๆ กระเป๋าแห้งอย่างฉันก็เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ (อยากไปมากๆๆ จนเก็บเอาไปฝัน :<)
 
แต่..ในที่สุดฝันของฉันก็เป็นจริง ฮ้าๆๆ... ภายใต้การช่วยเหลือและผลักดันจากพี่สาวใจดีแสนสวยอย่างพี่จุ่นที่สามารถเจรจาขอ pocket money กับที่ทำงานได้ ทันทีที่ฉันได้รับข่าวดีจากทีมสวนเงินฯว่ายังมีที่ว่างเหลือสำหรับ study visit ที่ภูฏานและได้ไฟเขียวจากหัวหน้าใจดีอย่างอ.ต้น หัวใจฉันก็พองโตด้วยความดีใจ เป็นความรู้สึกตื่นเต้นยินดีมากที่จะได้ไปภูฏาน ดินแดนที่เลื่องชื่อว่าเต็มไปด้วยความสุข ผู้คนอยู่ร่วมกันดุจญาติมิตร ดินแดนแห่ง GNH ที่คนทั่วโลกพูดถึง เราก็อยากรู้อยากเห็นว่า GNH ที่ว่าเป็นเช่นใดเผื่อความสุขจากชีวิตที่เรียบง่ายจะติดตัวกลับเมืองไทยด้วย เย้! ดีใจที่สุดเลยที่จะได้ไปภูฏาน กาลครั้งหนึ่งในชีวิต...ออกเดินทางกันวันที่ 27 เม.ย.เดินทางกลับวันที่ 7 พ.ค.54 รวมใช้ชีวิตที่ภูฎาน 11 วัน


สนามบินที่เมือง Paro 

วันแรกในดินแดนแห่งขุนเขา

ตื่นเต้นและหวาดเสียวมากๆ ตอนที่นักบินกำลังจะนำเครื่องลงจอด ภูฎานเป็นดินแดนแห่งขุนเขาจริงๆ มองไปทางไหนเห็นแต่ภูเขาสุดลูกหูลูกตา หาที่ราบได้ยากมาก นักบินเก่งมากๆๆ เพราะถ้าพลาดหน่อยเดียวบินปีกเครื่องบินได้เฉี่ยวภูเขาแน่ แถมรันเวย์สนามบินสั้นมากๆ ที่ภูฏานมีสนามบินเพียงแห่งเดียว ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Paro นักท่องเที่ยวทุกคนที่มาภูฏานต้องได้มาเยือนเมืองนี้  Paro เป็นเมืองเล็กๆ เงียบๆ ไม่ค่อยเห็นผู้คนเดินบนท้องถนนให้เห็นมากนัก ที่ Paro มีถนนสายหลักเพียงสายเดียวทอดตัวยาวประมาณกิโลกว่าขนาบข้างด้วยอาคารและตึกที่สถาปัตยกรรมดูคล้ายๆ กัน 


บรรยากาศในตัวเมือง Paro

คืนแรกคณะพวกเราพักกันที่ Dekeyed Resort เป็นรีสอร์ทที่ตั้งอยู่บนเนินเขาอยู่นอกเมือง Paro ไม่ไกลนัก สองข้างทางไปรีสอร์ทจะเห็นบ้านเรือนของชาวบ้านกระจายตัวอยู่ห่างๆ ลักษณะของบ้านเรือนจะเป็นสไตล์เฉพาะ มีการวาดลวดลายเรื่องราวความเชื่อทางพุทธศาสนา รอบๆบ้านจะมีสวนครัวแปลงเล็กๆปลูกพืชผักสำหรับบริโภคในครัวเรือน ห่างออกไปจะเป็นไร่นาของชาวบ้านซึ่งปลูกมันฝรั่ง (รู้จักเพียงอย่างเดียว) กระจายไปตามแปลงต่างๆ



