แม่ของผม

ผมเกิดที่ริมฝั่งแม่น้ำลพบุรี แม่น้ำสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยาแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ตำบลม่วงหมู่ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ไหลผ่านจังหวัดลพบุรี ไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาอีก ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ในลำแม่น้ำลพบุรี ก่อนเปิดใช้เขื่อนเจ้าพระยา ในปี 2500 มีน้ำไหลผ่านในลำน้ำอุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลา นาๆ ชนิด ผมเกิดที่บ้านโพธิ์ล้ม หมู่ที่ 9 ตำบลท่าวุ้ง อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เบื้องต้นพ่อแม่มีอาชีพทำนาผมเกิดวันที่ 1 มกราคม 2484 ขณะนี้อายุ 72 ปี
ในช่วงแห่งวันแม่ชาติ ผมอยากจะร่วมรำลึกถึงแม่ โยงไปถึงความรู้สึกเก่าๆที่ยังจำได้ เกี่ยวกับโดนแม่ตีและยังจำได้จนทุกวันนี้ พ่อแม่ผมมีพี่น้อง 7 คนเป็นชายทั้งหมด ผมเป็นคนที่ 3 พอประมาณ ปี พ.ศ. 2489 อายุ 6 ขวบก็เริ่มตามพี่น้องและเพื่อนบ้านวัยที่มากกว่าไปโรงเรียน เข้าเรียนชั้นเตรียมประถมศึกษาหรือที่ปัจจุบันเรียกว่าชั้นเด็กเล็ก หรือชั้นอนุบาล พักกลางวันต้องเดินทางกลับไปกินข้าวบ้านระยะทางประมาณ 1 ก.ม. ซึ่งสมัยนั้นการเดินทางขนาดนี้ดูไม่ไกลเลยเพราะวัยเด็กเป็นวัยกำลังเล่นกำลังกินสนุกไปกับเพื่อนเด็กๆ
ขณะนั้นแม่กำลังมีน้องคนที่ 4 วัย 1 ขวบ เมื่อเลิกเรียนตอนเย็นแล้วก็เดินทางกลับบ้านรีบเข้าครัวค้นหาอาหารกินทันทีจุดสำคัญที่จะต้องเปิดค้นดูก่อนคือ ตู้กับข้าว ที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งในครัวเป็นตู้ไม้สามชั้น ชั้นล่างเป็นที่คว่ำจานชนิดต่างๆ ชั้นกลางเป็นที่วางถาดถ้วยจานใส่อาหารปรุงสำเร็จรูปเก็บไว้ ชั้นบนเป็นที่วางอาหารบางส่วนที่สำหรับใช้ปรุง เปิดฝาตู้ชั้นกลางแล้วพบว่าในถาดกับข้าวไม่มีอะไรเตรียมไว้ให้กินจึงเปิดฝาตู้ชั้นล่างเอาเท้าเหยียบแล้วอีก 2 มือ โหนฝาประตูตู้ปีนขึ้นไปดูชั้นบนเหนือชั้นวางถาดกับข้าวขึ้นไปอีกชั้น เนื่องจากพื้นครัวเป็นพื้นไม้ฟากหรือพื้นไม้ไผ่ผ่าซีกตอกตะปูยึดไว้เป็นซี่ๆ จึงไม่เรียบเหมือนพื้นไม้กระดาน ตู้กับข้าวจึงล้มคว่ำลงมาข้างหน้าผมรีบโดดถอยมาได้ทัน ปรากฏว่า ถ้วยชาม จาน ที่คว่ำเก็บไว้ในตู้ชั้นล่างกระแทกกันแตกเกือบหมดเป็นถ้วยชามเก่าที่ใช้มาตั้งแต่โบราณสมัยตายยาย รวมทั้งจานใส่อาหาร ในชั้นต่างๆด้วย ถือว่าเป็นการทำลายถ้วยชามในครัวของบ้านผมครั้งใหญ่ที่สุด
