สวัสดีครับชาว Blog ทุกท่าน
ผมได้รับมอบหมายจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้จัดโครงการหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารระดับผู้อำนวยการกลุ่มงาน (สำนัก) ของสำนักงาน กสทช. จำนวน 26 คน ในประเทศ จำนวน 6 วัน และดูงานต่างประเทศ 11 - 17 กันยายน 2556 ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (6 วัน 4 คืน)
ผมจึงขอแลกเปลี่ยนข้อมูลที่สำคัญ และร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ Blog นี้ครับ
โครงการหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารระดับผู้อำนวยการกลุ่มงาน (สำนัก)
ของสำนักงาน กสทช.
พิธีเปิดและปาถกฐาพิเศษ
โดย นายฐากร ตัณฑสิทธิ์
เลขาธิการ กสทช.
2 สิงหาคม 2556
ท่านฐากร: หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่โลกาภิวัตน์ พร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน สิ่งที่ผู้บริหารระดับสูงควรทำคือ ต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และพัฒนาคนให้มีคุณภาพมากที่สุด ยุทธศาสตร์ที่สำคัญเพราะต้องบริหารคน เงิน การจัดการกับความไม่แน่นอนได้เป็นอย่างดี และให้มีวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับองค์กรให้ดีขึ้น ทีมงานต้องเปิดใจทั้ง 11 วัน ทั้งกิจกรรมการอบรมในประเทศ และการดูงานในต่างประเทศ
ขอขอบคุณมูลนิธิฯ ที่จัดหลักสูตรนี้ และขอขอบคุณอ.จีระที่มาถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ในครั้งนี้ครับ
การบรรยายพิเศษ
ท่านฐากร: กลุ่มนี้กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเป็นผู้อำนวยการสำนัก ตำแหน่งก่อนนี้คือ ผู้อำนวยการส่วน วันนี้ขอเรียนว่านโยบายหัวข้อวันนี้เป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงผู้นำยุคใหม่ วันนี้ผู้เข้าอบรมทั้ง 26 คน เป็นคนที่รู้เรื่ององค์กรดีที่สุด เป็นการอบรมผู้บริหารกลุ่มงานครั้งแรกที่อบรมระดับสูงร่วมกันในการขับเคลื่อนนโยบายของกสทช.
การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มีการปรับเปลี่ยนตามแนวทางของผู้ให้นโยบาย เพราะฉะนั้นทิศทางการทำงานต้องเปลี่ยนด้วย ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของผู้บริหาร เพราะต้องมีความรอบรู้
เช่น การปรับเปลี่ยน มาตรการซิมดับ ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน ของประเทศชาติ ซึ่งต้องมีการปรับปรุงร่างประกาศ
นโยบายกสทช.ส่งไปถึงผู้บริหารทุกท่าน ถ้าไม่เห็นด้วย ผู้บริหารยุคใหม่ต้องรู้ว่าแนวคิดต้องบริหารงานให้เร็ว และถูกต้อง และมีหลักคิดในการป้องกันตัวเอง และมีเทคนิคในการนำเสนอ ทำอย่างไร ให้มีทางออกให้ผู้บริหารให้ผู้บริหารได้ตัดสินใจ
ยุคนี้ผู้บริหารต้องมีความรู้ความสามารถ มีความรอบรู้ มีเพื่อนฝูงเพื่อหาข้อเท็จจริงให้องค์กรเรา เพื่อพอมีปัญหาก็สามารถฝ่าฟันได้
กสทช.ชุดนี้ ข้อมูลขอให้เป็นข้อมูลเดียวกัน สิ่งที่ต้องอยู่กับองค์กรคือต้องตอบคำถามให้ได้ ต้องนำสิ่งที่ทำมาตอบคำถามประชาชนให้ได้ ขอฝากความหวังไว้กับทุกท่าน ขอให้ทำงานเร็วและมีข้อมูลตรงกัน สุดท้ายอนาคตฝากข้อคิดไปสู่ความสำเร็จ ทุกคนจะต้องมี 5 เรื่องสำคัญต่อไปนี่
1. รู้ถึง - มีความรู้ความสามารถ
2. เพื่อนถึง - มีเพื่อน มีเครือข่าย Networks
3. เงินถึง- มีงบประมาณ
4. ใจถึง - กล้าตัดสินใจการทำงาน ไม่ค้างงานไว้
5. มีบุญถึง – ต้องทำบุญไว้ให้มาก
ปฐมนิเทศแนะนำทฤษฎีสำคัญของการเรียนรู้ และ
โดย ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ
และ ประธาน Chira Academy
2 สิงหาคม 2556
ศ.ดร.จีระ: หลักสูตรนี้มีประโยชน์อย่างไรขอเล่าให้ฟัง ก่อนเริ่มเรียนขอใช้หลักเรียนรู้ซึ่งกันและกัน วันนี้ผมมองว่ามีลักษณะอยู่ 3 อย่าง คือ เป็นองค์กรที่ดูแลเรื่องเทคโนโลยี และธุรกิจคำนึงถึงประชาชน และต้องบริหารเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ที่สุด
ที่สำคัญคือ ต้องบริหารประเทศ การเรียนรู้ต้องมีการเรียนรู้ซึ่งกันและกันและต้องแบ่งปันความรู้กันให้ได้มากที่สุด Learn,share and care เช่น บางท่านไม่ยอมรับในความคิดซึงกันและกัน แต่ก็ต้องยกย่องให้เกียรติซึ่งกันและกัน และต้องหาทางออกร่วมกัน
ในการเรียนรู้ครั้งนี้ ผมขอเป็นแนวร่วมของท่าน หลังจากปฐมนิเทศผมขอฟังความคิดเห็นของท่านและต่อด้วยเรื่องของผู้นำในอนาคต
หลักการและเหตุผล
- โลกาภิวัตน์
- ความเสี่ยง / Multiple Crisis & Permanent Crisis
- การสร้างความสามารถทางการแข่งขัน
- การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
- การเติบโตอย่างยั่งยืน
วัตถุประสงค์หลัก
1. เพื่อพัฒนาบุคลากรระดับผู้บริหารระดับผู้อำนวยการกลุ่มงานของสำนักงาน กสทช. ให้มีวิสัยทัศน์ ความรู้ ทักษะ ทัศนคติ มีภาวะผู้นำ บุคลิกภาพ และมีศักยภาพที่พร้อมต่อการทำงานในยุคโลกาภิวัตน์ การเตรียมพร้อมก้าวสู่ประชาคมอาเซียน และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์และการพัฒนาองค์การไปสู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน
2. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ ใฝ่รู้ ตื่นตัว และตระหนักถึงการพัฒนาตนเองและองค์กรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมในการเรียนรู้ซึ่งจะทำให้องค์การพัฒนาให้ไปสู่ความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน
3. เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ให้ได้เรียนรู้มุมมองและแนวคิดที่เป็นประโยชน์จากผู้ทรงคุณวุฒิและสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้กับการทำงานขององค์การในอนาคตได้
4. เพื่อสร้างเครือข่าย (Network) และแนวร่วม (Partners) และสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาสร้างโอกาสต่าง ๆ และมูลค่าเพิ่มแก่องค์การ
5. เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหาร บุคลากรภายในองค์การ และลูกค้า หรือประชาชน โดยการปรับเปลี่ยนแนวคิด วิธีการทำงานให้มุ่งเน้นไปที่ปัจจัยแห่งความสำเร็จ และการบริการที่มุ่งเน้นไปที่ลูกค้า ทั้งลูกค้าภายในองค์กร และลูกค้าภายนอกองค์กร ชุมชนและสังคมให้มากยิ่งขึ้นซึ่งจะเป็นแนวทางที่สำคัญในการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน
บรรยากาศเรียนรู้ในโครงการ
• Morning Coffee
• Round Tables
• Mobile Library
• Internet Corner
• Coffee Corner
• Plants / Flower Decoration
ข้อเสียของคนในสังคมไทยคือขาดแบบอย่างทางความคิด
ทฤษฎี 4L’s
• Learning Methodology
มีวิธีการเรียนรู้ที่ดี
• Learning Environment
สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้
• Learning Opportunities
สร้าง/เกิดโอกาสจากการเรียนรู้
• Learning Communities
สร้าง/เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้
ทฤษฎี 2R’s
Reality - มองความจริง
Relevance - ตรงประเด็น
หลักสูตรนี้ขอให้ส่งการบ้าน และตอนไปต่างประเทศขอให้สรุปความรู้ที่ได้รับจากการดูงานแต่ละที่มา 5 หน้า
ทฤษฎี 2i’s
Inspiration – จุดประกาย
Imagination – สร้างแรงบันดาลใจ
ผู้นำต้องมีการควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้
ทฤษฎี 3v
Value Added
สร้างมูลค่าเพิ่ม ก่อนที่จะมาเจอกันทุกคนมีพื้นฐานอยู่แล้ว
Value Creation
สร้างคุณค่าใหม่ ต้องเอาคุณค่า เทคโนโลยีไปสู่ประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
Value Diversity
สร้างคุณค่าจากความหลากหลาย ต้องเปลี่ยนให้เป็น Harmony
วิธีการเรียน (Learning Methodology)
• การเรียนเป็นทีม (Teamwork)
• การทำ Workshop
• อ่านบทความดี ๆ ทุกวัน
• การทำการบ้าน (Assignment) ผ่าน Blog
• การร่วมวิเคราะห์แลกเปลี่ยนความคิดเห็น (Brain storming) จากกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง (Case study& Best Practice) เช่น ที่ผ่านมามีการศึกษา เรื่อง Social Innovation, Change Management ฯลฯ
• มีการวัดและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง (Evaluating) ตลอดโครงการฯ
• ทุกวันจะมีการเขียนรายงานสรุปว่า“วันนี้ได้รับประโยชน์อะไรบ้างจากการเรียนรู้ – Lesson learn ของเรา คืออะไร?”
หลังจากเรียนวันนี้ ต้องกลับไปคิดทบทวนว่าได้รับประโยชน์อะไรบ้าง
คุณพิชญ์ภูรี: ที่ อ.จีระกล่าว สอดคล้องกับท่านเลขาธิการที่พูดไป
Keywords ของเลขาธิการ
1. กระบวนการเรียนรู้ในการคิด หาแนวทาง ตั้งหลักกาทำงานให้ประสบความสำเร็จ ภายใต้การเปลี่ยนแปลง
2. ต้องมีการทำงานเป็นเครือข่าย
3. ทำให้สำเร็จอย่างเร็ว และถูกต้อง
กระบวนการเรียนรู้ Learning how to learn, share and care
กรอบแนวคิดที่อ.จีระ พูดถึงและนำไปใช้ได้ คือ 2R’s เพื่อให้มีความจริง และแก้ปัญหาให้ตรงประเด็น
อ.จีระ: การไปดูงาน ต้องคิดไว้เสมอว่าไปแล้วได้รับประโยชน์อะไรบ้าง และนำความรู้มาใช้ในบริบทของกสทช.
คุณพิชญ์ภูรี: องค์ความรู้ต้องรู้ให้จริง ต้องมีนวัตกรรม คิดใหม่ เป็นเรื่องของนวัตกรมและต้องตอบสนองประโยชน์ของประเทศและประชาชนด้วย
3V ตัวที่สำคัญที่สุด คือ ความหลากหลาย
อ.ทำนอง: ทฤษฎี C-U-V
• Copy ใครๆก็ทำได้
• Understanding รู้อย่างเข้าใจ
• Value Creation/Value added ปัญญา ต้องเอาความรู้ที่คนอื่นรู้และนำไปปฏิบัติได้
อ.จีระ: ถ้าสามารถเอาพลังความแตกต่างของทั้ง 26 คน และ Coach ก็จะได้รับประโยชน์มาก แต่ปัญหาของคนในห้องนี้ คือ ขาดความต่อเนื่อง
ข้อมูลที่ได้ต้องเอาไปปะทะกับความเปลี่ยนแปลง
KFM ยกกำลัง3 คือ
Knowledge
Friend
Merit
Learning Forum & Workshop
หัวข้อ การสร้างผู้นำแห่งทศวรรษใหม่ของสำนักงาน กสทช
2 สิงหาคม 2556
อ.จีระ: ผู้นำส่วนหนึ่งมาจากพรสวรรค์ แต่สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ และสามารถฝึกฝนได้
K. Blanchard กล่าวว่า The key to successful leadership is influence not authority
โลกาภิวัตน์และผลกระทบ
1. Information Technology เทคโนโลยีสารสนเทศ และอื่น ๆ เช่น Nanotechnology , Biotechnology
2. เรื่องการค้าเสรี , WTO , FTA, AEC 2015, ฯลฯ
3. เรื่องการเงินเสรี อัตราแลกเปลี่ยน
4. บทบาทของจีน อินเดีย และละตินอเมริกา
5. เรื่องอิทธิพลของประชาธิปไตย และ human right
6. เรื่อง Global warming , ภัยธรรมชาติ
7. เรื่องสงคราม และการก่อการร้าย
8. เรื่องน้ำมันหมดโลก และพลังงานทดแทน
9. เรื่องโรคระบาด เช่น ไข้หวัดนก เอดส์ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
โลกและการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคต่าง ๆ ถึงปัจจุบัน
จากยุคที่ 1 ยุคเกษตรกรรม สู่ยุคอุตสาหกรรม สู่ยุค Information Technology ปัจจุบันเรากำลังก้าวสู่ยุคที่ 4 หรือ Fourth Wave ซึ่งในอนาคตเราจะต้องเน้น
§ sustainability+
§ wisdom+
§ creativity+
§ Innovation+
§ intellectual capital. ต้องมีปัญญาและต้องรวมถึงคุณธรรมจริยธรรม
ผู้นำและผู้จัดการแตกต่างกันอย่างไร?