บรรยากาศที่พักคืนแรก

                                        วิวมุมสูงของเมือง Paro มองจาก Dekeyed Resort

เนื่องจากรีสอร์ทที่พักตั้งอยู่บนเนินเขาสูง เมื่อมองจากที่พักลงไปเบื้องล่าง จะเห็นวิวเมือง Paro อยู่ลิบๆ มีบ้านเรือนกระจายตัวห่างๆ ไม่หนาแน่น และมีแม่น้ำ Parachu ไหลผ่านกลางเมือง  (Chu แปลว่าแม่น้ำ) น้ำที่นั่นใสมากๆ มองไปเห็นก้อนกรวดมนๆขนาดเล็กใหญ่ตลอดสองฝั่งธาร เห็นแล้วน่าเล่นน้ำมาก นี่ถ้าเป็นเมืองไทยเราคงมีลูกเด็กเล็กแดงและหนุ่มสาวควงแขนกันลงเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานแล้ว อีกทั้งร้านรวงต่างๆ คงมาจับจองพื้นที่ริมตลิ่งขายอาหารกันให้ขวัก แต่ปรากฎว่าที่นี้ไม่มีปรากฎการที่ว่านี้เลย สอบถามได้ความว่าน้ำที่นี้เย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ เลยไม่มีใครริอาจลงเล่นน้ำ ไม่มีแม้กระทั่งคนลงจับปลา เพราะการจับปลาในภูฏานต้องมี Licence หรือใบอนุญาตจับปลา กฎหมายเขาเข้มจริงๆ! 


คืนแรกในภูฏาน ปรากฎว่ารีสอร์ทที่พักดันไฟดับ โชคดีที่อาบน้ำเสร็จแล้วไฟจึงดับ ไม่งั้นคงแข็งตายแน่ๆหากไม่มีน้ำอุ่นอาบ  หรือไม่ก็นอนแบบเหม็นๆมันซะงั้นโดยไม่อาบน้ำ เพราะอากาศทีนั่นค่อนข้างหนาว ส่วนของอาหารการกินของชาวภูฏานรสชาตินับว่าอร่อยกลมกล่อมใช้ได้ทีเดียว เขาใช้ชีสและเนยในการปรุงอาหารค่อนข้างมากถูกใจคนที่ชอบทานอาหารสไตล์ฝรั่ง แต่ถ้ากินบ่อยๆ หลายๆ มื้อก็เลี่ยนเหมือนกัน ต้องงัดเอามาม่าและน้ำพริกมากินแจมบ้างแก้เลี่ยน



การละเล่นของเด็กๆ ภูฎานจะว่าไปคล้ายๆการเล่นหมากเก็บที่เมืองไทย
 
 
หนุ่มภูฏานในชุดโกะ..เท่มากๆ ขอบอก

สถานที่ที่เราไปเยือนช่วงที่พักอยู่ใน Paro คือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของภูฏาน ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้สมัยโบราณที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของชนชาติภูฏานในอดีต เสียดายเขาห้ามถ่ายรูปภายในพิพิธภัณฑ์ก็เลยไม่มีภาพมาฝาก สถานที่ถัดมาที่พวกเราไปเยือนคือ Dzong มีประจำทุกเมือง Dzong เป็นรูปแบบการปกครองเฉพาะของภูฏานที่ศาสนจักรและอาณาจักรอยู่รวมกัน จึงเป็นศูนย์รวมของเมือง แต่เดิม Dzong เป็นป้อมปราการที่ใช้ในการป้องกันเมืองจากการรุกรานของข้าศึก ด้วยเหตุนี้จุดที่ตั้ง Dzong จึงเป็นตำแหน่งที่สูงสุดของเมือง มีพลังมีความยิ่งใหญ่ตระการตา การไป Dzong ของชาวบ้านที่นั่นก็เหมือนการไปติดต่อราชการในบ้านเรานั่นเอง


Parachu และ Dzong ที่เมือง Paro
 
 
อีกมุมหนึ่งภายใน Paro Dzong
มุ่งหน้าสู่ Thimphu
 
คณะเราออกเดินทางจาก Paro มุ่งหน้าสู่ Thimphu เมืองหลวงของภูฏานในวันที่สอง โดยใช้เวลาในการเดินทางราวๆ 2 ชั่วโมง ออกจาก Paro มาเราก็แทบมองหาที่ราบไม่เจออีกเลย มองไปทางไหนเห็นแต่ภูเขา ภูเขา และภูเขา ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา เส้นทางสู่ Thimphu จึงลดเลี้ยวเคี้ยวคดไปตามเขาสูงชันที่ถนนค่อนข้างแคบ รถสวนกันแทบไม่พ้น ถึงทางโค้งทีก็ต้องบีบแตรให้สัญญาณ ดีนะที่จำนวนรถที่นี่ไม่หนาแน่นมาก เป็นที่น่าสังเกตว่ารถที่นิยมใช้ในภูฏานเป็นรถฮุนไดคันเล็กๆ  รถกระบะลุยๆ หรือรถเบนซ์หรูๆ หมดสิทธิ์วิ่งบนนถนนที่ภูฏาน ไม่งั้นมีหวังตกเขาแน่!
 