แม่ซึ่งนั่งเลี้ยงน้องคนที่ 4 อยู่ใต้ถุนบ้านได้ยินเสียงถ้วยชามแตก รีบขึ้นมาดู เห็นภาพความสูญเสียถ้วย ชามสมัยบรรพบุรุษเกิดความบันดาลโทสะ คว้าไม้เรียวฟาดก้นผมเสียหลายทีผมเองเห็นความเสียหายของสิ่งของแล้วลืมความหิวไปหมดสิ้นรู้ถึงความผิดหลบหน้าแม่ไปยืนเกาะรั้วคอกควายข้างบ้าน ร้องไห้จนน้ำตาแห้งไปเองต่อมาทางบ้านจึงหันมาใช้จาน ชาม สังกะสีเคลือบแทน เพราะไม่แตกเหมือนจานชามกระเบื้องหรือเซรามิค
ครั้งที่สองที่ยังจำได้ที่คิดว่าจะถูกแม่ตีแน่ๆตอนนั้นประมาณ ปี 2491 ผมเรียนอยู่ชั้น ป. 2 แล้ว พ่อแม่นำไปฝากพระไว้เป็นเด็กวัดที่วัดใกล้บ้านและศาลาวัดยังเป็นสถานที่ที่โรงเรียนต้องอาศัยใช้เป็นห้องเรียน ผมจึงอาศัยกินข้าววัด 2 มื้อ คือมื้อเช้า และมื้อกลางวัน ส่วนตอนเย็นก็เดินกลับมากินข้าวบ้านใกล้ค่ำกลับไปนอนที่วัด เพื่อช่วยพระปฏิบัติภารกิจเวลาออกบิณฑบาต ดูแลตระเตรียมอาหารให้พระ ถูกุฎี ทำทุกอย่างที่พระจะเรียกใช้
วันหนึ่งคงจะเป็นประมาณเดือน 8 หรือ 9 ทางจันทรตติ สมัยนั้นต้นข้าวในทุ่งซึ่งเป็นนาข้าวฟางลอยต้นข้าวจะสูงขึ้นตามน้ำ มิใช่นาข้าวน้ำตื้นอย่างในปัจจุบัน วันนั้นผมกลับมากินข้าวเย็นที่บ้านเวลาประมาณ 5 โมงเย็นผมเข้าครัวเพื่อตักข้าวในหม้อดินกินผมทำหม้อข้าวดินที่เพิ่งหุงเสร็จใหม่แตกข้าวสุกกระจัดกระจายแม่อยู่นอกครัวได้ยินเสียง คงคิดว่าไอ้จุก ก่อเหตุอีกแล้ว(ขอบอกหน่อยว่าเมื่อเล็กพ่อแม่ไว้จุกให้ผม) เดินถือไม้เรียวเข้ามาในครัวผมรู้ตัวว่าผิดวันนี้โดนตีแน่ จึงรีบหนีจากครัวลงจากบ้านวิ่งออกหลังบ้านไปตามเส้นทางที่จะกลับวัดต้องผ่านชายทุ่งแม่วิ่งตามมา พอผมวิ่งผ่านชายทุ่งที่ต้นข้าวขึ้นสูงท่วมหัวผม ผมก็โดดหลบเข้าป่าข้าวข้างทางซ่อนตัวนิ่งแม่ก็วิ่งเยาะๆ ตามผมไปจนถึงลำคลองที่น้ำจากแม่น้ำลพบุรีไหลเข้าทุ่งมองไม่เห็นผมสอบถามคนบริเวณนั้นว่าเห็นไอ้จุกลูกฉันวิ่งมาทางนี้บ้างไหม คราวนี้แทนที่แม่จะโกรธแม่กลับร้องไห้คงคิดว่าผมคงข้ามคลองจมน้ำตายไปเสียแล้ว
แม่นั่งรออยู่พักใหญ่จึงเดินร้องไห้กลับบ้าน ผ่านป่าข้าวที่ผมหลบซ่อนอยู่ผมได้ยินเสียงแม่ร้องให้จริงๆ แม่เดินทางกลับบ้านเพื่อไปบอกพ่อให้ช่วยกันติดตามหา ผมออกจากที่ซ่อนเดินตามแม่กลับมาห่างๆ พอแม่กลับไปถึงบ้านขึ้นไปปรึกษาพ่อบนบ้านให้ช่วยติดตามผมด้วยเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น ผมรู้ว่าแม่ไล่ตามผมมิใช่ตั้งใจจะตีผม เพียงแต่จะติดตามผมให้กลับมา ผมแอบอยู่ไต้ถุนบ้านได้ยินเสียงแม่ร้องไห้และทราบความรู้สึกของแม่ว่าที่แม่ไล่ตามมิใช่จะไล่ตีผมจึงค่อยๆ ย่องขึ้นไปบนบ้าน พอแม่เห็นผมโดดเข้ากอดผมทันที ดีใจที่ผมไม่จมน้ำตายไปในคลอง บนเส้นทางที่วิ่งกลับวัด