ผู้นำ
เน้นที่คน
Trust
ระยะยาว
What , Why
มองอนาคต ขอบฟ้า/ภาพลักษณ์
เน้นนวัตกรรม
Change
ผู้บริหาร
เน้นระบบ
ควบคุม
ระยะสั้น
When , How
กำไร/ขาดทุน ทุก 3 เดือน
จัดการให้สำเร็จ มีประสิทธิภาพ
Static
Trust มีหลายประเภท
(1) Self Trust – ตัวเองต้องมีก่อน สัญญาจะทำอะไรกับตัวเองต้องสำเร็จตามสัญญา
(2) Relationship Trust – ความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กร
(3) Organization Trust ให้กสทช.เป็นที่ยอมรับในองคืกร
(4) Social Trust การยอมรับในสังคม
ในต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันตก มีหัวข้อวิจัยมากมายเกี่ยวกับผู้นำ สำหรับตะวันออกยังมีน้อยอยู่จึงมักจะใช้ Role Model เป็นหลัก
คุณสมบัติของผู้นำ
แบบ..เกษม จาติกวณิช หรือ “Super K”
1. ผู้นำต้องมีความรู้
2. ผู้นำต้องทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชารักและเคารพ
3. ผู้นำต้องสร้างจิตวิญญาณในการทำงานเป็นทีม
4. ผู้นำต้องรู้จักมอบหมายงาน
5. ผู้นำต้องฟังความเห็นผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับ
6. ผู้นำต้องรู้จักให้เกียรติผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่โอ้อวดและยกตนข่ม
7. ผู้นำต้องมีความเมตตา โอบอ้อมอารีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา
ทฤษฎีล่าสุดของ Jack Welch
Leader/Teacher เป็นตัวอย่างทั้งที่ดีและไม่ดีในอนาคต อยากให้ทางกสทช.ได้ลองพิจารณาดู
Leadership roles (Chira Hongladarom style)
1. Crisis management การจัดการภาวะวิกฤต
2. Anticipate change การมีส่วนร่วมในความเปลี่ยนแปลง
3. Motivate others to be excellent การกระตุ้นผู้คนสู่ความยอดเยี่ยม
ผู้นำต้องทำให้คนเป็นเลิศ ควรกระตุ้นให้คนอื่นเป็นเลิศ
4. Conflict resolution การแก้ไขความขัดแย้ง
5. Explore opportunities การสร้างโอกาสแก่ผู้อื่น
6. Rhythm & Speed รู้จักใช้จังหวะและความ รวดเร็ว
7. Edge ( Decisiveness ) กล้าตัดสินใจ
8. Teamwork ทำงานเป็นทีม
9. การบริหารความไม่แน่นอน
ภาวะผู้นำของ Peter Drucker
1. Ask what needs to be done
2. Ask what’s right for enterprise
3. Develop action plans เหมือนทฤษฎีของญี่ปุ่น คือ Plan do check act
4. Take responsibility for decision
5. Take responsibility for communicating ต้องมีความสามารถในการสื่อสาร
6. Focus on opportunities not problems หลีกเลี่ยงปัญหา
7. Run productive meetings
8. Think and say We not I
จากการทำ Expert Opinions Survey ของผมกับผู้เชี่ยวชาญอีก 15 ท่านได้ร่วมกันในโครงการปริญญาเอก ค้นหาคุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนบริบทของไทย มีหัวข้อที่สรุปได้เพื่อจะนำไปปฏิบัติดังต่อไปนี้
1 Integrity Leadership Style คือ เน้นเรื่องความซื่อสัตย์และมีหลักการ เห็นถูกเป็นถูก เห็นผิดเป็นผิด หรือ ทำตาม “หลักการ” ไม่ใช่ “หลักกู”
2 Transparency Leadership Style
โปร่งใส
ตรวจสอบได้เสมอ
ผู้อื่นคาดเดาได้ว่าทำอะไรอยู่
3 Grooming Future Leaders
ü Jack Welch..ทำได้ดี
ü Steve Jobs..กำลังถกเถียงกันว่า Apple หลังยุค Steve Jobs ยังมีผู้นำรุ่นใหม่แทนหรือไม่?
ü ท่านเองมองไปข้างหน้าหรือมองสูงขึ้นว่าจะถึงรองผู้ว่าการฯ ไหมไม่พอ ต้องคิดจะสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น Coaching หรือ Mentoring
ü คนรุ่นใหม่ ๆ (ขาดมารยาท ขาดความสุภาพนอบน้อม ฯลฯ แต่เก่ง) มี Diversity แตกต่างกับคนรุ่นท่าน จะจัดการอย่างไร?
ü มอบหมายงานให้คนอื่น ๆ ได้ทดลองทำ อย่าสอนงาน
ü ถ้าลูกน้องผิดพลาด จะดูแลอย่างไรไม่ให้เขาตกรางหรือขาดกำลังใจ
ü จะปกป้องลูกน้องให้กล้าทำงานยากหรืองานที่เสี่ยงได้อย่างไร?
4.Global Network Leadership
ü ในทฤษฎี 8K’s 5K’s ของผมเน้นคุณสมบัติเรื่อง Networking
ü Networking ในประเทศก็สำคัญ
ü แต่งานวิจัยที่ผมได้พบ ก็คือ ผู้นำจะต้องเก่งเรื่อง Global Networking ต้อง Local / Global + ASEAN 2015
ü คำถามคือทำอย่างไร?
§ ภาษา
§ รู้เขา (Know them)
§ รู้มากกว่า ต้องข้ามศาสตร์
§ ใช้ ICT ในการหาความรู้ แต่วิเคราะห์ให้เป็น มีวัฒนธรรมการเรียนรู้
ü รับได้ไหมถ้าลูกน้องจะเก่งกว่าตัวเองหรือมีความไม่สุภาพต่อหน้า
5. Balancing Style Leadership
คล้าย ๆ เน้นความสมดุล
ต้องมีความสุข (Happiness) ในการทำงาน (8K’s+5K’s)
เดินสายกลางแบบเศรษฐกิจพอเพียง
WORK/LIFE Balance
จากการวิจัยโดยเน้นปรัชญาของศาสนาพุทธ พรมวิหาร 4 คือ 1)เมตตา 2)กรุณา 3)มุทิตา 4)อุเบกขา
6 สุดท้ายผู้นำที่ดีต้องเป็น Leadership of Diversity and Innovations
ü จะต้องบริหารความหลากหลายให้ได้
q ในประเทศ / ต่างประเทศ
q คนรุ่นใหม่ / คนรุ่นเก่า
q แนวคิดที่ไม่เหมือนกัน
ü มูลค่าเพิ่มจะมาจากความคิดใหม่ ๆ แตกต่างจากเดิม
ü สร้างบรรยากาศให้เกิด Value Creation ได้อย่างไร?
ปัญหาของกสทช.ในปัจจุบันคือเรื่อง Generation gap
ทฤษฎี 5 E’s
1. Example คือ เป็น/สร้างตัวอย่างที่ดี
2. Experience คือ สะสม/ถ่ายทอดประสบการณ์
3. Education คือ ให้การศึกษา ให้ความรู้
4. Environment คือ สร้างบรรยากาศที่ดี
5. Evaluation คือ มีการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง
Workshop
กลุ่ม 2
1) เลือกผู้นำในระดับโลกและในประเทศไทยที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับผู้นำใน กสทช. - ผู้นำสำคัญและจำเป็นอย่างไรใน กสทช.
ระดับโลก:เติ้ง เสี่ยง ผิง
ประเทศไทย: คุณอานันต์ ปัญยารชุน
2) ใน 10 ปีข้างหน้าผู้นำของ กสทช. จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรจึงจะพาองค์กรไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
- มีความรู้
- ตรงประเด็น
- เน้นนวัตกรรม
3) จะมีวิธีสร้างผู้นำเพื่อรองรับอนาคตของ กสทช.อย่างไร ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม
- ต้องเดินด้วยวัฒนธรรมองค์กร เพื่อสร้างผู้นำรุ่นต่อไปเพื่อบริหารนวัตกรรมได้
อ.จีระ: ยังไม่ได้เลือกว่าจะทำโครงการอะไร ถ้าเน้นศักยภาพของการสร้างผู้นำก็จะดี
กลุ่ม 4
1) เลือกผู้นำในระดับโลกและในประเทศไทยที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับผู้นำใน กสทช. - ผู้นำสำคัญและจำเป็นอย่างไรใน กสทช.
- ความศรัทธา
- เรื่อง Long term
ผู้นำระดับโลกเลือกเหมา เซ ตุง ซึ่งได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ สามารถบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงได้
ประเทศไทย: ร.5 ซึ่งมองระยะยาว
2) ใน 10 ปีข้างหน้าผู้นำของ กสทช. จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรจึงจะพาองค์กรไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
- มองเรื่อง Long term รวมไปถึงเส้นขอบฟ้าเลย
- เน้นเรื่องบุคคล มองเรื่อง Succession plan
3) จะมีวิธีสร้างผู้นำเพื่อรองรับอนาคตของ กสทช.อย่างไร ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม
- ควรมีSuccession plan ที่ชัดเจน และเป็นระบบ
อ.จีระ: ควรมีอย่างเร่งด่วน
- ต้องมีความแตกต่างอย่างเป็นประโยชน์ มี innovation
- มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ต้องทำให้มีความยั่งยืน
อ.จีระ: ต้องให้ทุกคนมี interpersonal skill และต้องทำงานภายใต้การกดดัน ต้องมี pain and gain เรียนรู้จากความเจ็บปวด และจากประสบการณ์
กลุ่ม 3
1) เลือกผู้นำในระดับโลกและในประเทศไทยที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับผู้นำใน กสทช. - ผู้นำสำคัญและจำเป็นอย่างไรใน กสทช.
-ระดับประเทศ ซุปเปอร์ K เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ เกิดความคิดต่างๆขึ้นมาทั้งโรงกลั่น และกฟผ.
