เรื่องของแม่

เป็นเรื่องราวของแม่ และขอมอบบทความนี้ให้กับลูกทุกคน เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ด้วยความรักจากใจ

แม่เป็นกุลสตรีชาวเชียงใหม่โดยกำเนิด
สืบเชื้อสายจากตระกูลอันเก่าแก่ 
ตระกูลธรรมปัญญา (ธัมมปัญญา) สกุลธรรมปัญญาเป็นชื่อสกุลที่ก่อตั้งมาจาก
พ่อเจ้าธัมมปัญญา ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าเศรษฐีคำฟั่น ( มหาภัทรราชา) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่๓
( ระหว่างพศ ๒๓๖๖-๒๓๖๘)

พ่อเจ้าธัมมปัญญา
นั้นมีความสามารถเก่งกาจในด้านการจับช้างป่า และสอนช้าง
รวมทั้งมีความรู้ด้านอยู่ยงคงกระพัน
เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่จึงได้มอบหมายให้นำไพร่พลส่วนหนึ่งไปจับช้างที่แม่ฮ่องสอน
เพื่อนำมาฝึกสอน ใช้งานแล้วจึงนำส่งมาที่นครเชียงใหม่

 

เมื่อไปตั้งปางช้างเป็นเวลานานเข้าก็มีชาวไทยใหญ่และชาวกะเหรี่ยงมารวมตัวอยู่ด้วยเป็นจำนวนมากจึงเกิดเป็นเมือง
“ แม่ฮ่องสอน” ซึ่งความหมายคือ ที่ลาดต่ำ
หรือร่องน้ำที่ใช้สำหรับการฝึกสอนช้างนั่นเอง

แม่มีศักดิ์เป็นหลานปู่ของ พ่อเจ้าหลวง(
บุตรชายคนโตของพ่อเจ้าธัมมปัญญา) และ แม่เจ้าคำแปง
ชีวิตในวัยเยาว์ของแม่จึงคุ้นเคยกับการพร่ำสอนและเข้มงวดในการใช้ชีวิตตามแบบฉบับของหญิงสาวชาวล้านนาอย่างแท้จริง

แม่เคยเล่าให้ฟังเสมอถึงชีวิตในวัยเยาว์ที่แสนอบอุ่นในตระกูลใหญ่ที่มีญาติมิตรห้อมล้อม
เป็นครอบครัวดั้งเดิมที่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย
มีความพอเพียงไม่ฟุ้งเฟ้อของผู้ใหญ่ในสมัยโบราณ รวมทั้งประเพณีปฏิบัติตามแบบแผนของชาวล้านนาโดยทั่วไป

ภาพของแม่ในความทรงจำคือ
ภาพหญิงสาวชาวเหนือตัวเล็กๆ มีความสนใจความรู้ทุกอย่าง ทั้งด้านการศิลปะ
การประกอบอาหาร และที่น่าแปลกคือแม่มีความสนใจด้านการเมืองสูงมาก

ในสมัยก่อนเมื่อเราจะไปเยี่ยมบ้านคุณยาย
ที่อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ การเดินทางในสมัยนั้นค่อนข้างลำบากมาก เนื่องจากยังไม่มีรถราที่สะดวกสบาย
พวกเราลูกๆ พร้อม แม่ หรือพ่อในบางครั้งก็จะเตรียมอาหารหวานคาว ของเครื่องใช้ ขนม เสื้อผ้าต่างๆ
เพื่อนำไปเป็นของฝากสำหรับญาติมิตร การเดินทาง
ที่น่าสนุกคือการเดินทางด้วยเท้าเหมือนการเดินทางไกลของลูกเสือในปัจจุบัน
แต่คุณค่าและความหมายในความคิดของลุกๆมันยิ่งใหญ่ และอยู่ในความทรงจำตลอดกาลนาน

แม่จะเตรียมข้าวของทุกชิ้นด้วยตนเอง
อย่างประณีต งดงาม สำหรับคนทุกคน ที่มารอรับ มานั่งพูดคุย ยามค่ำคืน ส่วนพวกเราลูกๆก็เร่งวันเร่งคืนที่จะให้การเดินทางไปบ้านยายพร้อมแม่มาถึงโดยเร็ว
เพราะที่นั่นมีทุกสิ่งทุกอย่างที่เด็กในวัยอย่างพวกเราชอบ เช่น ทุ่งนาที่มีรวงข้าวเหลืองสวย
สวนผลไม้ คลองเล็ๆที่มีปลาว่ายไปมาให้พวกเราทดสอบวิธีจับปลาเล่น 
หรือแมงปอสีสวยที่บินกินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ข้างๆบ้าน

