Pic001

เพิ่งมีโอกาสได้อ่านหนังสือเรื่อง "กฎแห่งความรักและกฎแห่งความรุนแรง: วิถีทางเลือกเพื่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ" ของ ลีโอ ตอลสตอย ทำให้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงร่วมสมัยบางประการที่ปรากฏอยู่ในหนังสือที่ถูกเขียนขึ้นบนอีกซีกโลกหนึ่งเมื่อสองร้อยกว่าปีมาแล้ว

ลีโอ ตอลสตอย (1828-1910) นักเขียนชาวรัสเซียผู้มีชื่อเสียง สรรค์สร้างผลงานที่มีชื่อว่า “กฎแห่งความรักและกฎแห่งความรุนแรง” (Law of Love and Law of Violence) ขึ้นมาบนพื้นฐานของหัวใจสำคัญของคริสต์ศาสนาที่มีชื่อว่า  “กฎแห่งความรัก” โดยประเด็นที่ผู้เขียนหยิบยกขึ้นมานำเสนอในหนังสือเล่มนี้ คือการปฏิเสธสถาบันคริสตจักร และรัฐ โดยมุ่งประเด็นหลักไปที่ความรักทั้งต่อตนเองและเพื่อนมนุษย์ ที่เชื่อมโยงกันความรุนแรงซึ่งในที่นี้หมายรวมถึงความรุนแรงเชิงตรง และความรุนแรงเชิงโครงสร้าง

 เป็นที่ทราบโดยทั่วไปอยู่แล้วว่าศาสนาคริสต์มี “ความรัก” เป็นส่วนประกอบหลักส่วนหนึ่งของตัวบทศาสนา แต่บ่อยครั้งที่ชาวคริสต์มองข้ามในส่วนนี้ไป หรือพยายามที่จะหาข้อยกเว้นจากกฎแห่งความรักเนื่องจากมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาหนุนเสริม เช่น อำนาจ ความมั่งคั่ง และการได้รับอิสรภาพ การละเมิดกฎดังกล่าวถือเป็นการทำลายความหมาย และคุณธรรมของกฎ อันเป็นรากฐานของคำสอนทางศาสนา และศีลธรรมจรรยาอันดีงาม ผู้เขียนกล่าวไว้ในหนังสือว่า คนในยุคดังกล่าว (1890s) ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาอันเป็นแค่เปลือกนอก ผู้คนทั้งหลายละเลยแก่นแห่งความรักของศาสนาคริสต์ และเมื่อละเลยกฎดังกล่าวแล้ว จึงเกิดความไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ความรุนแรงจึงปรากฏขึ้นในวิถีชีวิต อันนำไปสู่กฎแห่งความรุนแรงนั่นเอง

 ตอลสตอยได้ยกตัวอย่างกรณีของชายคนหนึ่งที่ต้องโทษคุมขัง เนื่องจากเขาได้ปฏิเสธการสาบานตนเข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นทหาร โดยเหตุผลของเขาคือ เขาเป็นชาวคริสต์ เขาจึงไม่สามารถสาบานตนเพื่อเป็นฆาตกรได้ เพราะกฎแห่งความรักนี้ไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะใช้กับชาวต่างชาติ ต่างศาสนา และศัตรูผู้เกลียดชังเราก็ตาม

ปัญหาของมนุษยชาติประการหนึ่งคือเมื่อมีอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง มนุษย์ก็ปล่อยตนไปตามสถานการณ์ จึงทำให้กฎแห่งความรักซึ่งเป็นพันธะทางศาสนาถูกตัดออกไปจากวิถีชีวิต และในทันทีที่กฎแห่งความรัก อันเป็นกฎที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ของชีวิตมนุษย์ยุติจากการเป็นกฎสูงสุด คุณความดีทั้งหมดของมันก็ได้สูญหายไปด้วย และนำไปสู่การวางวิถีชีวิตของมนุษย์ไว้บนความรุนแรง

ในช่วงปี 1890s ประเทศรัสเซียได้เผชิญปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างหนัก ดังที่ผู้เขียนบรรยายไว้ว่า ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ต่างไร้ที่ทำกิน จึงต้องพึ่งพาคนร่ำรวยโดยการขายแรงงานเป็นทาส เมื่อคนร่ำรวยมีพลังอำนาจมากขึ้น ก็ใช้อำนาจเหล่านั้นกดขี่ชนชั้นใช้แรงงาน ส่งผลให้ความเกลียดชังเกิดขึ้นในชนชั้นทาสทวีคูณ และกลุ่มคนเหล่านั้นก็เลือกใช้ความรุนแรงตอบโต้ผู้ที่กดขี่พวกเขา โดยความรุนแรงที่แสดงออกมาเหล่านั้นถูกยกย่องจากกลุ่มชนชั้นใช้แรงงานด้วยกันว่า เป็นความรักในสันติภาพ