อ.จีระ: ซุปเปอร์
Learning Forum –Activities & Game Simulations
หัวข้อ NBTC LEADER & TEAMWORK
โดย ดร.เฉลิมพล เกิดมณี
ดร.เฉลิมพล: ทีมงานที่มีความสามารถต่างกันจะต่างกันที่อะไรถ้าพันธุกรรมไม่ต่าง คำตอบก็คือ สิ่งแวดล้อม
ความสามารถของมนุษย์ไม่ต่างกัน การสร้างทีมเป็นเรื่องของการสร้างโอกาสให้เกิดขึ้น
กิจกรรม: เราเห็นว่าเรามีความเก่งและมีคุณค่าอะไรบ้าง และพอเขียนเสร็จแล้วให้เพื่อนลองเขียนให้เราด้วย
การมีส่วนร่วมในคุณค่าจะทำให้ทีมดำเนินไปได้
การที่จะทำงานทีมได้ ต้องสวมคุณค่าร่วมกันจึงจะทำให้มีการทำงานของทีม อีกทั้งยังต้องให้มีเป้าหมายร่วมกันด้วย
เรื่องภูเขานำแข็งเปรียบเหมือนกับคุณค่าของตัวเราทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น
ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ
4Q’s
Intelligence Quotient
Emotional Quotient
Moral Quotient
Survival Quotient
บุคลิกภาพของคน
C นักทฤษฎี
ชัดเจน ถูกต้อง ตามกฎ มีเหตุผล ระมัดระวัง เป็นทางการมีหลักการ ยึดติดกับรายละเอียด ไม่ชอบเสี่ยง เช่น ท่านอนันต์ ปัญยารชุน ท่านอภิสิทธิ์ คนภาคกลาง
S นักปฏิบัติ
สงบนิ่ง ระมัดระวัง อดทน เป็นผู้ฟังที่ดีถ่อมตน เชื่อถือได้ ไม่รับแนวคิดใหม่ ไม่แสดงออก ดื้อเงียบ ไม่แสวงหาการเปลี่ยนแปลง เช่น ท่านชวน หลีกภัย คนเหนือ
D นักผจญภัย
กล้าตัดสินใจ เข้มแข็ง มุ่งมั่น ชอบการแข่งขัน มีข้อเรียกร้องสูง เป็นอิสระ มั่นใจในตัวเอง ดุดัน ผ่าซาก เอาตัวเองเป็นหลัก ใช้อำนาจ เช่น รัชกาลที่ 5 ทักษิณ คนใต้
I นักกิจกรรม
ชอบเข้าสังคม ช่างคุย เปิดเผย กระตือรือร้น มีพลัง ชักจูงใจผู้อื่น ร่าเริง โวยวายเสียงดัง ไม่ระมัดระวัง ตื่นเต้น รีบร้อน ไม่สนใจเรื่องเวลา เช่น บรรหาร คนอีสาน
บุคลิกภาพของผู้นำ
มีความปรารถนาดีงาม
ความชัดเจนในความคิด
ความคิดเชิงบวก
มีสมาธิและการจดจ่อ
มีพลังชีวิต
ความยืดหยุ่นทางใจ
มุ่งมั่น
จิตใจมั่นคง
มีเป้าหมายชัดเจน
มีจิตนาการ
มีสติไม่วิตก
มีความปรารถนาดีงาม
มีทักษะและความถนัด
ตื่นตัว
การประสานงานกายและใจ
การตัดสินใจ
มีวินัย
ความแข็งแกร่งของร่างกาย
ประสิทธิผลในการมีชีวิต
สุขภาพแข็งแรง
มีกำลังใจ
ขยัน
ช่างเรียนรู้
ละเอียด
ตื่นตัว
มีความจำดี
มีแรงจูงใจ
กิริยาอ่อนน้อม
สบายใจ
มีความสุขกับชีวิต
มีความสามารถสื่อสาร
เชื่อมั่นในตนเอง
มีมนุษย์สัมพันธ์ดี เข้าใจผู้อื่น
มีความกล้า
หลับสนิท
เรียนรู้เร็ว
มีความอดทนทางกายและใจ
เป็นผู้ให้
ยอมรับในความแตกต่าง
การตัดสินใจแบบใช้4Q’s จะมีความถูกต้องเสมอ
Intelligence Quotient
Emotional Quotient
Moral Quotient
Survival Quotient
การสร้างทีม : ต้องรวมพลังทั้งกายและใจที่แนบแน่น
การมีคนในทีมทำตัวเป็นใหญ่ คนอื่นที่อยู่ในทีมก็จะลำบาก จะทำให้ทีมสันติสุข และอยู่ในทีมด้วยกันได้ ต้องใจกว้าง
การสื่อสาร
1. จงเขียนรูปร่วมกัน
โดยให้ยกปากกาได้คนละหนึ่งครั้ง และห้ามพูดหรือสื่อสารกัน
2. จงเขียนรูปร่วมกัน
โดยให้ยกปากกาได้คนละหนึ่งครั้ง และอนุญาตให้พูดหรือสื่อสารกันได้
3. จงเขียนรูปที่ให้ความหมาย
ใจประสานใจโดยให้ยกปากกาได้คนละหนึ่งครั้ง และอนุญาตให้พูดหรือสื่อสารกันได้
ความสำเร็จของทีม
ประสิทธิภาพ
ยึดนาฬิกา :ชีวิตเครียด ต้องยึดเวลา
- ตารางเวลา
- สิ่งเร่งด่วน
ยึดเข็มทิศ : เป้าหมายหลักขององค์กร
- ประสิทธิผล
- สัมพันธภาพ
- สิ่งที่สำคัญ
Leader of change ต้องมี dream teamทีมใหม่ที่จะสร้างโลกใหม่กับกสทช.
การบินไทย สมัยนี้เน้นความถูก เปลี่ยนแปลงจากความหรูหราเนี๊ยบ
จุดยืนต่างจะทำให้บทบาทหน้าที่ต่างกัน ต้องมีการสื่อสารกัน ผู้บริหารปัจจุบันมีหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงทีมใหม่
วิธีการคิดแบบกลยุทธ์ใน 10 ปีก่อน
หา SWOT รู้จักตนเอง รู้จักสภาพแวดล้อม
การคิดอย่างเป็นกลยุทธ์
1. เป้าหมาย
2. หาจุดยืน ปรับกรอบความคิด
3. วิเคราะห์ ผู้รับเป้าหมายมีปัญหาอะไรและทำอย่างไรให้ทีมพอใจ
4. แรงช่วย
5. วางแผน และปฏิบัติ เราควรปรับปรุงและพัฒนาอะไร
การได้ประโยชน์ที่มีความยุติธรรมร่วมกัน
บางครั้งการทำงานก็มีความอึดอัด ต้องคิดว่ามีทั้งสิ่งทีดี และสิ่งที่ไม่ดี ต้องมองทั้ง 2 ด้าน
การให้ต้องรู้จักให้ ให้ในที่ๆควรได้ ให้กับคนที่สมควรจะได้
Learning Forum –Activities & Game Simulations
หัวข้อ Managing Self Performance
โดย อาจารย์อิทธิภัทร ภัทรเมฆานนท์
Competency คือ ตัววัดความสำเร็จ ศักยภาพและสมรรถนะการทำงาน : รู้ว่าองค์กรมองและการพัฒนาบุคลากรและผู้นำด้านใดบ้าง
เรื่อง Assessment center การสำรวจตัวเอง ถ้าเราสามารถวิเคราะห์ตัวเอง โลกภายนอกก็ไม่สามารถมากระทบได้
เรื่องร่างกาย ในทางธรรมะต้องเป็นสิ่งที่รับรู้ให้ได้มากที่สุด
Competency คือลักษณะตัวตนภายในบุคคล เป็นกลุ่มของความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ ประกอบด้วย พฤติกรรม ทัศนคติ และแรงบันดาลใจที่บุคลากรต้องมีเพื่อให้ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตรงตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กร
การที่วิตกในโลกอนาคต หากอนาคตไม่เป็นไปในสิ่งที่ต้องการก็ไม่ผิด เพราะฉะนั้นจะไม่มีความเป็นจริงอะไรในอนาคต
เรื่องการพูดไม่สำคัญเท่ามีคนรับฟัง
Competency มีทั้งเป็นเรื่องที่อยู่ภายนอก และอยู่ภายใน
- Skills ส่วนที่มองเห็นได้ชัด
- Self-concept
- Trait, motive ส่วนที่ซ่อนอยู่ภายในแต่ละบุคคล
- Attitude , value
- Knowledge ส่วนที่มองเห็นได้ชัด
ต้องประเมินคุณค่าที่ยึดถือ ให้ตรงกับเป้าหมายขององค์กร และเป้าหมายของชีวิต
การเรียนรู้ และเข้าใจโอกาสที่จะเข้าถึงก็ง่าย โอกาสมี freedom of choice ก็มีมากขึ้น
ทัศนคติคือมุมมอง ค่านิยม คือสิ่งที่เรายึดถือ
หนึ่งคุณลักษณะที่สำคัญที่เป็นสมรรถนะของผู้ที่จะประสบความสำเร็จ
Achievement Orientationความมุ่งมั่นทำงานให้สำเร็จ
ความมุ่งมั่นทำงานให้สำเร็จ เป็นความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย ให้บรรลุวัตถุประสงค์เป้าหมาย และมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้โดยคำนึงถึงผลงาน และคุณภาพเป็นสำคัญตลอดจนการรักษาไว้ซึ่งผลการปฏิบัติงานที่ดีอย่างสม่ำเสมอ
ขอแนะนำหนังสือเรื่องThe Success Principle by Jack Canfield
The Success Principle by Jack Canfield
กฎแห่ง : “ การรับผิดชอบต่อชีวิตคุณ 100% ”
“การรับผิดชอบ หมายความว่า
เธอเป็นคนสร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น
กับตัวเธอขึ้นมาเอง มันหมายถึงเธอเป็นต้นเหตุของประสบการณ์ของเธอ
ทั้งหมด เธอต้องเลิกกล่าวโทษและเลิกบ่น แล้วหันมารับผิดชอบชีวิต
ทั้งหมด ของเธอ”
สูตร* : รับผิดชอบต่อชีวิตคุณ 100%
เหตุการณ์ (ห) + การตอบสนอง (ต) = ผลลัพธ์ (ผ)
ถ้าเรายังไม่พอใจผลลัพธ์ในปัจจุบัน เรามี 2 ทางเลือก
1. โทษเหตุการณ์ (E) ที่ทำให้ไม่เกิดผลลัพธ์ (O)
2. เปลี่ยน การตอบสนอง (R) ต่อเหตุการณ์ (E)
อย่างที่เป็นอยู่จนกว่าว่าจะได้ผลลัพธ์ (ผ) ตามที่ต้องการ
- อย่าเป็นเหยื่อของสถานการณ์
- Cause > effect
- Accountability จิตสำนึกในการทำอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่หน้าที่(จิตสาธารณะ) ไม่ทำไม่ผิด แต่ถ้ายิ่งทำยิ่งแรง มากกว่า responsibility
- การให้ empowerment เป็น 100% Accountability
กฎแห่ง “การเข้าใจให้ชัดว่าทำไมคุณถึงอยู่ตรงนี้”
- เข้าใจตัวตนว่าคุณเป็นคนเช่นไร
- อะไรคือเหตุผลเบื้องหลังสิ่งที่คุณทำ
- คุณเห็นภาพการแสดงออกของผู้คนรอบตัวคุณอย่างไร
ในโลกอันสมบูรณ์แบบต่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
ตัวอย่างจุดมุ่งหมายของฉันคือ “ฉันต้องการใช้ความคิดสร้างสรรค์และความกระตือรือร้นของฉัน เพื่อสนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นได้แสดงความสามารถของพวกเขาอย่างไร้ข้อจำกัดในแนวทางที่รักใคร่กลมเกลียวกัน”
ความกลัวทั้ง 3 อย่าง
1 Fear not good enough คิดว่าไม่ดีพอ
2. Fear not being love
3. Fear not belong to
ให้ทำกิจกรรม เลือกภาพที่ชอบมาทั้งหมด 4 รูป คือ ตัวตนของเรา อดีตที่ผ่านมา 5 ปี ภาพในปัจจุบัน และภาพในอนาคต และให้คุยกับเพื่อนว่าทำไมจึงเลือกรูปนั้นๆ
อ.อิทธิภัทร: การตีความต่างๆของรูปภาพ ถือเป็น self-concept ซึงเป็นศักยภาพภายในที่ติดตัวมา
3 Verb Concept that drives Human Life
- Being คือการรู้จักตัวเอง เลือกว่าจะทำอะไร
- Do
- Have
เพื่อให้รู้เรื่อง Life ,Personal Power และ Work
“ The Law of Attraction ”
Ask, then Believe and you shall Receive
Ask > Believe (+Action) > Receive
(อธิษฐาน เชื่อ แล้วลงมือทำ คุณจึงจะได้)
E-C-B engagement Model
AWARENESS--> CLARITY-->CHOICE
ได้เรียนรู้ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง รวมถึงคำแนะนำถึงแนวทางในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองที่มีประโยชน์มาก การพัฒนาตนเองที่ว่าไม่เพียงแต่เน้นไปที่การพัฒนาเพื่อการเป็นผู้นำเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ในการเพิ่มศักยภาพส่วนบุคคลด้วย แนวทาง ทฤษฎีและคำแนะนำดังกล่าวส่นหนึ่งมาจากตำราแต่ก็มีอีกหลายส่วนที่ไม่สามารถหาได้จากตำราอื่นเพราะเกิดจากประสบการณ์ที่อาจารย์ได้ถ่ายทอดและเป็นทฤษฎีของอาจารย์เอง
สิ่งสำคัญอีกประการที่ได้จากบทเรียนในวันนี้คือ การค้นหาตัวตนของเราเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่เรามักมองข้าม ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตทั้งส่วนตัวและการทำงานได้มีประสิทธิภาพและมีความสุขได้ นอกจากนั้น การวิเคราะห์บุคคลิกของผู้อื่นเพื่อให้เราสามารถบริหารและสร้างทีมการทำงานได้อย่างเหมาะสม การเรียนรู้วันนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเรียนรู้จากทฤษฎีเท่านั้น แต่มีกิจกรรมที่ช่วยให้สามารถเข้าใจสิ่งต่างๆได้ดียิ่งขึ้น
กลุ่ม 3 (แต่เป็นลำดับที่ 4)
1)เลือกผู้นำในระดับโลกและในประเทศไทยที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับผู้นำใน กสทช. - ผู้นำสำคัญและจำเป็นอย่างไรใน กสทช.