แต่ที่มีแน่นอนคือความอบอุ่นจากบรรดาญาติมิตร
พ่ออุ้ย แม่อุ้ย  พี่ป้า น้า อา และ
เด็กๆในวัยเดียวกันกับพวกเรานั่นเอง

ภาพของแม่และยายที่นั่งสางผมยาวถึงกลางหลัง
ท่ามกลางแสงตะเกียง ยามค่ำคืน เสียบกลางมวยมุ่นด้วยดอกไม้หอมที่เก็บกลางลานบ้าน
ก่อนการไหว้พระก่อนนอน เป็นภาพที่แสดงออกถึงความรักความผูกพันระหว่างแม่ลูก
เป็นภาพของกุลสตรีชาวเหนือ ที่ยากจะหาคำบรรยายได้


แม้ว่าแม่จะไม่ได้เรียนจบจากหลักสูตรใดใดจากมหาวิทยาลัย แม่เพียงจบการศึกษาตามความนิยมในสมัยนั้น
แต่เป็นแม่ที่รักการอ่าน เป็นชีวิตจิตใจ แม่จึงเป็นผู้ที่มีความรู้
แทบทุกด้าน  ในบางครั้ง เมื่อเราสนทนากันลูกๆแม้ว่าแม่จะส่งให้เรียนจนจบมหาวิทยาลัยและทำงานในตำแหน่งหน้าที่ต่างๆก็ยังไม่สามารถมีเหตุผลและวิธีคิดเทียบเท่าแม่ได้

ในความรู้สึกของพวกเราลูกๆ
เราจึงมีความเชื่อว่าแม่คือผู้มีปัญญาอย่างแท้จริง ปัญญาอันเกิดจากการเรียนรู้นอกห้องเรียนเรียนรู้จากการสดับฟัง
อย่างเป็นธรรมชาติ

ชีวิตของแม่ในครอบครัว แม่จะพยายามให้ความรู้และประสบการณ์ในวัยเด็ก
ของแม่ มองดูทุกอย่างและพลิกแพลงให้เกิดรายได้มาช่วยเหลือครอบครัว
แม้ว่าพ่อจะรับราชการที่สำนักงานไปรษณีย์จังหวัดก็ตาม
ลูกๆจึงมีหน้าที่ในการช่วยแม่ประกอบอาหารและนำไปขายที่ตลาดตอนเช้า ปลูกผักไว้กิน
เลี้ยงไก่ไว้กินไข่ และเลี้ยงหมู เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในบ้านและเพื่อเป็นอาชีพเสริม
ตัวอย่างของแม่คือบทเรียนที่มีคุณค่าสำหรับลูกๆตลอดมา

 

บางครั้งบางคราว เราจะเห็นแม่นั่งใจจดใจจ่อกับการ
สานจ๋ำดักปลา( เป็นภาษาเหนือ จ๋ำคือที่ดักปลา แบบกระชอนดักปลาแต่มีขนาดใหญ่ )
ซึ่งต้องใช้สมาธิเพื่อให้เส้นด้ายที่นำมาถักนั้นไม่หลุดจากห่วง
และมีขนาดเท่ากัน  แม่เล่าว่า
รายได้จากการสานจ๋ำที่ฝีมือดีดีนั้น เป็นรายได้ที่ดีมากเลยทีเดียว

ลูกๆจำได้เสมอว่า
แม่จะฝึกให้พวกเรามีนิสัยประหยัดไม่มักง่าย การประกอบอาหารในหนึ่งมื้อ
จะต้องเป็นอาหารที่มีคุณค่า ไม่มากมาย ไม่กินเหลือ หรือกินทิ้งกินขว้าง ใช้ของสดและสะอาด

ปลาหนึ่งตัว แม่สามารถพลิกแพลง แบ่งทำอาหารประเภทต่างๆได้ถึงสองมื้อ  พวกเราได้เพียงแต่นึกว่าแม่ทำได้อย่างไรกัน  แต่แม่ก็สามารถทำได้เป็นอย่างดี

เมื่อพวกเราเริ่มโตและแต่ละคนต้องเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย
แม่ก็เริ่มเจริญก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพในการทำธุรกิจ
การทำเหมืองแร่ แม่เป็นนักเจรจาต่อรองที่เยี่ยมยอด  เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในชีวิต


ในยามที่ลูกๆจะมีคู่ครอง
แม่จะเป็นเพื่อนและคู่คิดที่ดี ช่วยลูกในการตัดสินใจ พิจารณาเลือก
คนที่ใช่สำหรับลูกเสมอ

สำหรับลูกเขยหรือลูกสะใภ้
ที่เข้ามาร่วมในครอบครัวเดียวกันกับแม่ 
แม่จะรักราวกับ หรือยิ่งกว่าลูกแท้ๆของตนเอง