 
 
บรรยากาศระหว่างทางสู่ Thimphu
 
ก้อนหินวางเรียงรายบนหลังคาบ้านป้องกันลมพัดหลังคาปลิว
 
พื้นที่ราบที่ใช้ในการเพาะปลูก (มีน้อยมากๆ)
 
พอเข้าใกล้ Thimphu เราก็เริ่มเห็นสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เรียงรายผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดตลอดสองข้างทาง ความเจริญทางวัตถุกำลังมาเยือนภูฏานมากขึ้นแม้ประเทศจะตั้งเป้าพัฒนาความสุขภายใน แต่ก็ดูเหมือนว่ากระแสบริโภคนิยมกำลังไหลบ่าเข้าสู่ภูฏานมากขึ้นเรื่อยๆ นี่ก็เป็นโจทย์ท้าทายหนึ่งที่รัฐบาลภูฏานกำลังเผชิญในปัจจุบัน
 
เมื่่อมาถึง Thimphu คณะพวกเราก็ Check-in เข้าที่พักที่ Yeedzin Guest House หลังจากเก็บกระเป๋าสัมภาระและทานอาหารมื้อเที่ยงเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เดินทางไปเยี่ยมชมและพูดคุยแลกเปลี่ยนกับทางศูนย์ภูฏานศึกษาหรือ Centre for Bhutan Studies (CBS) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา GNH ที่ศูนย์นี้มีเจ้าหน้าที่เพียง 7 คน แต่เขาแข็งขันและทุ่มเทกันมาก โดยเฉพาะ Dasho Karma Ura  ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักของศูนย์ฯในการพัฒนาและผลักดัน GNH ของประเทศ
 
แนวคิดเรื่อง GNH เป็นนโยบายของประเทศภูฏาน โดยเขามีคณะกรรมการ GNH (GNH Commission) ระดับประเทศในการพิจารณาตรวจสอบนโยบายหรือโครงการต่างๆที่จะเกิดขึ้นว่าสอดคล้องหรือเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับตัวชี้วัดความสุขของประเทศหรือไม่ ถ้านโยบายหรือโครงการใดไม่สอดคล้องก็ต้องถูกพับไป โดยในการพัฒนาตัวชี้วัดความสุขจะมีการสำรวจและเก็บแบบสอบถามประชาชนเกี่ยวกับตัวชี้วัดความสุุขใน 9 ด้าน เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง  สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ รวมถึงวัฒนธรรม/จิตวิญญาณ
 
 
                                     Dasho Karma Ura ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและผลักดัน GNH ในประเทศภูฏาน
 
                                      บรรยากาศงานเลี้ยงต้อนรับที่บ้านท่าน Dasho Karma Ura 
 
วันรุ่งขึ้นเราได้มีโอกาสไปดูงานที่ National Organic Programme ที่ Semtokha โดยพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคุณ Kesang Tshomo เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์และระบบการเกษตรของประเทศภูฏาน โดยคุณ Kesang เล่าให้ฟังว่าระบบการเกษตรของภูฎานยังเป็นเกษตรแบบดั้งเดิมผลิตเพื่อเลี้ยงชีพ (Sufficient agriculture) ถึงร้อยละ 70 มีการทำเกษตรเชิงเดี่ยวบ้างแต่ไม่มากนัก และเนื่องจากข้อจำกัดด้านภูมิประเทศซึ่งมีที่ราบอยู่เพียงน้อยนิด ภูฎานจึงผลิตอาหารได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวทำให้ต้องนำเข้าพืชผักจากอินเดียในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นโชคดีอย่างของประเทศภูฏานที่ประชาชนยากจนและพื้นที่เต็มไปด้วยขุนเขาที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง ทำให้สารเคมีการเกษตรไม่เป็นทีนิยมในดินแดนแห่งนี้ การเกษตรของภูฏานจึงเป็นเกษตรอินทรีย์โดยธรรมชาติ 
 
เสร็จจากการดูงานที่ National Organic Programme ก็ออกเดินทางไปเยี่ยมชม Yusipang Farm ที่อยู่นอกเมือง และช่วงเย็นก็เป็นช่วงเวลาที่พวกเราทุกคนรอคอย นั่นคือ การช้อปปิ้งและเที่ยวชมเมือง Thimphu เย้! หนูช้อบ ชอบ...ช่วงเวลานี้
 