ผู้นำในแต่ละเวลา สถานการณ์ ย่อมมีลักษณะที่แตกต่างกัน และ ณ วันนี้ กสทช. และสำนักงาน กสทช. มีอิทธิพลต่อกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเป็นอย่างมาก ทั้งด้านธุรกิจ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และอยู่ท่ามกลางปัญหาเสรีภาพและความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ผู้นำ ที่มีลักษณะดังกล่าว ในระดับโลก คือ ท่านหูจิ่นเทา และในระดับประเทศ คือ ท่านอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งท่านอยู่ท่ามกลางระหว่างระบบทุนนิยมและเสริภาพประชาธิปไตย ที่เสมือน น้ำกับน้ำมันซึ่งจะผสมรวมกันได้ ผู้นำต้องเป็นเหมือนอีมัลเซอร์(Emulsor) ที่ทำให้น้ำกับน้ำมันรวมกัน(Emulsion)
2)ใน 10 ปีข้างหน้าผู้นำของ กสทช. จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรจึงจะพาองค์กรไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
ผู้นำของ กสทช. ใน 10 ปีข้างหน้า ย่อมเป็นคลื่นลูกใหม่ เสมือนผู้นำรุ่นที่ห้า ท่านสี จินผิง ซึ่งถัดจากท่านหูจิ่นเทา ซึ่งต้องดูแลความเท่าเทียมมิให้เลื่อมล้ำ ให้เกิดสมดุล มีความเป็นประชาธิปไตย มีธรรมาภิบาลได้ ซึ่งไม่ได้มองเพียงแผนระยะยาว แต่ต้องมองถึงเส้นขอบฟ้า(Horizon) ซึ่งน่าจะเป็น ความสงบสุขของสังคม (Peace) (แต่ผู้ช่วยอาจารย์จีระฯได้ให้ความเห็นว่า น่าจะมองให้ถึง Happiness Capital ด้วย ซึ่งผมไม่ได้หวังถึงระดับนั้น)
3)จะมีวิธีสร้างผู้นำเพื่อรองรับอนาคตของ กสทช.อย่างไร ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม
ในวิธีการสร้างผู้นำที่ได้นำเสนอ จะเน้นการสร้างบรรยากาศ และตัวอย่างที่ดีในการเป็นผู้นำที่ดี
3.1 หัวหน้าเป็นตัวอย่างการเป็นผู้นำที่ดี
3.2 สร้างโอกาสให้ทุกคนเป็นผู้นำ และเป็นผู้ตามที่ดีในการทำงาน
3.3 สร้างโอกาสให้กล้าตัดสินใจ และแก้ไขปัญหาอย่างมีหลักการด้วยตนเอง
3.4 แบ่งปันข้อมูล และประสบการณ์ในการทำงาน เพื่อให้เกิดองค์เรียนรู้
3.5 ยกย่องการทำดีและเคารพผลงานของผู้ร่วมงาน
สิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ และที่ได้อ่าน BLOGในส่วนที่ไม่ได้มีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ และไม่ได้เสียโอกาสในการเข้าใจองค์ความรู้ที่ได้นั้น มีดังนี้
ท่าน ลสทช.ฐากรฯ ได้กล่าวเปิดฝาก 5 ข้อ เป็นเรื่องของการสร้างให้พร้อมเพื่อใช้ เปรียบเสมือนการเหนี่ยวหนังสติ๊ก ตาต้องคม มือต้องนิ่ง เล็งต้องแม่น เมื่อเต็มเหนี่ยวไกแล้วจะมีโอกาสถึงเป้าหมายความสำเร็จสูง และต้องมีบุญมากๆด้วย (เฮง)
ช่วงแรก ท่านดร.จิระฯได้ชี้ให้เห็นอย่างรวดเร็ว คือ การมองแนวคิดและทฤษฏีทุนมนุษย์เป็นศักยภาพความสำเร็จในองค์กร มีอะไรบ้างที่จะดึงมาจับ เป็นเสมือนแว่นตา มาเป็นแนวความคิดให้มองภาพการบริหารจัดการและการเป็นผู้นำที่ชัดเจนขึ้น และให้เห็นว่า องค์กรควรมีผู้นำเป็นอย่างไร แต่ละยุคสมัยความเหมาะสมย่อมแตกต่างเปลี่ยนแปลงไป และคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นผู้นำองค์กรฯควรเป็นอย่างไร ทั้งนี้ไม่จำกัดกรอบความคิดผิดถูก และเป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิด “ปัญญา”ของแต่ละคนที่เป็นผู้บริหาร
ช่วงที่สอง รศ.ดร.เฉลิมพลฯ กรอบแรก ท่านได้แบ่งบุคลิกภาพของคนเป็น๔ประเภท ซึ่งผู้บริหารฯอาจจะเป็นแต่ละประเภทในแต่ละเวลาและหมวกที่ใส่(บทบาท) สามารถเป็นได้ทั้งนักทฤษฏี นักผจญภัย นักปฏิบัติ และนักกิจกรรมในคนเดียวกันได้ เพียงแต่ธาตุแท้(Norm)ของคนนั้นจริงๆจะเป็นประเภทเดียว เพียงแต่ถูกเรียนรู้(Pain and Gain)จากประสบการณ์สร้างตัวตนประเภทอื่นขึ้นมาได้ ในทางกลับกัน ผู้นำที่ดี ควรมองเห็นลูกน้องออกว่าเป็นประเภทใด และไม่ควรให้ประเภทที่ตรงข้ามกันทำงานร่วมกัน หากจำเป็นควรทำงานผ่านประเภทที่เคียงข้าง เพื่อลดความขัดแย้ง
กรอบที่สอง ท่านได้สอนให้มองบุคคลิกผู้นำที่สะท้อนการตัดสินใจและผลกระทบต่อด้านต่างๆ เช่น Sensing MQ กระทบต่อกฎหมาย/กติกา Feeling EQ กระทบต่อสังคม Intuition SQ กระทบต่อความอยู่รอด ที่หล่อหลอมรวมเป็น Thinking IQ การตัดสินใจในการแก้ปัญหา โดยยกตัวอย่าง การเก็บเงินจำนวนมากได้ ควรทำอย่างไร ภายใต้เงื่อนไขวิกฤติครอบครัว(คุณแม่ป่วยหนัก) และผมได้ถามว่าการตัดสินใจจะต่างหรือไม่ หากเงินจำนวนน้อย และคุณแม่แค่หิวข้าว ซึ่งท่านได้แนะนำว่า Thinking IQ จะดีที่สุด ถ้าเกิดการตัดสินใจนั้น ไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินมากน้อย ต้องได้ผลเหมือนกัน
กรอบที่สาม ท่านได้สอนให้มองถึงการสร้างทีม ได้ยกตัวอย่างเส้นทางหลากหลายในการเกิดความเป็นทีมขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องของแต่ละเวลาสถานการณ์ การสื่อสารและมุมมองหลายด้าน การมีใจที่กว้างและปันโอกาสให้กับStakeholder การสื่อสาร การมุ่งความสำเร็จแบบมีทิศทางที่ได้ประสิทธิผลหรืองานที่สำคัญมากกว่าการมองประสิทธิภาพหรืองานเร่งด่วน และท่านมีความเชื่อการสร้างทีมรุ่นใหม่ แทนที่จะเปลี่ยนแปลงคนรุ่นเก่าที่รอให้หมดไป ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นเพิ่มเติมในช่วงพักเพิ่ม ผมได้ถามเส้นทางการคิด ซึ่ง Change ทั้งหมดมี 3 แบบ คือ Adaptation , Revolution และ Replacement และทำไมที่เสนอถึงเชื่อ Replacement และธนาคารกับองค์กรหลายแห่งประสบความสำเร็จในอดีตด้วยการ Re-Engineering ซึ่งเป็น Revolution และได้รับความเห็นเพิ่มเติมว่า เพราะทั้ง Adaptation และ Revolution สมัยนี้ทำได้ยากมาก และได้มีการเปรียบเทียบแต่ละช่วงของพุทธกาลก่อนมาเป็นพุทธศาสนา
ช่วงที่สาม อาจารย์อิทธิภัทรฯ เป็นช่วงที่น่าสนใจอย่างงงงวย กล่าวคือ ท่านในสอนในสิ่งที่เคยเรียนรู้ คือ Competency แต่สิ่งที่ได้คือ การมองเห็นตัวตนของตนเองที่ลึกกว่าที่เคยมอง ด้วยเพียงไม่กี่คำพูด คำถาม Value ขององค์กร คืออะไร ก็เคยคิดว่า องค์กรมี น่าจะมี กลายเป็น แน่ใจหรือว่าไม่มี Valueของตนเอง คือ อะไร มีในใจคือ การมีคุณค่าต่อสังคม ก็เริ่มไม่แน่ใจ การคิดถึงคนรุ่นใหม่เข้าแทนที่งานของตน(Gen Y Replacement)ควรเป็นอย่างไร จะมองเห็นพวกเขาได้อย่างไร การเป็นผู้นำควรมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ซึ่งได้แนะนำหนังสือ”วิธีก้าวจากจุดที่คุณอยู่ ข้ามไปสู่จุดที่คุณต้องการ”ของ Jack Canfield (เอาไว้ไปหาอ่านต่อ) และสุดท้ายเป็นเรื่องการให้เลือกภาพ 4 ภาพ โดยมีเงื่อนไขภาพแรก ต้องเป็นภาพที่คิดว่าเป็นตัวตนแท้จริงของเรา เมื่อเลือกแล้ว ได้ให้เงื่อนไขให้เรียงต่อด้วย ภาพที่เป็นเราในอดีต5ปี ภาพข้างหน้า3ปี และภาพบั้นปลาย ซึ่งความแปลกคือ เพื่อนร่วมกลุ่ม และต่างกลุ่มเลือกภาพตามลำดับเหล่านั้นก่อนที่ให้เงื่อนไขอันหลัง รวมทั้งตัวผมด้วย และอาจารย์ฯได้คัดเลือก2คน ซึ่งมีผมด้วยให้เหตุผลของการเลือกภาพเหล่านั้น ซึ่งผมกลับพบว่า ที่ผมเลือกภาพเหล่านั้น สมองได้คิดวิเคราะห์ภาพได้ลึกซึ้งกว่าตาที่เหมือนมองแว่บทีเดียวแล้วเลือกอย่างมากมาย
สรุปการบรรยาย โดยทีมงานวิชาการ Chira Academy
หัวข้อ ภาพลักษณ์และการสื่อสารของผู้บริหาร
โดย ดร.พจน์ ใจชาญสุขกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
วันที่ 3 สิงหาคม 2556
การสื่อสาร Stakeholders
1. เราเองต้องสื่อสารกับใครบ้าง พูดกับใครบ้าง รู้จักเขามากน้อยแค่ไหน เรามีกระบวนการบริหารความสัมพันธ์กับเขาในระดับใด
2. เรามีข้อมูลในการทำความรู้จักแต่ละกลุ่มมากน้อยเพียงใด เราจะ Design ในการสื่อสารอย่างไร เช่น บางครั้งการทำงานต้องใช้วิธีการชงให้ CEO กับ CEO มาเจอกัน
3. เรามี Key Message อะไรที่อยากบอก และเราต้องการฟังอะไรจากเขาบ้าง
4. Content เป็นอย่างไร
1. พนักงาน
- สิ่งสำคัญที่สุดคือจะบอกใคร (ใครบ้างที่เราต้องพูดและสื่อความกับเขามากเป็นพิเศษ ทั้งภายนอก และภายใน)
- ทุกส่วนสำคัญหมด แต่การสื่อสารจะพูดโดยใช้วิธีเดียวกัน หรือสื่อเดียวกันหรือไม่
- สิ่งแรกต้องสื่อสารให้พนักงานเข้าใจ และถ่ายทอดออกไป เพราะทุกคนเป็นสื่อหมด
- Model ในอนาคต การแข่งขันเปลี่ยนไปหมด อย่างสถาบันการเงิน ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว
2. Mass Media