แม่จะเอาใจใส่เรื่องอาหารการกิน ความเป็นอยู่
อย่างครบถ้วน ไม่มีขาดตกบกพร่อง แม่ในยามแม่เจ็บป่วย แม่จะถามไถ่ตลอดเวลา

แม่เป็นคนชอบการท่องเที่ยว นั่งรถไปในที่ต่างๆ
และชอบการเลือกซื้อของกินของใช้ เป็นความสุขเล็กๆที่แม่ต้องการ

เมื่อพลตำรวจเอก ปรุง บุญผดุง  บุตรเขย ได้ไปปฏิบัติงาน ในภาคต่างๆ
แม่ได้ไปเยี่ยมและ เป็นโอกาสอันดี ที่ได้นั่งรถเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยว วัดวา
อาราม ในจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคใต้ และจังหวัดชายทะเลต่างๆ
อย่างครบถ้วน

แม่จะมีรถหนึ่งคัน
พร้อมคนขับที่รู้ใจตระเวนเที่ยวไปในที่ต่างๆตามใจชอบ แม่จึงรู้จักผู้คนมากหน้าหลายตา
ได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธ์ ที่แม่ชอบและศรัทธา
รวมทั้งได้มีโอกาสทำในสิ่งหนึ่งที่ชอบ คือการ” ช้อบปิ้ง”

แม่จะตระเวนไปหาลูกทุกคนในขณะเดียวกันก็ได้เที่ยวในแต่ละท้องถิ่นด้วย  ที่จังหวัด นครปฐม และจังหวัด ภูเก็ต
แม่ได้ไปพักกับลูกชายคนเดียวคือ อาจารย์ ศุภชัย แสงปัญญา คณบดีคณะวิเทศศาสตร์ศึกษา
ที่นั่น

ในบางช่วงบางตอนแม่จะไปอยู่กับลูกสาวคนเล็ก
อาจารย์ จุฑามาศ แสงปัญญา แม่ก็จะมีโอกาสได้ท่องเที่ยวแถบภาคอิสาณทั้งหมด
และทำบุญร่วมกับเกจิอาจารย์ต่างๆ รวมทั้งข้ามฝั่งไปเที่ยวสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวด้วย

 

สำหรับการเดินทางไปต่างประเทศนั้น แม่ได้เดินทางไปเยี่ยมหลานชาย
พันตำรวจตรี ปฎิญญา บุญผดุง ในครั้งที่กำลังศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย โมแนช มลรัฐเมลเบริ์น
ประเทศ ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่แม่ยอมเดินทางออกนอกประเทศ
และมีโอกาสได้ท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก

การไปเที่ยวครั้งนี้แม่ได้แสดงฝีมือของการเป็นสุดยอด
นักช้อบให้เป็นที่ประจักษ์มาแล้ว

หลังจากนั้นมาไม่ว่าลูกคนใดจะคะยั้นคะยอ
ให้แม่ไปเที่ยวต่างประเทศอีก แม่ก็ยืนกรานว่าไม่ไปแล้ว เหตุผลง่ายๆคือ
แม่ไม่ชอบนั่งเครื่องบินนั่นเอง

 

การไปตลาดคือความสุขอีกรูปแบบหนึ่งของแม่  แม่บอกว่าตลาดคือแหล่งรวมของผู้คน
เป็นแหล่งรวมของอาหาร และแหล่งรวมของความมีชีวิตชีวา รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คน
การพบปะญาติมิตร เพื่อไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบระหว่างกัน

แม้ว่าในปัจจุบัน
ตลาดในความคิดและประสบการณ์ของแม่จะเปลี่ยนแปลงไปตามวิถีแห่งกาลเวลา
แม่ก็ยังชอบไปตลาดดังเช่นเคย

ดังนั้นหากมีโอกาส
ลูกๆจะต้องพาแม่ไปเที่ยวเล่นที่ตลาดเสมอ
หรือหากลูกไม่ว่างแม่จะไปเองพร้อมคนขับรถ 
ขึ้นชื่อว่าเป็นตลาด แม่ขอบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นตลาดเล็กๆ  ตลาดใหญ่ๆ เช่น อตก. หรือตลาด บองมาเช่
หรือ 
Super Market ในห้างสรรพสินค้าะหากลูกๆไปด้วย
และทำท่าเมียงมองข้าวของสักชิ้น แม่จะรีบบอกว่า “ หากชอบก็ซื้อเลยลูก ทำงานมามากแล้ว”

 