ครั้งแรกแม่ตีผมได้เพราะผมยังตัวเล็กอยู่ยังไม่รู้จักทางหนีทีไล่ โตขึ้นจึงปราดเปรียวรู้จักหลบเลี่ยงไม้เรียวอันที่จริงผมรู้ว่าแม่รักผมเป็นห่วงลูกๆทุกคน แต่แม่ผมอายุไม่ยืนยาวคลอดน้องชายคนที่ 7 วัยไม่ถึงขวบ แล้วก็เสียชีวิตไปเมื่อปี พ.ศ. 2501 ด้วยอายุ 44 ปี ตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 8 (ม.6 ในปัจจุบัน) ที่โรงเรียนอยู่ประจำกินนอน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมผมไม่ได้อยู่ใกล้เพื่อดูใจแม่ ทราบว่าก่อนแม่สิ้นลมหายใจแม่ห่วงใยผม บอกฝากผมกับพ่อว่า ขอให้ส่งเสียผมให้เรียนจบการศึกษาตามที่ต้องการของลูกแล้วก็สิ้นลมหายใจไป
พ่อปฏิบัติคำขอร้องของแม่ทุกประการ ถึงพ่อจะมีแม่ใหม่ แต่ก็ไม่มีบุตรด้วยกันอีก ท่านส่งเสียผมจนเรียนจบปริญญาตรีรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบปริญญาโทจากนิดา คลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ.2514 และส่งเสียน้องชายคนที่ 6 เรียนนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงจบภายใน 3 ปี และจบเป็นเนติบัณฑิต ส่วนพี่น้องคนอื่นอีก 5 คน ถึงไม่ได้เรียนจนจบมหาวิทยาลัยในยุคนั้น ก็ได้เรียนมีการศึกษาสามารถประกอบอาชีพเป็นหลักฐานมั่นคงทุกคน ไม่ต้องกลับไปประกอบอาชีพทำนา ที่นา 60 ไร่เศษ ได้ยกให้ลูก 6 คน ๆ ละ 10 ไร่ ยกเว้นผมเพราะส่งเสียเรียนมากกว่าพี่น้องคนอื่นๆ และขณะนี้พี่น้องแต่ละคนต่างก็ขายนามรดกกันไปหมดเรียบร้อยแล้ว ส่วนพ่อวีระบุรุษของผมท่านเสียชีวิตไปเมื่อ ปี พ.ศ. 2536 ด้วยวัย 83 ปี ท่านทั้งสองมิได้ตายจากผมไป เพราะเลือดและเนื้อของท่านยังอยู่ในตัวผม รับรู้ความรู้สึกนึกคิดและการกระทำของผมอยู่ทุกเวลาลูกขอกราบคารวะแม่ในช่วงวันแม่นี้ ขอให้แม่จงมีความสุขในภพใหม่เถิด
----------------------------- / โดย จุก วัดเกตุ
ร่วมซาบซึ้งพระคุณแม่ค่ะ
อ่านเรื่องแม่แล้วมีความสุขมากๆครับ
Thank you for sharing your story. And for the -- nostalgic-- picture of the boy with a tuft.
น่าอ่านมากค่ะ
อ่านแล้วข้อเขียนตรงไปตรงมากินใจมากค่ะ