- ต้องให้ความเข้าใจ และแจ้งบทบาทมากขึ้น ต้องเน้นการสื่อ Delivery ที่จะไปถึงผู้ฟัง สิ่งสำคัญคือ ต้องสร้าง Key Message ให้ได้ อธิบายให้ชัดเจน ยกตัวอย่างให้ชัดเจน และสรุปให้ชัดเจน
- Key Message ห้ามเกิน 3 เรื่องต่อหนึ่งครั้ง ถ้าเป็นไปได้ก็ 1-2 Message แต่เน้นเรื่องการตอกย้ำ ทำให้รู้ว่าต้องการสื่ออะไร สามารถสัมผัสได้
3. Government องค์กรภาครัฐ
- ตัวองค์กรพูดไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือ Contact Person
- Relation เกิดขึ้นได้ ภายใต้ Connection เราหาความเชื่อมโยงกันได้ภายใต้บริบท
- จุดเชื่อมโยงจะทำให้เกิดความสัมพันธ์ในเชิงลึก
- เวลาเกิด Crisis การสื่อสารท่ามกลางสภาวะการแข่งขัน การสื่อสารภายในสภาวะวิกฤติ ต้องเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่มากขึ้น หรือ Relation เพราะเกิด Crisis ไม่ใช่เรื่องเวลา เช่น กรณีไฟไหม้สำนักงาน
สิ่งสำคัญคือ ต้องคุมพื้นที่ให้ได้ เช่นเวลาเครื่องบินตก ต้องตั้ง 3 Center เช่น ศูนย์ดูแลผู้โดยสาร ศูนย์ดูแลลูกเรือ และศูนย์ดูแลสื่อมวลชน
4. กลุ่มผู้นำความคิด (Opinion Leader)
- ใครเป็น Opinion Leader สำหรับเรา เราต้องรู้ให้ได้ เพราะว่ามีผลมาก
5. Community
- ต้องสื่อสารให้ชุมชนเข้าใจ และเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนด้วยจะสามารถทำให้ได้ใจชุมชน เช่นเวลาตัดถนนสำหรับห้างสรรพสินค้า ควรเอื้อประโยชน์ให้ชุมชนด้วย
6. Customer
- ทำลักษณะ One Stop Service เพื่อสร้างความสะดวกในการใช้บริการสำหรับลูกค้าสูงสุดมากกว่าคนอื่น
- วิธีการคิดเรื่องตัวบริการ และสื่อสารกับลูกค้า ให้เอาหัวใจลูกค้ามาคิด เช่น ถ้าลูกค้าสะดวกจะต้องทำอะไรบ้าง
7. สาธารณะชน (Public)
8. Shareholder
เช่นกรรมการ ผู้ถือหุ้นต่าง ๆ
9. คู่แข่งขัน (Competitor)
Content & Connection
เนื่องจาก เป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญคือเราต้องการได้รับงานและสนับสนุนอย่างเต็มที่
Internal & External Communication
ต้องพูดให้คนภายในเข้าใจก่อนจะสื่อสารให้คนภายนอก เพราะคนภายในจะเป็นส่วนสำคัญในการสื่อสารต่อ
เราต้องมี Key Message สำคัญ เกิดขึ้นได้ทั่วโลก ต้องสร้างให้พนักงานรู้จัก Product หลักของบริษัท องค์กรในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อสามารถอธิบาย และถ่ายทอดได้
ภาพลักษณ์ (Image)
1. Corporate Image – ภาพลักษณ์องค์กรที่คนนึกถึง มีด้านดี และด้านไม่ดีอะไรบ้าง คือกระบวนการบริหารจัดการทั้งหมด หรือบริบทขององค์กร วัฒนธรรมองค์กร อะไรที่โดดเด่น เช่น ผู้บริหาร พนักงาน กระบวนวิธีการทำงาน CSR สิ่งที่ สามารถเข้าใจได้ว่าทำหน้าที่อะไร ถ้าเมื่อใดก็ตามด้านไม่ดีมีมากกว่าด้านดี จะเป็นอันตรายที่สุด
2. Business Image- ภาพลักษณ์ด้านสินค้า และบริการ บางครั้ง มีภาพลักษณ์การบริการที่ดีต้องมีผลประกอบการที่ดีด้วย ต้องมีการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ
3. Brand Image- สิ่งที่อยากให้คนเกิดภาพจำในองค์กร เป็นสิ่งที่คนจำได้จาก Corporate Image และ Brand Image ถ้าจำได้สิ่งดีจะดีมาก แต่ถ้าจำได้ไม่ดีจะอันตรายมาก จะมีส่วนตัววัด Brand ขององค์กร หมายถึงการวัดสิ่งที่มีคุณค่า เช่น Coke จะมีมูลค่าสูงในการทำธุรกิจ ทำให้คนจำและไว้วางใจ
สิ่งสำคัญคือ
1. อะไรคือสิ่งที่เป็น Brand Image, Corporate Image , และ Business Image ในองค์กรเราจะทำให้มีความชัดเจนมากขึ้น ต้องทราบว่าหน่วยงานเรา Support ทางด้านใด
2. การใช้สื่อ ,เรื่องชุมชนสัมพันธ์, เรื่อง CSR, Government Relation , Special Event, Internal Communication, Issue Management, Crisis Management, Branding Building & PR Tools, New Media
ถาม ตัวอย่าง กสทช. อะไรคือ Brand Image ของเรา
ตอบ ให้ดูว่าอะไรคือสิ่งที่คนต้องการมากที่สุด สิ่งนั้นคือ Brand Image , ให้ดูสังคมว่าคาดหวังอะไร อยากเห็นอะไร และเราเป็น Expertise ในเรื่องนั้น สิ่งนั้นสามารถเป็น Brand Image ของเราได้
บางครั้งอย่างวิสัยทัศน์ หรือพันธกิจขององค์กรต้องมาทบทวนว่าทำได้จริงหรือไม่
วิสัยทัศน์
ในลำดับแรกของการบริหาร Image ทั้งหลาย
1.เวลามองที่ตัวองค์กร คนต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ก่อน ว่าคืออะไร และสามารถบรรลุตามความคาดหวังหรือไม่ ต้องสร้างความเข้าใจและรับรู้ในบทบาทสังคม และกลุ่มเป้าหมายก่อน ภารกิจและเป้าหมายหลักคืออะไร จะทำให้รู้ขอบข่ายมากขึ้น
- ดู Stakeholder ทั้งหมดว่าต้องการอะไร
- สำรวจตัวเองว่าเรามีอะไรและสามารถให้ Stakeholder ได้หรือไม่
2. ทำอย่างไรที่เขาจะเห็นความสำคัญ
ถามIssue Management คืออะไร
ตอบ คือการบริหารจัดการประเด็น เป็นการปรับเปลี่ยนจากการที่สังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้กำหนดประเด็น ให้เปลี่ยนเป็นเราเป็นผู้กำหนดประเด็นเอง คือเราใช้ประเด็นเป็นตัวนำสังคม ใช้ประเด็นเข้ามาจัดการในเรื่องการสื่อสาร สิ่งที่เกี่ยวข้องคือ เวลาเกิด Crisis หรือภาวะวิกฤติ สิ่งที่เข้าไปช่วย Crisis ได้คือการบริหารจัดการประเด็น
สังคมปัจจุบันบางครั้งเป็นการปฏิเสธโดยไม่ใช้หลักเหตุผล อย่าง Gen Y สามารถทำให้คนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น กรณี ชาเขียว มีหลายยี่ห้อเข้ามา ต่อมาคุณตันเปิดประเด็น ชาเขียวลุ้นล้าน ภาพชาเขียวเปลี่ยนไป เป็นหวยชาเขียว อย่างนี้เรียกว่า Issue Management เป็นต้น
1. Review Stakeholder
2. Design เครื่องมือที่เหมาะสม
3. สร้างวิธีการมอง วิธีการวิเคราะห์ วิธีการจัดการ
10 ประเด็นที่ควรพูดเรื่อง Content อะไรบ้าง
1. ตัวเองแตกต่างจากองค์กรอื่นอย่างไร มี Challenge มากน้อยแค่ไหน เนื้อหามีความแม่นยำและ Update พอสมควร
2. บทบาท หน้าที่ต่าง ๆ ต้องทำอะไรบ้าง มีความชัดเจนเชี่ยวชาญอะไรบ้าง
3. Vision ต่าง ๆ งานองค์กรและงานที่ต้องรับผิดชอบเอง การสร้าง Vision และเรื่องราวมีความสำคัญมาก ต้องสามารถ Executive Vision
4. ภารกิจ หรือขอบข่ายหน้าที่ในเชิงลึก เป็นตัวที่อธิบายในการให้แง่คิด และมุมมองในแง่ลงลึก คนจะมองในแง่ความเคลื่อนไหวว่ามีความแตกต่างจากที่อื่นอย่างไรบ้าง
5. ต้องสามารถสร้างระยะของความผูกพันได้ สร้างประโยชน์กับทางสังคมให้ประโยชน์อะไรบ้าง ได้อะไรบ้าง อย่างในแง่การศึกษา ในแง่การสร้างสังคมการเรียนรู้ ต้องเน้นการดึงโครงสร้างสังคมให้เกิดขึ้น การสร้างความเข้าใจและผูกพันในเนื้อหาที่เราทำให้ได้
6. การเป็นที่พึ่งและเป็น ฐานข้อมูล Data / Research Service & Consultant เราต้องหาข่าวข้อมูลเชิงลึกที่มากพอ เช่นการเข้า Bit news การวัดผลเชิงปริมาณ และคุณภาพเพื่อคาดการณ์กับสังคมได้
7. ในแง่กำหนดการ และวาระสำคัญต่าง ๆ มีอะไรบ้างที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา Corporate & Marketing Agenda
8. ความใหม่ หรือปรากฏการณ์ขั้นกว่า มีความก้าวหน้าอะไรบ้าง Innovation Connectionไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี การบริหารจัดการ การปฏิบัติต่าง ๆ มี Tool อะไรใหม่ ๆ เข้ามาบ้าง
9. สรุปแล้วได้รับการยอมรับจากที่ไหนบ้าง Expert, Award, Ranking เป็นการสร้างการยอมรับจากสังคม
10. ประเด็นทางสังคม Social Content ด้วยความคาดหวังทางสังคมมากขึ้นสิ่งนี้จะเป็น Trend ที่ต่อเนื่องจาก CSR เรียกว่า CSV (Corporate Share Value)
สรุปคือ 1. ต้องวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย
2. ต้องวิเคราะห์ Main หลักขององค์กรได้
Workshop :
1. อะไรเป็น Corporate Image, Business Image ที่สำคัญที่สุด และจะเลือก Brand Image อย่างไร
2. มีประเด็นอะไรที่จะต้องสื่อสารกับสังคมและประเทศในขณะนี้
กลุ่มที่ 4
1. อะไรเป็น Corporate Image, Business Image ที่สำคัญที่สุด และจะเลือก Brand Image อย่างไร
Corporate Image
- การจัดสรรคลื่น (โทรคมนาคม ,กระจายเสียง โทรทัศน์)
- Regulator
- การสร้างความเชื่อมั่น
- สร้างความเชื่อมั่นให้กับการกำกับดูแล
- การกำกับดูแลต้องทำอย่างไรในการผลักดัน โทรคมนาคม กระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ ประโยชน์สาธารณะ เกี่ยวข้องกับใครบ้าง กระจายประโยชน์ได้อย่างไร