โลกคริสตเตียน ณ ขณะนั้นกำลังอยู่ในยุคเสื่อมทรามทางจิตวิญญาณ ไม่เพียงแต่การต่อสู้กันระหว่างชนชั้น แต่ความรุนแรงลุกลามไปถึงขึ้นการต่อสู้ระหว่างนักปฏิวัติซึ่งต่อต้านรัฐ ระหว่างชาติอาณานิคมกับประเทศจ้าวอาณานิคม การพัฒนาอาวุธ และสงคราม โดยผู้คนต่างไม่ตระหนักถึงสาเหตุว่าอันที่จริงแล้วเป็นผลมาจากชาวคริสต์ที่ไร้ซึ่งศรัทธาในกฎแห่งความรัก แม้ว่าศาสนาจะถูกออกแบบมาเพื่อให้ปรับใช้ได้กับสังคมทุกยุคทุกสมัย ผู้คนก็ยังปฏิเสธหลักการ ปฏิเสธศรัทธา และใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

แม้ว่าศาสนาอื่นๆเช่น พุทธ เต๋า หรือ อิสลาม มี “ความรัก” เป็นหนึ่งในคุณธรรมอันดีงาม สอนให้คนรักกันฉันท์มิตร แต่ศาสนาคริสต์ ได้นิยามความรักเป็นกฎสูงสุดแห่งชีวิตมนุษย์ และเป็นแนวทางปฏิบัติตามครรลองศาสนา และกฎดังกล่าวนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าจะใช้กับชาวต่างชาติ ต่างศาสนา ตลอดจนศัตรูผู้เกลียดชังเรา แต่กระนั้น ผู้นับถือศาสนาคริสต์รับคำสอนอันบิดเบือนจากเปลือกนอกของศาสนาที่คริสตจักรเรียบเรียงขึ้น เมื่อเปลือกนอกไม่สามารถพิสูจน์ถึงสัจธรรมที่แท้จริงได้ ผู้คนจึงศรัทธาเพียงชั่วขณะ และหมดศรัทธาลงในที่สุด ความหายนะเกิดขึ้นเมื่อโลกเกิดความเกลียดชัง การอาฆาตมาดร้ายส่งผลให้ความเกลียดชังประทุขึ้น เกิดสงคราม จนทำให้มนุษย์ผู้บูชากฎแห่งความรุนแรงต่างจากสัตว์เพียงทางกายภาพเท่านั้น

เมื่อผู้คนในตระหนักถึงสถานการณ์ในสังคมอันเลวร้ายลงเรื่อยๆ คนบางกลุ่มจึงเลือกใช้ความรุนแรงเข้ามาเพื่อปฏิวัติกฎทางสังคมแบบเดิม และสร้างกฎใหม่ขึ้นแทนที่ โดยอ้างว่ากระทำเพื่ออนาคตที่ดีกว่า รัฐก็ตอบสนองหารกระทำนั้นโดยการปราบปรามโดยใช้ความรุนแรงอีกเช่นกัน เมื่อความสงบเกิดขึ้นผู้คนก็ไม่ได้ตระหนักว่า สันติภาพดังกล่าวเป็นสันติภาพเชิงลบ (Negative Peace) ที่ยังคงไว้ซึ่งความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ที่รัฐมีการคอรัปชั่น กดขี่ชนกลุ่มน้อย และใช้อำนาจเพื่อรวมประชาชนเข้าด้วยกัน รัฐจัดการกับกลุ่มคนที่แหกคอก แตกแถว ลุกขึ้นมาตอบโต้นโยบายของรัฐ ด้วยการประหารชีวิตด้วยวิธีแขวนคอ “ขณะที่จำนวนผู้ถูกสังหารโดยนักปฏิวัติลดน้อยลง ผู้ถูกสังหารโดยผู้ปกครองเพิ่มมากขึ้น ชนชั้นปกครองจึงรู้สึกว่าได้รับชัยชนะ และเข้าสู่สภาวะปกติ ซึ่งเป็นการสร้างความหลอกลวง” ซึ่งความหลอกลวงนั้นเป็นการปกปิดความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ นั่นเอง

ตอลสตอยยังแสดงทรรศนะไว้ว่า ความรุนแรงที่คนจำนวนหนึ่งกระทำต่อผู้อื่นนั้น (ในที่นี้หมายถึงรัฐ กระทำต่อประชาชน) ย่อมไม่สามารถรวบรวมประชาชนเข้าด้วยกัน ความรุนแรงดังกล่าวทำได้เพียงอย่างเดียวคือ การสร้างความแตกแยก และสิ่งเหล่านี้กำลังดำเนินอยู่ท่ามกลางพลเมืองของรัสเซีย