ที่ Yusipang Farm
 
 
 
 
บรรยากาศที่เมือง Thimphu เมืองหลวงของภูฎาน
 
 

 
 
พืชผักส่วนใหญ่ที่ตลาดใน Thimphu นำเข้าจากอินเดีย 
ซึ่งราคาถูกกว่าผักท้องถิ่น แต่ได้สารเคมีเป็นของแถม
 
 

เยือน Taktshang
 
ใครที่มาภูฏานแล้วไม่ได้ไปเยือน Taktshang ถือว่ายังมาไม่ถึงภูฏาน Taktshang หรือวัดถ้ำเสืออู่ทอง เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวภูฏานที่ทุกคนที่มาเยือนดินแดนแห่งนี้ต้องไปกราบไว้สักการะให้ได้โดยมีเรื่องเล่าว่าสถานที่ตั้งวัดในปัจจุบันซึ่งเป็นภูผาสูงชันเป็นจุดที่ท่านคุรุ ริมโปเชขี่เสือเหาะมาจากธิเบตเมื่อ 1,000 กว่าปีที่ผ่านมา เพื่อมานั่งบำเพ็ญเพียรภาวนาในถ้ำแห่งนี้จนบรรลุธรรมและเผยแผ่พุทธศาสนาในภูฏาน ตามคำบอกเล่าและความเชื่อว่าใครที่สามารถเดินไปจนถึงยอด Taktshang จะเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต
 
 
 
 
Taktshang ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงลิบๆ 
ต้องอาศัยแรงใจและแรงศรัทธาที่แรงกล้าเท่านั้นจึงจะเดินทางไปถึง
 
 
 
เส้นทางสู่ Taktshang ขอบอกไม่ธรรมดา... โดยเฉพาะช่วงท้ายๆ ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเดิน เดิน และก็เดินอย่ายอมแพ้ เพราะความเหนื่อยและเมื่อยล้าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่าเดินกันจนขาลาก เหนื่อยมั้ก ม้าก สำหรับคนภูฎานเขาใช้เวลาเดิน(แบบสบายๆ)เพียง 45 นาที ส่วนพี่ไทยเราใช้เวลาเดินถึง 3 ชั่วโมง แฮ่ๆๆ ก็มันไม่ค่อยได้เดินนี่หน่า อยู่เมืองไทยไปไหนมาไหนก็นั่งแต่รถ ต้องนับถืบคนภูฎานเขาจริงๆ เรื่องการเดิน คนที่นี่เดินเก่งมากๆ เพราะวิถีชีวิตเขาใช้การเดินมากกว่าการนั่งรถ คนที่นี่จึงสุขภาพแข็งแรง ไม่มีคนอ้วนให้เห็นเลย
 
แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยแข็งแรงหรือเดินไม่ไหวเขาก็มีตัวช่วยนั่นคือ มีม้าให้เช่าขี่พาเดินไปถึงตีนเขา แต่หลังจากนั้นก็ต้องลุยด้วยสองขาตน เมื่อขึ้นไปถึงยอด Taktshang บอกได้คำเดียว รู้สึกดีมากๆ และสบายใจอย่างบอกไม่ถูก เย้!ในที่สุดเราก็ทำได้ สิ่งที่ได้มาจากความเพียรพยายาม เป็นความสุขใจที่ยิ่งใหญ่ที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้ บรรยากาศข้างบนเต็มไปด้วยแรงศรัทธาของผู้คนจากทั่วสารทิศที่หลั่งไหลกันมาเยี่ยมชมและสักการะบูชาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาแห่งหนึ่งของโลก 


 
 
   เริ่มออกเดินทางสู่ Taktshang 
 
                                                             งานนี้ขอไม้เท้าเป็นตัวช่วยนะ
 
 
พักเหนื่อยระหว่างทางด้วยการช้อบปิ้ง

 
   

บรรยากาศระหว่างทางสู่ Taktshang
 
 
 
แวะแชะถ่ายรูประหว่างทาง
(คนซ้ายสุดคือ Youngre  ไกด์สาวชาวภูฎาน)
 
 
จุดแวะพักระหว่างทาง

ใกล้ถึงจุดหมายแล้ว เย้!