Business Image
- การกำกับดูแล (ออกใบอนุญาต ,กำกับดูแลผู้ประกอบการ)
- คุ้มครองผู้บริโภคและสังคม
- ส่งเสริมอุตสาหกรรม
Brand Image
- เพื่อประโยชน์ สาธารณะ เป็นธรรม และโปร่งใส
Brand Promise
- ต้องสร้างกระบวนการใหม่ ๆ และคุ้มครองผู้บริโภค
- ส่งเสริมอุตสาหกรรมอะไรใหม่ ๆ
- กองทุน ให้ใช้ประโยชน์จากการกำกับดูแลต่าง ๆ
2. มีประเด็นอะไรที่จะต้องสื่อสารกับสังคมและประเทศในขณะนี้
- ความโปร่งใส เป็นผู้พิทักษ์ความเป็นธรรมในการจัดสรรคลื่นความถี่ เป็นภารกิจเพื่อชาติ
กลุ่มที่ 1
1. อะไรเป็น Corporate Image, Business Image ที่สำคัญที่สุด และจะเลือก Brand Image อย่างไร
กลุ่มเป้าหมาย ผู้ใช้บริการ NGOs ผู้ประกอบการ
Corporate Image
- ความเป็นมืออาชีพ
- การสร้างนวัตกรรมใหม่
- โปร่งใสเป็นธรรม
Business Image ดูจาก Stakeholderที่เกี่ยวข้อง
- การกำกับดูแลกิจการ Telecom & BC
Corporate Character ต้องเป็นองค์กรที่ทันสมัย โปร่งใสเป็นธรรม ที่พึ่งสังคม
Business Image ดูแลกำกับควบคุม และการกำกับใบอนุญาต
สรุปการบรรยาย โดยทีมงานวิชาการ Chira Academy
หัวข้อ ภาพลักษณ์และการสื่อสารของผู้บริหาร
โดย ดร.พจน์ ใจชาญสุขกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
วันที่ 3 สิงหาคม 2556
การสื่อสาร Stakeholders
1. เราเองต้องสื่อสารกับใครบ้าง พูดกับใครบ้าง รู้จักเขามากน้อยแค่ไหน เรามีกระบวนการบริหารความสัมพันธ์กับเขาในระดับใด
2. เรามีข้อมูลในการทำความรู้จักแต่ละกลุ่มมากน้อยเพียงใด เราจะ Design ในการสื่อสารอย่างไร เช่น บางครั้งการทำงานต้องใช้วิธีการชงให้ CEO กับ CEO มาเจอกัน
3. เรามี Key Message อะไรที่อยากบอก และเราต้องการฟังอะไรจากเขาบ้าง
4. Content เป็นอย่างไร
1. พนักงาน
- สิ่งสำคัญที่สุดคือจะบอกใคร (ใครบ้างที่เราต้องพูดและสื่อความกับเขามากเป็นพิเศษ ทั้งภายนอก และภายใน)
- ทุกส่วนสำคัญหมด แต่การสื่อสารจะพูดโดยใช้วิธีเดียวกัน หรือสื่อเดียวกันหรือไม่
- สิ่งแรกต้องสื่อสารให้พนักงานเข้าใจ และถ่ายทอดออกไป เพราะทุกคนเป็นสื่อหมด
- Model ในอนาคต การแข่งขันเปลี่ยนไปหมด อย่างสถาบันการเงิน ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว
2. Mass Media
- ต้องให้ความเข้าใจ และแจ้งบทบาทมากขึ้น ต้องเน้นการสื่อ Delivery ที่จะไปถึงผู้ฟัง สิ่งสำคัญคือ ต้องสร้าง Key Message ให้ได้ อธิบายให้ชัดเจน ยกตัวอย่างให้ชัดเจน และสรุปให้ชัดเจน
- Key Message ห้ามเกิน 3 เรื่องต่อหนึ่งครั้ง ถ้าเป็นไปได้ก็ 1-2 Message แต่เน้นเรื่องการตอกย้ำ ทำให้รู้ว่าต้องการสื่ออะไร สามารถสัมผัสได้
3. Government องค์กรภาครัฐ
- ตัวองค์กรพูดไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือ Contact Person
- Relation เกิดขึ้นได้ ภายใต้ Connection เราหาความเชื่อมโยงกันได้ภายใต้บริบท
- จุดเชื่อมโยงจะทำให้เกิดความสัมพันธ์ในเชิงลึก
- เวลาเกิด Crisis การสื่อสารท่ามกลางสภาวะการแข่งขัน การสื่อสารภายในสภาวะวิกฤติ ต้องเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่มากขึ้น หรือ Relation เพราะเกิด Crisis ไม่ใช่เรื่องเวลา เช่น กรณีไฟไหม้สำนักงาน
สิ่งสำคัญคือ ต้องคุมพื้นที่ให้ได้ เช่นเวลาเครื่องบินตก ต้องตั้ง 3 Center เช่น ศูนย์ดูแลผู้โดยสาร ศูนย์ดูแลลูกเรือ และศูนย์ดูแลสื่อมวลชน
4. กลุ่มผู้นำความคิด (Opinion Leader)
- ใครเป็น Opinion Leader สำหรับเรา เราต้องรู้ให้ได้ เพราะว่ามีผลมาก
5. Community
- ต้องสื่อสารให้ชุมชนเข้าใจ และเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนด้วยจะสามารถทำให้ได้ใจชุมชน เช่นเวลาตัดถนนสำหรับห้างสรรพสินค้า ควรเอื้อประโยชน์ให้ชุมชนด้วย
6. Customer
- ทำลักษณะ One Stop Service เพื่อสร้างความสะดวกในการใช้บริการสำหรับลูกค้าสูงสุดมากกว่าคนอื่น
- วิธีการคิดเรื่องตัวบริการ และสื่อสารกับลูกค้า ให้เอาหัวใจลูกค้ามาคิด เช่น ถ้าลูกค้าสะดวกจะต้องทำอะไรบ้าง
7. สาธารณะชน (Public)
8. Shareholder
เช่นกรรมการ ผู้ถือหุ้นต่าง ๆ
9. คู่แข่งขัน (Competitor)
Content & Connection
เนื่องจาก เป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญคือเราต้องการได้รับงานและสนับสนุนอย่างเต็มที่
Internal & External Communication
ต้องพูดให้คนภายในเข้าใจก่อนจะสื่อสารให้คนภายนอก เพราะคนภายในจะเป็นส่วนสำคัญในการสื่อสารต่อ
เราต้องมี Key Message สำคัญ เกิดขึ้นได้ทั่วโลก ต้องสร้างให้พนักงานรู้จัก Product หลักของบริษัท องค์กรในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อสามารถอธิบาย และถ่ายทอดได้
ภาพลักษณ์ (Image)
1. Corporate Image – ภาพลักษณ์องค์กรที่คนนึกถึง มีด้านดี และด้านไม่ดีอะไรบ้าง คือกระบวนการบริหารจัดการทั้งหมด หรือบริบทขององค์กร วัฒนธรรมองค์กร อะไรที่โดดเด่น เช่น ผู้บริหาร พนักงาน กระบวนวิธีการทำงาน CSR สิ่งที่ สามารถเข้าใจได้ว่าทำหน้าที่อะไร ถ้าเมื่อใดก็ตามด้านไม่ดีมีมากกว่าด้านดี จะเป็นอันตรายที่สุด
2. Business Image- ภาพลักษณ์ด้านสินค้า และบริการ บางครั้ง มีภาพลักษณ์การบริการที่ดีต้องมีผลประกอบการที่ดีด้วย ต้องมีการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ
3. Brand Image- สิ่งที่อยากให้คนเกิดภาพจำในองค์กร เป็นสิ่งที่คนจำได้จาก Corporate Image และ Brand Image ถ้าจำได้สิ่งดีจะดีมาก แต่ถ้าจำได้ไม่ดีจะอันตรายมาก จะมีส่วนตัววัด Brand ขององค์กร หมายถึงการวัดสิ่งที่มีคุณค่า เช่น Coke จะมีมูลค่าสูงในการทำธุรกิจ ทำให้คนจำและไว้วางใจ
สิ่งสำคัญคือ
1. อะไรคือสิ่งที่เป็น Brand Image, Corporate Image , และ Business Image ในองค์กรเราจะทำให้มีความชัดเจนมากขึ้น ต้องทราบว่าหน่วยงานเรา Support ทางด้านใด
2. การใช้สื่อ ,เรื่องชุมชนสัมพันธ์, เรื่อง CSR, Government Relation , Special Event, Internal Communication, Issue Management, Crisis Management, Branding Building & PR Tools, New Media
ถาม ตัวอย่าง กสทช. อะไรคือ Brand Image ของเรา
ตอบ ให้ดูว่าอะไรคือสิ่งที่คนต้องการมากที่สุด สิ่งนั้นคือ Brand Image , ให้ดูสังคมว่าคาดหวังอะไร อยากเห็นอะไร และเราเป็น Expertise ในเรื่องนั้น สิ่งนั้นสามารถเป็น Brand Image ของเราได้
บางครั้งอย่างวิสัยทัศน์ หรือพันธกิจขององค์กรต้องมาทบทวนว่าทำได้จริงหรือไม่
วิสัยทัศน์
ในลำดับแรกของการบริหาร Image ทั้งหลาย
1.เวลามองที่ตัวองค์กร คนต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ก่อน ว่าคืออะไร และสามารถบรรลุตามความคาดหวังหรือไม่ ต้องสร้างความเข้าใจและรับรู้ในบทบาทสังคม และกลุ่มเป้าหมายก่อน ภารกิจและเป้าหมายหลักคืออะไร จะทำให้รู้ขอบข่ายมากขึ้น
- ดู Stakeholder ทั้งหมดว่าต้องการอะไร
- สำรวจตัวเองว่าเรามีอะไรและสามารถให้ Stakeholder ได้หรือไม่
2. ทำอย่างไรที่เขาจะเห็นความสำคัญ
ถามIssue Management คืออะไร
ตอบ คือการบริหารจัดการประเด็น เป็นการปรับเปลี่ยนจากการที่สังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้กำหนดประเด็น ให้เปลี่ยนเป็นเราเป็นผู้กำหนดประเด็นเอง คือเราใช้ประเด็นเป็นตัวนำสังคม ใช้ประเด็นเข้ามาจัดการในเรื่องการสื่อสาร สิ่งที่เกี่ยวข้องคือ เวลาเกิด Crisis หรือภาวะวิกฤติ สิ่งที่เข้าไปช่วย Crisis ได้คือการบริหารจัดการประเด็น
สังคมปัจจุบันบางครั้งเป็นการปฏิเสธโดยไม่ใช้หลักเหตุผล อย่าง Gen Y สามารถทำให้คนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น กรณี ชาเขียว มีหลายยี่ห้อเข้ามา ต่อมาคุณตันเปิดประเด็น ชาเขียวลุ้นล้าน ภาพชาเขียวเปลี่ยนไป เป็นหวยชาเขียว อย่างนี้เรียกว่า Issue Management เป็นต้น
1. Review Stakeholder
2. Design เครื่องมือที่เหมาะสม
3. สร้างวิธีการมอง วิธีการวิเคราะห์ วิธีการจัดการ
10 ประเด็นที่ควรพูดเรื่อง Content อะไรบ้าง
1. ตัวเองแตกต่างจากองค์กรอื่นอย่างไร มี Challenge มากน้อยแค่ไหน เนื้อหามีความแม่นยำและ Update พอสมควร
2. บทบาท หน้าที่ต่าง ๆ ต้องทำอะไรบ้าง มีความชัดเจนเชี่ยวชาญอะไรบ้าง