 สำหรับตอลสตอย แท้จริงแล้วความรักคือความสุข ไม่ว่าจะเป็นความรักในรูปแบบใด ความสุขสูงสุดของตอลสตอยคือการรักผู้อื่น ดังคำสอนของศาสนาคริสต์ที่ว่า “ไม่เพียงรักแต่ผู้ที่รักเราเท่านั้น แต่เราจงรักผู้ที่เกลียดชังเรา ทำผิดต่อเราและนำความชั่วร้ายมาให้เรา” และเมื่อมองให้ถึงแก่นแท้ของมนุษย์แล้วก็จะพบว่า การตอบสนองความรุนแรงด้วยความรุนแรงนั้นจะทำให้จิตใจทุกข์ทรมาน ในขณะที่การตอบสนองความรุนแรงด้วยความรัก จะนำชาวคริสเตียนไปสู่การบรรลุขั้นสูงสุด

 ตอลสตอยจึงเสนอว่า การต่อต้านความชั่วร้ายด้วยวิธีอหิงสาทั้งมวลจะนำมาซึ่งความสุข และความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ ความสุขเช่นนี้จะนำพาชีวิตไปสู่ความสุขที่ยิ่งใหญ่ แต่สำหรับประชาชนที่กำลังประสบกับความทุกข์ยาก ทั้งที่เป็นผู้ปกครอง คนร่ำรวย คนยากจน และผู้ถูกกดขี่ สิ่งที่ทุกคนต้องทำคือปลดปล่อยตัวเองออกจากความหลอกลวงของรัฐบาลที่ให้ศาสนาเป็นเครื่องมือ และคริสตศาสนาอันบิดเบือน แท้จริงแล้วคนทุกคนไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทาส หรือเป็นนายแต่ทุกคนเป็นเสรีชน และความสุขที่แท้จริงนั้นก่อตัวขึ้นได้บนวิถีอหิงสา สันติวิธี และต่อต้านการฆ่าฟันใช้กำลัง ท้ายที่สุด การที่มนุษย์รอดพ้นจากการถูกกดขี่ จากการเป็นทาส ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยการผ่านมติของที่ประชุม การเสนอนโยบายโดยรัฐ หรือการเรียกร้องของสหภาพแรงงาน ตลอดจนสมัชชาโลก แต่สิ่งนี้เกิดขึ้นได้โดยวิธีที่ง่ายที่สุด ซึ่งก็คือการตระหนักถึงหลักคำสอนของศาสนาอันชื่อว่า “กฎแห่งความรัก” นั่นเอง

ชื่อหนังสือ “กฎแห่งความรัก และกฎแห่งความรุนแรง (วิถีทางเลือกเพื่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ)” ชวนให้เกิดความใคร่รู้ และต้องการจะค้นหาต่อให้ได้ว่า กฎแห่งความรัก และกฎแห่งความรุนแรง นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างไร เพื่อไขข้อข้องใจว่ากฎทั้งสองส่งผลอย่างไรกับการดำรงอยู่ของมนุษย์ข้าพเจ้าจึงมีทรรศนะต่อหนังสือดังกล่าวดังนี้

 ไม่เพียงแค่ศาสนาคริสต์ ทุกศาสนามีคุณธรรมสั่งสอนให้ศาสนิกของตนมีความรักใคร่ สามัคคี และหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดความรุนแรง ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความสอดคล้องกันทั้งสิ้น  ยกตัวอย่างเช่น ศาสนาพุทธ มีคำสอนเรื่อง “พรหมวิหาร 4” อันว่าด้วย เมตตา คือการปรารถนาให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุข กรุณา คือความสงสารที่คิดจะช่วยให้ผู้อื้นพ้นทุกข์ มุทิตา คือ ความยินดีที่เห็นผู้อื่นมีความสุข และ อุเบกขา คือ ความไม่เกลียดชัง และหากเปรียบเทียบกับสถานการณ์ความเสื่อมถอยของศาสนาคริสต์ในยุค 1800 แล้ว จะเห็นได้ว่าคนในยุคสมัยนั้นนำพาตนเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรงเพราะพวกเขาต่างเมินเฉยคำสอนอันเป็นหัวใจหลักของศาสนา ในยุคปัจจุบันก็เช่นกัน เมื่อความศิวิไลซ์แพร่กระจายไปทั่วทุกที่ มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ยึดความทันสมัยเป็นหลัก และเห็นศาสนาเป็นแค่ส่วนประกอบเล็กๆ ส่วนหนึ่งซึ่งไม่สำคัญต่อการดำรงชีพมากอย่างที่ควรจะเป็น