แม่จะเข้าใจลูกเสมอ และด้วยวิธีการของแม่
ลูกจึงมีความสุขทุกครั้งที่อยู่กับแม่

แม่มีชีวิตที่รื่นรมย์ในบั้นปลายชีวิต
ที่บ้านเมื่อมีแขกมาเยี่ยมเยือนหรือมาหารือด้วยเรื่องต่างๆ  หากลูกไม่ว่างหรือกำลังพักผ่อน แม่จะทำหน้าที่คอยรับแขกแทนลูก
เพราะแม่มีเรื่องคุยได้มากมาย
และคุยได้ทุกเรื่อง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
แฟชั่น ดารา นักร้อง อาหาร ศาสนา การเมือง

แม่เคยบอกลูกว่า “ เป็นคนแก่ อย่าล้าสมัย  แต่อย่าล้ำสมัย”

หากคุยเรื่องการเมือง
แม่จะรู้จักนักการเมืองทุกคน ทั้งของบ้านเราและของต่างประเทศ

แม่เคยทักน้อง คนหนึ่งที่มาที่บ้านว่า

“ คุณนี่หน้าตาเหมือน บารัก โอบามานะคะ”

แม้แต่ดาราดังๆที่ลูกไม่รู้จัก
แต่แม่รู้จักไปทั้งนั้น

“ คนที่มาหา เมื่อสักครู่
คนที่หน้าตาเหมือนแดน นะ”

“แดนไหนละ ? ลูกถามกลับเพราะนึกหน้าไม่ออกจริงๆ“อ้าว ก็แดน ดีทูบี ไง” ทำเอาทั้งลูก
ทั้งหลานต้องชิดซ้ายไปกับความทันสมัยของแม่

 

แม่มีความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นล้นพ้น
ทุกๆคืนก่อนนอน แม่จะนั่งเฝ้าจอโทรทัศน์ เพื่อรอชมข่าวในพระราชสำนัก

และเมื่อพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรากฏที่หน้าจอ  แม่จะยกมือขึ้นพนม
และก้มลงกราบเปล่งเสียงดังๆว่า “ สาธุๆๆๆ ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ “

และเมื่อพลตำรวจเอกปรุง บุญผดุง
ได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ
ถวายงานในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จึงเป็นความปลื้มปิติอย่างที่สุดในชีวิตของแม่

แม่ชอบทำอาหารมาก โดยเฉพาะอาหารเหนือ
เช่นขนมจีนน้ำเงี้ยว แกงแค น้ำพริกอ่อง แกงฮังเล
อาหารทุกอย่างอร่อยหาคนที่มีฝีมือเทียบเคียงได้ยาก

 

บางครั้งลูกๆหลานๆจะพาแม่ไปเปลี่ยนบรรยากาศ
ทานอาหารฝรั่ง แม่จะรีบปฏิเสธเสียงแข็ง

“ โอ้ย 
ไม่กิน ไม่ชอบ ใส่นมใส่เนย กินไม่อร่อย"

แต่พอหลานสั่งมาให้ แม่กินหมดก่อนคนอื่น  เมื่อหลายถาม” อร่อยไหมครับยาย?


“ ก็งั้นๆแหละ กินให้หมด เอาใจคนพามาเลี้ยง”

 

แม่ไม่เคยทำให้ใครเสียใจเลยสักครั้ง  ตรงกันข้ามอารมณ์ขันของแม่ทำให้ลูกๆหลานๆครื้นเครงได้ในทุกโอกาส

แม่จะคอยพร่ำสอนให้ลุกหลานรักกัน ช่วยกัน
ไม่ว่ายามมั่งมี หรือลำบาก อันเป็นคำสอนที่เรียบง่ายแต่มีคุณค่าอันวิเศษ
เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตที่งดงาม อย่างแท้จริง

นอกจาการอ่านแล้ว แม่ยังเป็นนักเขียนอีกด้วย
เมื่อคราวที่ลูกสาวคนโตมีอายุครบรอบหกสิบปี
แม่ได้ส่งจดหมายมาให้เป็นของขวัญวันเกิด

เป็นของขวัญจากแม่อายุแปดสิบแปดปี
ที่เขียนถึงลูกสาวอายุหกสิบปี ด้วยความเพียรพยายามอย่างยิ่ง

ข้อความในจดหมายนั้นอ่านครั้งใดก็น้ำตาไหลทุกครั้ง

 

เมื่อมาพักกับลูกสาวคนโต
แม่จะนอนห้องติดกันกับลูก เมื่อยามที่ลุกกลับมาจากทำงานก็จะแวะที่ห้องแม่ก่อน
บางครั้งเห็นแม่กำลังสวดมนต์บ้าง อาบน้ำบ้าง หรือบางทีแม่ก็หลับไปแล้ว ทำให้ลูกต้องกำหนดในใจว่า
พรุ่งนี้ต้องไม่กลับดึกจนเกินไป