3. Vision ต่าง ๆ งานองค์กรและงานที่ต้องรับผิดชอบเอง การสร้าง Vision และเรื่องราวมีความสำคัญมาก ต้องสามารถ Executive Vision
4. ภารกิจ หรือขอบข่ายหน้าที่ในเชิงลึก เป็นตัวที่อธิบายในการให้แง่คิด และมุมมองในแง่ลงลึก คนจะมองในแง่ความเคลื่อนไหวว่ามีความแตกต่างจากที่อื่นอย่างไรบ้าง
5. ต้องสามารถสร้างระยะของความผูกพันได้ สร้างประโยชน์กับทางสังคมให้ประโยชน์อะไรบ้าง ได้อะไรบ้าง อย่างในแง่การศึกษา ในแง่การสร้างสังคมการเรียนรู้ ต้องเน้นการดึงโครงสร้างสังคมให้เกิดขึ้น การสร้างความเข้าใจและผูกพันในเนื้อหาที่เราทำให้ได้
6. การเป็นที่พึ่งและเป็น ฐานข้อมูล Data / Research Service & Consultant เราต้องหาข่าวข้อมูลเชิงลึกที่มากพอ เช่นการเข้า Bit news การวัดผลเชิงปริมาณ และคุณภาพเพื่อคาดการณ์กับสังคมได้
7. ในแง่กำหนดการ และวาระสำคัญต่าง ๆ มีอะไรบ้างที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา Corporate & Marketing Agenda
8. ความใหม่ หรือปรากฏการณ์ขั้นกว่า มีความก้าวหน้าอะไรบ้าง Innovation Connectionไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี การบริหารจัดการ การปฏิบัติต่าง ๆ มี Tool อะไรใหม่ ๆ เข้ามาบ้าง
9. สรุปแล้วได้รับการยอมรับจากที่ไหนบ้าง Expert, Award, Ranking เป็นการสร้างการยอมรับจากสังคม
10. ประเด็นทางสังคม Social Content ด้วยความคาดหวังทางสังคมมากขึ้นสิ่งนี้จะเป็น Trend ที่ต่อเนื่องจาก CSR เรียกว่า CSV (Corporate Share Value)
สรุปคือ 1. ต้องวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย
2. ต้องวิเคราะห์ Main หลักขององค์กรได้
Workshop :
1. อะไรเป็น Corporate Image, Business Image ที่สำคัญที่สุด และจะเลือก Brand Image อย่างไร
2. มีประเด็นอะไรที่จะต้องสื่อสารกับสังคมและประเทศในขณะนี้
กลุ่มที่ 4
1. อะไรเป็น Corporate Image, Business Image ที่สำคัญที่สุด และจะเลือก Brand Image อย่างไร
Corporate Image
- การจัดสรรคลื่น (โทรคมนาคม ,กระจายเสียง โทรทัศน์)
- Regulator
- การสร้างความเชื่อมั่น
- สร้างความเชื่อมั่นให้กับการกำกับดูแล
- การกำกับดูแลต้องทำอย่างไรในการผลักดัน โทรคมนาคม กระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ ประโยชน์สาธารณะ เกี่ยวข้องกับใครบ้าง กระจายประโยชน์ได้อย่างไร
Business Image
- การกำกับดูแล (ออกใบอนุญาต ,กำกับดูแลผู้ประกอบการ)
- คุ้มครองผู้บริโภคและสังคม
- ส่งเสริมอุตสาหกรรม
Brand Image
- เพื่อประโยชน์ สาธารณะ เป็นธรรม และโปร่งใส
Brand Promise
- ต้องสร้างกระบวนการใหม่ ๆ และคุ้มครองผู้บริโภค
- ส่งเสริมอุตสาหกรรมอะไรใหม่ ๆ
- กองทุน ให้ใช้ประโยชน์จากการกำกับดูแลต่าง ๆ
2. มีประเด็นอะไรที่จะต้องสื่อสารกับสังคมและประเทศในขณะนี้
- ความโปร่งใส เป็นผู้พิทักษ์ความเป็นธรรมในการจัดสรรคลื่นความถี่ เป็นภารกิจเพื่อชาติ
กลุ่มที่ 1
1. อะไรเป็น Corporate Image, Business Image ที่สำคัญที่สุด และจะเลือก Brand Image อย่างไร
กลุ่มเป้าหมาย ผู้ใช้บริการ NGOs ผู้ประกอบการ
Corporate Image
- ความเป็นมืออาชีพ
- การสร้างนวัตกรรมใหม่
- โปร่งใสเป็นธรรม
Business Image ดูจาก Stakeholderที่เกี่ยวข้อง
- การกำกับดูแลกิจการ Telecom & BC
Corporate Character ต้องเป็นองค์กรที่ทันสมัย โปร่งใสเป็นธรรม ที่พึ่งสังคม
Business Image ดูแลกำกับควบคุม และการกำกับใบอนุญาต
สรุปการบรรยาย โดยทีมงานวิชาการ Chira Academy
หัวข้อ วิเคราะห์ประเด็นท้าทายสำหรับสำนักงาน กสทช.
(วัฒนธรรมองค์กร/การสร้างมูลค่าเพิ่มให้องค์กรและลูกค้า และ Stakeholders)
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล
Challenge #1: Convergence หมายถึงการรวมหมดเป็นจุดเดียวกัน จะนำอะไรมาแยกออกก็ไม่ได้ ถ้ามากเกินไปจะเกิดอะไรขึ้น
- Activity Convergence
- Media Convergence
- Technology Convergence
oหมายถึง สุดท้ายรูปร่างหน้าตา วิ่งเข้าไปทุกทิศ ทุกทิศที่วิ่งเข้าไป วิ่งไปจุด ๆ เดียวกัน ทุกวันนี้อยู่ใน Handheld โทรศัพท์
oเทคโนโลยีไม่ได้หยุดตาม Organize ประเด็นอยู่ที่ Challenge จริงหรือไม่
oChallenge 1 คือเรื่อง Media กับ Platform ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และ กสทช. ยังดูแลอยู่ถึงแค่ตรงไหน แต่ประชาชนมองว่า กสทช. ต้อง Rely ได้
oปัจจุบันพันธกิจ UK Telecom Act มีการกำกับดูแลอย่างที่ท่านเห็น จึงอยากนำมา Benchmark ว่ามีสิ่งไหนบ้างที่ กสทช. มีและไม่มี
oบางครั้งถ้าอดีตไม่ Relevance กสทช.ต้องปรับให้เหมาะสม ให้ได้
เช่น สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) UK Telecommunication Act (2003) กสทช.ทำเหมือนเขาหรือไม่ พันธกิจในการดูแลอาจใกล้เคียงกัน แต่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ต้องทำให้ครบ
Ofcom มีหน้าที่หลักดังนี้
- ส่งเสริมผลประโยชน์ของประชาชนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร
- สงเสริมผลประโยชน์ของผู้บริโภคในตลาดที่เกี่ยวข้องโดยส่งเสริมการแข่งขันการค้าตามความเหมาะสม
ถามว่า
- 56 โครงการจะมุ่งไปทางไหนอะไรไปทางอดีต ปัจจุบัน อนาคต
- จะทำเพื่ออะไร
สิ่งที่อยากให้ กสทช. ทำคือ
1.อยากให้ กสทช.เก่งมาก ๆในเรื่อง Technology convergence จะทำอย่างไร เปลี่ยนมาสู่ภาคเอกชนได้อย่างไร นั่นคือสิ่งที่ต้องทำในอนาคต
2. เรื่อง Media กรณี True ให้บริการทั้งหมด แล้วมี Media เป็นตัว Lead ถามว่าการ Lead ทางธุรกิจ Make Media ในอนาคต ไม่ได้ Make Hardware
- กสทช. แบ่ง Media เป็น โทรคมนาคม กับ กระจายเสียงทั้ง 2 ด้าน แต่อย่างไรก็ตามไม่อยากให้ Split ขาดแต่อยากให้ Convergence กัน เพราะสุดท้ายต้องวิ่งพุ่งเข้าหากัน
- กสทช.แบ่งเป็น Silo 1 กับ Silo 2 ถ้าไม่รีบกลับมาทบทวนอาจตามไม่ทันได้
- เวลาจะ Benchmark ต้องดูหลาย ๆ องค์กร แต่ต้อง Cherry Pick
- เวลาดูว่าองค์กรจะ Move ไปให้ดูทรัพยากรที่ใส่ลงไป ทรัพยากร กสทช. อยากให้ดูว่าเม็ดเงินไปลงช่องไหน ทรัพยากรที่ใส่ไปมีผลต่อ Direction ที่เคลื่อน เราจะจัดสรรทรัพยากรอย่างไรให้เหมาะสม บางอย่างทำสำเร็จ ต้องจูงใจ โปรโมท
- อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันของ กสทช. 4,000 ล้านบาท
Independence, Transparency ,Strategic Capabilities
- ต้องมีพร้อมกันทั้งหมด กสทช.ไม่ใช่แค่เป็น regulator แต่ควรเป็นตัว Drive ประเทศไทยด้วย
- Independence ไทยอยู่กลุ่มเดียวกับ UK, เยอรมัน อย่างเช่น Bank ชาติ ต้องทำอย่างไรไม่ให้แทรกแซงได้
- Transparency
Challenge #2 เรื่อง Free & Fair Trade
- วัตถุประสงค์ต่างกันหมดเลย
- จุดพอดีของ กสทช.อยู่ตรงไหน
- กสทช. มีเรื่องอะไรที่ Free กับ Fair อยู่
- องค์กรที่ไม่มีธรรมาภิบาลจะไม่มี Guideline ขึ้นอยู่กับดุลพินิจไปเรื่อง ๆ และไม่มีจุดยืน เราจะทำอย่างไรให้เอกชน Free & Fair ด้วย
- จุดยืนบางเรื่องต้องคิดมาให้เรียบร้อยคือ เช่นต้องการ Protect ผู้ใช้
- ให้ลองสรุปสั้น ๆ
Challenge #3 เรื่อง Priority
- ตัวอย่าง Keywords ที่อยู่ในแผนแม่บทของ Ofcom คือ Public Service, Channel, funding, Content, BBC, Television UK, Broadcast
- ปี 2004-2005 มี Programming ,PSB ,channel , audiences, programmes,Digital,
- Social Responsibility มีอะไรบ้าง กสทช. จะ Outrich และ Responsibility กับสังคมอย่างไร เช่น Education , Learning , Skill ,Digital
- ให้บอกว่า Priority ในอนาคตต้องทำอะไรอีก
Challenge #4 เรื่อง Cyber/Digital Risk
- เช่นการ Blog สัญญาณเมื่อคลื่นหนึ่งแรงกว่า
- Digital Risk Insurance ในอนาคต
- Responsibility & Line Ability (จิตสำนึกให้มี Responsibility)
- สิ่งที่เป็นปัญหาคือ เราจะ Assurance อย่างไร
- Dependence & Sensitivity
Workshop
Workshop เรื่อง Convengence
- เป็นเรื่องนโยบายของประเทศที่ท้าทายมาก
- เป็นนโยบายของประเทศไทยที่ผิดพลาด
- กฎหมายไปบังคับให้มีผู้เชี่ยวชาญคือ กสช. และกสทช. ทำให้ใบอนุญาตออกมายากมากขึ้น
- ถ้าแผนแม่บทเขียนรวมกัน 2 อันจะจบ
- อาจสร้างแผน convergence ร่วมทำตรงนี้โดยเฉพาะ ไม่ต้องแยกเป็น กสช. กสทช.