มนุษย์ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน อยู่แห่งหนใดบนโลกย่อมต้องมีกลุ่มอัตลักษณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ และพวกพ้องที่มีความเหมือนกับตน การแบ่งแยกเป็นกลุ่มต่างๆ นี้เอง ทำให้มีความเป็นไปได้ยากรัฐบาลผู้ปกครองประเทศจะตอบสนองความต้องการของประชาชนโดยทำให้ทุกๆ กลุ่มในสังคมเกิดความพึงพอใจ และเมื่อโครงสร้างของสังคมมีความไม่เท่าเทียมกันทั้งหมด ความยุ่งยากในการบริหารจัดการก็ตกเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ในขณะที่คนกลุ่มที่ไม่พึงพอใจในการทำงานของผู้นำ ก็มีโอกาสที่จะลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ์ของชนกลุ่มตนเอง และมีความเป็นไปได้สูงที่การเรียกร้อง ต่อต้าน ของประชาชนในบางครั้งถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของความรุนแรงทั้งทางตรง และทางอ้อม

เมื่อผู้คนไม่ยึดหลักคำสอนของศาสนาที่สอนให้ดำเนินชีวิตด้วยความรัก ความเมตตาเป็นหลัก ประกอบกับชนชั้นปกครองซึ่งมีอำนาจอยู่ในมือ และชนกลุ่มน้อยที่ต้องการเรียกร้องสิทธิ์ ต่างต้องการเอาชนะกันและกัน ด้วยเหตุผลสองประการนี้ ความรุนแรง จึงบังเกิดขึ้นในสังคมไม่ว่าจะเป็นสังคมรัสเซีย ในยุค ค.ศ.1800 และเกิดขึ้นต่อเนื่องทุกหนแห่งในโลกเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

หากลองมองย้อนกลับมาที่เรื่องความรุนแรงที่ประชาชนต่อสู้กับรัฐเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ โดยใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ ที่เห็นได้ชัดมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นประเด็นความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทันทีที่ข้าพเจ้าอ่านหนังสือเรื่องกฎแห่งความรักและกฎแห่งความรุนแรงจบลง ข้าพเจ้าก็ตระหนักได้ทันทีว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้น มีความคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในรัสเซียที่ตอลตอยได้บรรยายไว้อยู่มาก กล่าวคือ หลักคำสอนในเรื่องของสันติภาพของศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาแห่งสันติภาพโดยเนื้อแท้ สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ คำว่า “อิสลาม” มาจากภาษาอาหรับคำว่า “สะลิมะ” มีความหมายว่า ความนอบน้อม ยอมจำนน  ความสันติ และความปลอดภัยและยังมีคำสอนอีกมากมายที่เกี่ยวกับความรักในเพื่อนมนุษย์ เช่น ผู้ที่เมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายจะเป็นผู้ที่ได้รับความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้า 

แต่เพราะเหตุใดกันเล่า ชาวมุสลิมกลุ่มหนึ่งจึงเลือกใช้ความรุนแรงเพื่อต่อรองกับรัฐไทย เป็นไปได้หรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะความห่างเหินจากแก่นแท้ของศาสนา หรือการชอบพอในอำนาจบางอย่างจนทำให้อำนาจนั้นมาเบียดบังให้ประเด็นศาสนาตกไป ในขณะที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใช้ศาสนามาเป็นเครื่องมือ และเป็นข้ออ้างในการใช้ความรุนแรง กลุ่มคนเหล่านั้นอาจไม่เคยตระหนักว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นขัดต่อคำสอนที่แท้จริงของศาสดาของพวกเขาเอง

กฎแห่งความรัก และกฎแห่งความรุนแรง เป็นสิ่งที่ควบคู่กันไปเสมอ กล่าวคือ เมื่อมนุษย์ยึดในกฎแห่งความรัก กฎแห่งความรุนแรงก็จะไม่สามารถครอบงำจิตใจบุคคลหนึ่งๆ ได้ แต่ในทางกลับกัน หากมนุษย์มองว่ากฎแห่งความรักไม่ใช่หลักสำคัญในการดำเนินชีวิต ก็ไม่ยากเลยที่บุคคลหนึ่งๆ จะนำตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังที่ตอลสตอยได้กล่าวไว้ในหนังสือว่า “ความรุนแรงจะมีผลต่อเขา ก็ต่อเมื่อเขาเข้าไปร่วมด้วยเท่านั้น” ฉะนั้นกฎแห่งความรักนี้เอง จะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้มนุษย์เข้าไปมีส่วนร่วมกับความรุนแรง

จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะยุคสมัยใด ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไร แท้จริงแล้วหากคนในสังคมศึกษาศาสนาให้ถึงแก่แท้ และยึดมั่นในกรปฏิบัติตามจริยธรรมอันดีงามของศาสนาของตนอย่างเคร่งครัด แม้ว่าจะไม่สูญสิ้น แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าความรุนแรงก็จะต้องลดน้อยลงไปจากที่เป็นในโลกปัจจุบันอยู่อย่างแน่นอน


"กล้าขวัญ"
26 ก.ค. 56