บ่อยครั้งที่แม่จะเดินมาเคาะที่ห้อง
เอาขนมมาให้ เอาผลไม้มาให้ ด้วยความเป็นห่วงทั้งๆที่ลุกสาวก็อายุหกสิบปีแล้ว

แต่ความรักของแม่ไม่ได้เสื่อมถอยตามกาลเวลาแม้แต่น้อย

เมื่อลูกทำงานหนักๆเข้า แม่เคยบ่นว่า “เหนื่อยแบบนี้เลิกทำงานเถอะ”

ความรักของแม่อยู่เหนือเหตุผลใดใด

ด้วยความใกล้ชิด ความแช็งแรงของแม่
และการได้พูดคุยกันอย่าง สนิทสนมกันทำให้ลูกไม่เคยคิดว่าแม่นั้นแก่แล้ว อายุมากแล้ว
จนเมื่อปีกลายนี้  ลูกเริ่มสังเกตว่าแม่นอนมากขึ้น
ตื่นสาย ไม่อยากไปไหน

“ วันอาทิตย์นี้เราไปตลาดไหมแม่?

แม่นั่งคิดสักครู่ “ นอนดีกว่า
สบายกว่ากันเยอะ “ ว่าแล้วก็นอนอ่านหนังสือพิมพ์อย่างสบายใจ

บ้านที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้ ดอกไม้กลิ่นหอมอ่อน
จึงเป็นมุมสงบของแม่ในช่วงหลังๆนี้

ปลายปีพศ ๒๕๕๔
ประเทศไทยเกิดมหาอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ลูกต้องพาแม่อพยพหนีน้ำอย่างโกลาหล
เพราะบ้านที่อยู่น้ำท่วมสูงขนาดพายเรือในบ้านได้

 

ลูกพาแม่ย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ
เพราะตอนนั้นไม่แน่ใจว่าน้ำจะไหลบ่าไปในทิศทางใด 
แต่แม่กลับเป็นผู้ให้กำลังใจในยามที่อยู่ในสภาวะที่น่าตื่นตระหนกเช่นนี้

 

“ อย่าตกใจให้มาก ในสมัยก่อน เรื่องน้ำท่วมถือเป็นเรื่องธรรมชาติ
เป็นเรื่องที่ทุกๆคนต้องมาช่วยกัน ไม่กล่าวโทษกันไปมา คนโบราณเคยถูกน้ำท่วมมาก่อน
ท่วมมิดหลังคาบ้าน แต่เขาไม่โวยวาย เราต้องมีสติ 
ตั้งสติให้มั่น”

แม่ทำให้ลูกมองชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น
และมีความเมตตาเป็นฐานคิดสำคัญ

เมื่อสถานการณ์น้ำท่วมไม่คลี่คลาย
และลุกสาวคนต้องมีภารกิจที่ต่างประเทศ แม่จึงไปอยู่กับลูกสาวคนเล็กที่อุดรธานีอีกครั้งหนึ่ง

ที่อุดรธานี แม่มีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่าย
ธรรมชาติ แวดล้อมด้วยคนที่ดูแล ได้รับประทานอาหารที่ชอบทุกมื้อ
อันเป็นความสะดวกกว่าบ้านที่กรุงเทพฯมากนัก

 

ลูกๆเริ่มสังเกตว่าแม่อ่อนแอลง
แม้จะทานข้าวได้มาก ร่างกายผ่ายผอมอย่างเห็นได้ชัด และในวันขึ้นปีใหม่ ๑ มกราคม
๒๕๕๕ ลูกสามคนได้พร้อมใจกันไปกราบแม่ในวันปีใหม่
โดยไม่คาดคิดว่าในช่วงนี้เองที่แม่เริ่มแสดงการเจ็บป่วยอย่างชัดเจน

แม่มีอาการไข้ หนาวสั่น เมื่อส่งโรงพยาบาลจึงรู้ว่ามีอาการของการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
แม่ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเกือบครึ่งเดือน  ปีใหม่นี้ลูกสามคน
เช่าห้องพักข้างโรงพยาบาลผลัดกันไปเฝ้าแม่

แม้ว่าจะอยู่ในโรงพยาบาล แม่ทำให้เราลูกๆ
มีกำลังใจ จากความเข้มแข็งของแม่ และจากกำลังใจของบุคลากรในโรงพยาบาลและทุกๆคนที่ไปเยี่ยม

การฟื้นตัวของแม่ทำให้ลูกเบาใจ วางใจ และดีใจ

แต่ก็ยังมีความผิดปกติอีก
เมื่อพบว่าแม่มีอาการเพลีย น้ำหนักลด ผอมลงเหลือตัวนิดเดียว

เมื่อเอาฝ่ามือ ลูบไล้ตามตัวแม่ ลูกสัมผัสได้แต่ผิวหนังแห้งเหี่ยวติดกระดูก
แม่เองก็พูดว่า “ แม่จับเนื้อจับตัวเองลูบได้แต่กระดูกเป็นท่อนๆเลย”

 

ลูกจึงพาแม่มาตรวจร่างกายโดยละเอียดอีกครั้ง
ที่รพ.จุฬาลงกรณ์ พบว่าแม่มีก้อนที่ปอดข้างขวา
แพทย์มีทางเลือกในการรักษาต่อหลายแนวทาง

แต่ลูกๆเลือกวิธีการรักษาแบบประคับประคอง
ใช้เวลาที่เหลือของแม่อย่างวิเศษที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพราะรู้แกใจว่าปีนี้แม่ก็อายุเกือบ
๙๐ ปีแล้ว

 

แม่มีความสุขจริงๆกับทางเลือกที่เราได้เลือกแล้วนี้
แม่กินข้าวอร่อย  ได้พูดคุยกับลูกหลาน 
และเมื่อแม่เปรยว่าอยากจะกลับมาอยู่บ้านที่นนทบุรี
อีกครั้งหลังจากน้ำท่วมในครั้งนั้น

บ้านนนทบุรี ในครั้งนี้ตบแต่งอย่างที่แม่ชอบ
มีสวนดอกไม้ มีต้นไม้ รายรอบ มีสัตว์เลี้ยงที่แม่คุ้นเคยคอยมาเมียงๆมองๆรอบๆ
ห้องของแม่ที่โปร่งโล่งสามารถมองๆได้รอบทิศ

แม่มีสายตาที่แจ่มใส นอนพักและตื่นมาพูดคุยได้
และเจริญอาหารดังเช่นเคย หากรู้ว่าวันใดลูกต้องไปทำงานต่างจังหวัด จะไม่ยอมนอน
รอจนลูกกลับมาแวะที่ห้องเสียก่อน

 

เมื่อได้กอดได้รับรู้ว่าลูกกลับมาโดยปลอดภัยแล้วจึงจะยอมนอนต่อไปได้จนลูกไม่กล้าไปนอนที่ต่างจังหวัดหรือไกลบ้านอีกเลย

 

เรื่องราวนี้พวกลูกๆทุกคนจะรู้ว่าหากใครคนใดคนหนึ่งจะไปเยี่ยมแม่
ไม่ควรบอกล่วงหน้า เพราะแม่จะรอ จะห่วงจนกว่าจะได้เห็นหน้าลูกคนนั้น เราจึงมักจะมี
surprised แม่โดยไปเยี่ยมแบบไม่บอกล่วงหน้า
บ่อยๆจากเหตุผลนี้เอง

ประมาณต้นเดือนมิถุนายน
นี้ แม่มีแขกมาเยี่ยมทั้งวัน แม่คงคุยเพลิน หรือจากสาเหตุใดไม่ทราบ
คืนนั้นแม่นอนไม่ได้ และรุ่งเช้ามีไข้สูง ตัวร้อน

 

เมื่อนำส่งโรงพยาบาล
แม่เข้ารับการรักษาตัว และด้วยอาการที่แพทย์เป็นห่วง
จึงให้แม่นอนที่ห้องคนไข้ธรรมดาเพื่อให้พยาบาลได้สังเกตอาการใกล้ชิด

แม่มีสติที่สมบูรณ์มาก
เมื่อลูกไปเยี่ยม แม่บ่นเปรยๆว่า

“ ห้องนี้  ไม่มีคนสาวเลย มีแต่คนแก่ๆทั้งนั้น”

 

ทั้งๆที่ไม่สบาย แม่ก็ยังเป็นห่วงลูกๆที่อยู่ทางบ้าน
ถามหาคนโน้น คนนี้ ว่ามีใครทำอาหารให้กินหรือยัง

เมื่ออาการดีขึ้น
แม่ย้ายไปนอนห้องพิเศษ ทำให้มีโอกาสพักมากขึ้น สังเกตว่าบางครั้งแม่มีอาการหลงลืมไปบ้าง

แต่แม้ว่าจะหลงลืม
แม่สามารถพูดคุยกับลูกได้ตามปกติในยามที่แม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

วันหนึ่งที่โรงพยาบาล
ลูกจับมือแม่ไว้แล้วชวนคุยว่า

“ แม่.. แม่คะ
แม่กลัวตายไหม..?

 

แม่ส่ายหน้าแล้วบอกว่า
“ ไม่กลัวหรอก ใครๆก็ตายทั้งนั้นแหละ”

 

ลูกจึงได้เรียนรู้จากแม่ว่า
แม่นั้นมีสติ และรู้เท่าทันความเป็นไปของชีวิต การเกิด การดับอย่างถ่องแท้ และไม่เคยประมาทต่อการใช้ชีวิต

แม่ได้เตรียมชุดผ้าไหมสีสวย
ส่งซักแห้งด้วยตนเอง แขวนไว้ พร้อมทั้งชุดชั้นใน ผ้าห่มสไบตามแบบชาวล้านนา
เข้มกลัดงามที่แม่ซื้อมาจากออสเตรเลีย

 

“ แม่ตายวันไหน  ให้ใส่ชุดนี้นะ”

 

ในบางครั้งลูกซึ่งมีภาระหน้าที่มากมาย
เมื่อขอลาหยุดงานเพื่อมาดูแลแม่ แอบเอางานมานั่งทำด้วยในยามแม่หลับ

เมื่อแม่ลืมตามองเห็นแม่จะร้องเตือนว่า


หยุดพักงานเสียบ้างนั่งจ้องเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ไปหาผ้าเย็นมาปิดสายตา
พักสายตาบ้าง อย่าทำงานจนตัวเองลำบาก”

จำได้ว่าวันนั้นลูกปีนข้ามไม้กั้นเตียง ขึ้นไปนอนกอดแม่บนเตียงคนไข้ นั่นเอง แม่ใช้มือที่สอดใส่ด้วยสายน้ำเกลือมาโอยกอดลูกไว้ด้วยความรัก

 

ความรักของแม่ที่มีต่อลุกทุกคนนั้น
ช่างยิ่งใหญ่มากมายเกินกว่าคำพรรณนาจริงๆ แม้ตัวเองจะเจ็บจะป่วย
แต่ความรักความห่วงใยของแม่นั้น ไม่เคยเจ็บไม่เคยป่วยตามไปด้วยเลย

 

เมื่อเห็นลูกแต่ละคนมาเยี่ยมมาดูแล
แม่จะมีความสุข เรียกไปโอบกอด สั่งให้ลูกไปหาข้าวหาปลากินให้อิ่มเสียก่อน  บางครั้งบางคราว ลูกจัดอาหารให้แม่กิน
แม่จะหยุดนิ่งสักครู่และบอกว่า “ นี่อร่อยนะ เอาจานมาแบ่งไว้กินสักหน่อย”

ลูกคือศูนย์กลางในใจของแม่เสมอ
แม้ยามเจ็บป่วย

การที่ได้เฝ้าแม่ตลอดเวลาที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
ทำให้ลูกเริ่มเห็นอาการเปลี่ยนแปลงของแม่ที่เริ่มทรุดลงอย่างรวดเร็ว และรับรู้ว่า แม่อยากกลับบ้านมาก
เมื่อเราตกลงใจว่าจะพาแม่กลับไปบ้านอย่างที่แม่ต้องการแม่จะมีพลังขึ้นมากในทันที

 

“ ไป เรากลับบ้านกัน”
แม่พูดพร้อมกับยันตัวขึ้นนั่งทั้งที่มีสายระโยงระยาง เสียงแจ่มใส
ใบหน้าสดชื่นทันตาเห็น

พวกเราลูกๆจึงขออนุญาตจากทีมแพทย์  พาแม่กลับบ้าน เพื่อพักในที่แสนสบาย ขอตามใจแม่
ในโอกาสสุดท้ายของแม่นี้

ที่บ้านแม่มีความสุขกับลูกๆและการดูแลอย่างใกล้ชิด
จากลุกๆสามคนที่พัฒนาตัวเองมาเป็น care giver พิเศษสำหรับแม่

 

มีน้องพยาบาลจากโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า
น้องอุ่ย จารณี อรุณเรื่อ  ทำหน้าที่เป็นพยาบาลจิตอาสา
ในการไปเยี่ยมที่บ้านทุกวันเพื่อตรวจสภาพร่างกายและรายงานแพทย์หากมีความจำเป็น

 

จากการติดตามอย่างใกล้ชิดจึงทราบผลว่าแม่มีอาการซีด
ลง ลูกจึงพาแม่ไปที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้เลือดและอาหารทางเส้นเลือด

ที่โรงพยาบาลแม่นอนพักโดยมีลูกทั้งสามคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
เมื่อใดที่แม่ร้องครวญคราง จากการเจ็บปวด หรือจากสภาวะอันไม่รู้สึกตัว
ลูกมีความรู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่าหลายร้อยหลายพันเท่า

 

แม่เริ่มไม่รู้สึกตัว
แต่ลูกๆรู้ดีว่าแม่ยังรับรู้ทุกเรื่องทุกเรื่องราว  ลุกจะชวนแม่คุย เรื่องความสุขของแม่
สวดมนต์ด้วยกัน แม่จะพยักหน้ารับ หรือทำเสียงในคอให้ลูกรุ้ว่าแม่รับรู้เสมอ

 

ในวันสุดท้ายที่แม่จะจากไป
ลูกสามคนนั่งล้อมวงอยุ่กับแม่ใช้มือของลูกสัมผัส ร่างกายแม่ จับมือแม่ จับเท้าแม่
บีบนวดให้แม่ ตลอดเวลา 
ให้แม่รับรู้ว่าแม่ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว 

 

แม่จึงมีใบหน่าที่อิ่มเอิบ
เบิกบานมื่อแม่ค่อยๆ หายใจช้าๆ และลมหายใจสุดท้ายของแม่ ที่แม่ยังกุมมือลูกไว้
เป็นเวลา ตีสาม สิบห้านาที ของวันที่๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๕

 

ลูกนึกถึงบทประพันธ์ของ
คาลิล ยิบราน  “
เมื่อเราจากกันด้วยความรัก ความรักจะวนเวียนอยุ่อย่างนั้น
เสมือนความพลัดพรากไม่เคยเกิดขึ้น”

ความพลัดพรากของแม่ในครั้งนี้
ไม่เคยเกิดขึ้นกับลูกๆทั้งสามคนเลย เพราะว่า

 

“ แม่คือชีวิต จิตใจ
และความรักของลูกเสมอและตลอดไป”

 

ขอขอบคุณน้องๆ
เพื่อนๆ กัลยาณมิตรทุกท่านที่ส่งกำลังใจและเพิ่มพลังใจในช่วงการดูแลแม่ทุกๆท่าน

ขอขอบคุณทีมแพทย์
พยาบาล โรงพยาบาล นากลาง  โรงพยาบาลศูนย์
อุดรธานี  โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  คณะแพทย์ศาสตร์ วชิระพยาบาล  และโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า นนทบุรี

 

ขอขอบคุณสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาลและทีมงานที่สนับสนุน
และเป็นกำลังใจในการทำหน้าที่นี้ด้วยดี

ดวงสมร บุญผดุง

 

สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล
( องค์การมหาชน )



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกของแม่ต้อย



ความเห็น (7)

เขียนเมื่อ 

 

...เป็นภาพที่ประทับใจมากๆ นะคะ  ...  แม่ คือ มหัศจรรย์ ... Mother is amazing.  ... สุขสันต์วันแม่ ค่ะ  ==> Happy Mother's Day

... 

             

              

             

 

            

 

 

เขียนเมื่อ 

 

...ขอบคุณ บันทึกดีดี ของแม่ต้อยค่ะ ... ขอให้คุณยายและแม่ต้อย มีสุขภาพร่งกาย & จิตใจ ดีเยี่ยม  นะคะ 

 

         

           Mother is amazing.

 

                  ภาพนี้มีคุณค่าที่สุดเลย 

 

เขียนเมื่อ 

อ่านแล้วน้ำตาร่วง!
ใจทั้งดวงซึ้งซาบนัก
แม่ลูกผูกพันหนัก
มากกว่ารักกว่ารู้คุณ
ดูแลอย่างดีเลิศ
สุดประเสริฐได้เกื้อหนุน
นำทางสู่ชั้นบุญ
เสวยสุขทุกราตรี
จะขอเป็นแบบอย่าง
ในหนทางของลูกนี้
เสกสรรค์วันดีดี
เพราะยังมีแม่อยู่เอย.

เขียนเมื่อ 

รักแม่มากค่ะ รักแม่ต้อยด้วย

เขียนเมื่อ 
สวัสดีคะ น้องเปิ้ล
คิดถึงเสมอคะ ภาพครอบครัวอบอุ่นมากๆคะ
ลูกสาวสองคนสวยมากๆนะตะ
ฝากคิดถึงคุณหมอด้วยคะ
แม่ต้อย
เขียนเมื่อ 
สวัสดีคะ น้องมะนาวหวาน
อ่านแล้วก็คิดถึงแม่ทุกครั้งคะ ดีใจคะที่ยังมีโอกาสดีดี ให้ดูแลมากกว่าที่แม่ต้อยได้ทำ
จะมีความสุขมากๆคะ
ไม่มีใครรักเราเท่าแม่ของเราเองคะ
รัก
แม่ต้อย
เขียนเมื่อ 
สวัสดีคะ น้อง kunrapee
ขอบคุณมากคะ
รักน้องด้วยเช่นกันคะ
รัก
แม่ต้อย

คำสำคัญ (Tags)

#แม่

หมายเลขบันทึก

545283

เขียน

12 Aug 2013 @ 10:22
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 6, ความเห็น: 7, อ่าน: คลิก