- ถ้าแก้กฎหมายจริงได้ ก็ทำให้ง่ายขึ้น แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องทำเป็นวงจร แก้เป็นขั้นตอน ๆ ว่าจะทำอย่างไรบ้างให้เชื่อมโยงกัน
- การตอบโจทย์ให้คนเข้าใช้บริการทั่วถึง โดยไม่คำนึงถึงระหว่างทาง บางครั้งต้องใช้เวลา และความพร้อมของภาคส่วนด้วย
ดร. พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล
- ให้ลองคิดถึงรูปแบบในอนาคตคืออะไร
- การแบ่งงานไปทำ สิ่งที่ขาดจริง ๆ คือการไขว้กัน ไขว้แบบไม่หลงตามแบบเดิม และ Regulate เป็น Hybrid
Workshop เรื่อง Free & Fair
- เรื่อง Operator การให้ใบอนุญาต
- ใ
ช่วงที่ 1 วันเสาร์ที่ 3 ภาพลักษณ์และการสื่อสารของผู้บริหาร ดร.พจน์ฯได้ให้ข้อคิดตลอดเวลาในการฟัง การสื่อสารที่ดีที่สุด คือ การสื่อสารสองทาง เราต้องปรับการสื่อสารให้ตรงกับระดับของผู้เกี่ยวข้อง เข้าถึงข้อมูลที่แท้จริง ถึงแม้ว่า ประเด็นที่เผชิญ คำตอบในการแก้ไขอาจไม่ใช่ก็ได้ และในการส่งข้อความสำคัญ (Key Message) ที่ต้องการให้บรรลุผล ควรให้ชัดน้อยไม่เกลี่อน โดนหรือรับรู้โดยอีกฝ่าย สำหรับประเทศไทย(Thailand Only)Relation build Connection ที่ต้องสร้างให้เกิดความร่วมกัน เพื่อที่เกิดการสื่อสารสำเร็จ การสื่อสารที่ควรมีครบในองค์กร เพื่อภาพลักษณ์องค์กร เช่น การสื่อสารปกติ การสื่อสารท่ามกลางสภาพแข่งขัน การสื่อสารในภาวะวิกฤติ หนทางสื่อสารที่บรรลุได้ ไม่ใช่เพียงแค่ ทำตามภารกิจ แต่ควรทำผ่าน สังคม ผ่านสื่อสารมวลชน และเข้าถึง Life Style ของผู้ที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งต้องตั้งคำถามว่า เรารู้จักเขาเหล่านี้แค่ไหน มีความสัมพันธ์อย่างไร จะดูแลความต้องการอย่างไร รับฟังความต้องการเพื่อวิเคราะห์และสนอง ซึ่งการบริหารสัมพันธ์นั้น ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ใช่ฝ่ายกลยุทธ์ ไม่ใช่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ แต่ต้องเป็นทุกฝ่าย ทุกผู้บริหารที่ไปในทิศทางเดียวกัน
คำถามง่ายๆเกิดในหัว”อยากให้คนทั้งโลก เห็น กสทช. เป็นยังไง” วิ่งคำตอบแต่ละภาพที่อาจารย์พจน์ฯได้ยกตัวอย่างองค์กรฯอื่นเทียบเคียง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตลักษณ์ Key Message การปลูกฝังและสร้างความเข้าใจกับพนักงานรู้จักProductsและServicesของ กสทช. (นึกอยากไม่แค่เปิดให้ความรู้เทคนิคต่างๆกับประชาชนที่ทำอยู่เท่านั้น อยากเปิดให้ความรู้ต่างๆกับเพื่อนพนักงานด้วยกัน) คิดถึงเรื่องวิกฤติน้ำท่วมที่ได้รับมอบหมายให้สนับสนุนช่วยประชาชนว่า กระบวนการที่เกิดเฉพาะหน้าตอนนั้น ถ้ามีการเตรียมพร้อมกว่านี้จะทำได้ดีกว่าอีกหลายเท่า และตอนนี้ถ้าให้ทำอีก ก็จะใช้เวลาที่น้อยกว่าเดิมนึกถึงเดินเข้าไปท่ามกลางประชาชนที่มาขออนุญาต รอแถว แล้วขอไปตรวจเอกสารทุกท่านก่อน ไปนั่งข้างๆช่วยเขากรอก สร้างความร่วมมือกลุ่มคนมากในการช่วยเหลือกันเพื่อลดเวลาที่เจ้าหน้าที่บริการต่อคน(ทำให้เร็วขึ้น) นึกถึงไปนั่งฟังพวกลุงป้าวิทยุชุมชนพูดถึงงานของตน พูดถึงเครื่องของตน พูดถึงค่าใช้จ่าย ที่กลับมาเป็นประโยชน์องค์ความรู้ที่เข้าใจมุมมองด้านเทคนิคเครื่องส่ง การเข้าตรวจสอบ และเท่าทันปัญหาอย่างไรในการแก้ไขนึก ถึงการจัดประชุมซักซ้อมความเข้าใจเทคนิคกับผู้ประกอบการต่างๆที่รับฟังปัญหา และหาทางแก้ไขหรือยกระดับปัญหาและข้อมูลแก่ผู้บริหารท่านอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือประสานข้อมูลเพื่อมาชี้แจงหรือเชิญมาชี้แจง เพื่อการขับเคลื่อน ซึ่งจะเกิดประเด็นท้าทายตลอดเวลา
ในช่วงท้ายของการให้ความรู้ ได้มีการทำ Workshop ซึ่งรับฟังความคิดของเพื่อนๆผู้บริหาร มีทั้ง Key Message ที่ตรงกัน และที่ต่างกันที่น่าสนใจ สะท้อนเห็นความหนึ่งเดียวในสำนักงาน กสทช. ซึ่งหากกลุ่มงานด้านกลยุทธ์ขยับนำไปขยายให้เป็นประโยชน์ จะมีคุณค่าต่อการทำงานมาก
นอกจากนี้ ยังได้เฉลยBrand Image คือ อยากให้เขาจำอะไร Business Image คือ จะทำอย่างไร แตกต่างอย่างไร Corporate Image คือ กสทช.มีอะไร มีเท่ามาตรฐาน เหนือกว่าหรือแตกต่าง รู้เข้าใจกระบวนการที่ทำ และอื่นๆในแต่ละมิติที่ทำให้เกิดการจดจำ
ด้วยคำถามในใจและสิ่งที่ ดร.พจน์ ได้ส่งสารเทียบเคียงออกมา ก็ได้ยกไมค์ถามตรงๆ ว่า ขอสารเดิม เพียงแต่ไม่ต้องเปรียบเทียบเลย จะได้ตรงภาพประเด็น ก็ได้สารสื่อกลับมาอย่างนุ่มนวลว่า หมวกที่ส่งสารในวันนี้เป็นวิทยากร ไม่ใช่ ที่ปรึกษา และยังไม่รู้ว่า องค์กร กสทช. เป็นอย่างไร ผมก็ขออนุญาตเชื่ออย่างซื่อๆครับ (ไม่เชื่อว่าวิทยากรไม่รู้..เพียงแค่ไม่เฉลย)
สิ่งที่ได้จากการส่งสารของ ดร.พจน์ฯ มีหลายส่วนได้ทำให้ผมมั่นใจว่า บทบาทของผู้บริหารมีความสำคัญต่อภาพลักษณ์ขององค์กร หลายสิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่ตามหน้าที่ แต่เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความสงบของสังคม ที่ทำให้สามารถทำหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้นทางอ้อม และไม่ว่าในเรื่องใด ควรวิเคราะห์การสื่อสารทั้งสามสถานะเพื่อความพร้อมในการสร้างภาพลักษณ์องค์กร
ช่วงที่สอง วิเคราะห์ประเด็นท้าทายสำหรับสำนักงาน กสทช. (วัฒนธรรมองค์กร/การสร้างมูลค่าเพิ่มให้องค์กรและลูกค้า และ Stakeholders)โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล เป็นช่วงที่กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเอดินารีนได้เป็นอย่างนี้ มีเส้นบางๆระหว่างการท้าทายกับการดูถูกหน่วยงายน ซึ่งวิทยากรจะฉิวเฉียดข้ามเส้นนี้อยู่บ่อยๆ และยอมรับวิทยากรในสาสน์ที่ได้สะท้อนให้เห็นในมิติผู้บริหารระดับประเทศ หรือ ผู้ที่มีส่วนบริหารประเทศได้เริ่มต้นรู้จัก กสทช.ผ่านเพียงเอกสาร และเทียบกับองค์กรระดับโลกเช่น ofcom แล้วอาจด่วนตัดสินใจ โชคดีที่ได้วิทยากรไม่ได้ด่วนตัดสินใจ แต่สะท้อนในระดับที่ถ้าขยับไประดับนั้น เห็นจากภายนอก เห็นอะไรใน กสทช. ซึ่งโดนใจตัวผมโดยตรงที่ช่วงแรก ผมมีคำถามว่า “อยากให้คนทั้งโลก เห็น กสทช. เป็นยังไง” นี่ไง หนึ่งคนที่ให้คำตอบ แถมมีกรอบท้าทายที่เป็นระบบหลักเกณฑ์ทางวิชาการ ในสี่เรื่อง คือ 1.Convergence 2.Free&Fair 3.Priority 4.Cyber/Digital Risk ซึ่งได้เปิดโอกาศให้ผู้บริหารที่เข้ารับการอบรมได้สื่อสารออกมา ได้ชี้แจงในสิ่งเหล่านี้ และได้สะท้อนจุดอ่อนจุดแข็งที่ต้องเติมเต็มในองค์กร สิ่งที่ดีที่สุดในกลุ่มผู้บริหารสำนักงาน กสทช. คือ เราได้พยายามทำและได้ทำโดยคิดอย่างรอบคอบแล้ว แม้จะแบ่งเป็นสองส่วน คือ ภาคโทรคม และ ภาคกระจายเสียงก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ไม่เข้าใจในบทบาทที่เป็นกรอบท้าทายทั้งสี่ และหลายสิ่งได้เดินหน้าด้วยประสบการณ์และศึกษากรณีจากประเทศต่างๆมาปรับให้เข้ากับประเทศไทย ทั้งที่เป็นปัญหาสะสม การเปลี่ยนแปลงหลอมรวมทางเทคโนโลยี และมีการพยายามจัดทุกอย่างให้เข้าสู่ระบบที่เป็นวิถีที่ท้ายสุดเป็นการกำกับแบบไม่กำกับ
ในกลุ่มงานผม ได้มอบหมายให้นำเสนอในเรื่อง Priority ซึ่งสรุปได้ 3 ข้อ คือ ลำดับแรก การจัดทำแผนความถี่ (เป็นเรื่องแก้ไขอดีต) ลำดับสอง คือ การมุ่งสู่ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Consumer Centric)(เป็นเรื่องปัจจุบัน) และลำดับสุดท้าย คือ การให้กฎหมายมีผลบังคับใช้(เป็นเรื่องอนาคต) ที่มุ่งสู่เป้าหมายสุดท้าย คือ ความสงบสุขของสังคม (ซึ่งวิทยากรได้ท้าทายว่าเพื่อตนเองหรือไม่ ซึ่งก็ยืนยันด้วยเกียรติว่า ตลอดมาได้มุ่งมั่นในเรื่องนี้มาโดยตลอด)
สุดท้าย ผมได้ขออภัยวิทยากรในหลายส่วนที่ไม่เห็นด้วย แต่ก็เป็นเรื่องการถกเถียงทางวิชาการ และวิทยากรได้ใจกว้างน้อมรับ และได้สะท้อนหลายปัญหาให้เห็น ตราบใดเป้าหมายสุดท้ายยังไม่สำเร็จ ย่อมเห็นการแทรกแทรงและอาจถูกดูถูกในงานที่ทำจากภายนอกได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเสียงสะท้อน ที่ได้กล่าวไว้ว่า อยากได้ยินอย่างไร (ได้เต็มๆ)
กราบเรียน ทีมงาน อาจารย์จีระฯ
เนื่องจากเนื้อหาที่สรุปในช่วงต่างๆ มีความยาวมาก ทำให้เมื่อนำมาลงในblogนี้ ส่วนท้ายๆของเนื้อหา มักจะขาดหายไป อยากให้มีการตรวจทวนทุกครั้งที่ post หากขาดท่อนท้ายจากช่วงใด ขอความกรุณาปะต่อในการpostถัดมา เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์และความต่อเนื่องของเนื้อหาที่ท่านได้สละเวลาบันทึกเพื่อแบ่งปันชาวblog และให้เพื่อนๆผู้บริหารได้ทบทวน เป็นวิทยาทาน
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
ในสองวันที่ได้เรียนรู้จากหลักสูตรนี้เป็นการกระตุ้นให้ประเมินตนเองและระบบขององค์กรใหม่ว่า สิ่งที่เราทำและสิ่งที่เราคิดเป็นไปตามทฤษฎีที่อาจารย์พูดหรือไม่ เราได้เดินตามหรือทำสิ่งที่สอดคล้องกับทฤษฎีหรือไม่ คิดต่อไปว่ากรณีไม่สอดคล้องมีเหตุผลใดหรือไม่ที่เราถึงไม่ทำ มีปัจจัยใดหรือไม่ที่จะขับเคลื่อนได้ เป้าหมายสุดท้ายของผู้เข้ารับการอบรมคงเหมือนกันคือต้องการให้สำนักงาน กสทช. มีระบบการบริหารจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพและเป็นองค์กรชั้นนำในอาเซียน
ในเรื่องการพัฒนาบุคลากรและการเป็นผู้นำ เป็นประเด็นสำคัญขององค์กรที่ต้องพิจารณาว่าจะมีการพัฒนาคนในองค์กรอย่างไร ให้เป็นพนักงานที่มีประสิทธิภาพ เป็นผู้บริหารที่ดีจนกระทั่งกลายเป็นผู้นำขององค์กรอย่างเป็นระบบ
เรื่อง ผู้นำและทีมงาน และเรื่อง Managing Self Performance เป็นการแนะนำให้ผู้บริหารหันกลับมามองและประเมินผลตนเองเพื่อปรับปรุงตนเองในการทำงานและดำเนินชีวิต เพราะโดยทั่วไปคนเรามักจะมองคนอื่นและตัดสินจากค่านิมและข้อมูลที่เรามีอยู่หรือทึกทักเอาเอง แต่ขาดเครื่องมือที่ช่วยในการประเมินตนเองที่มีประสิทธิภาพเนื่องจากเวลาอาจารย์แต่ละท่านน้อยไปหน่อย เรียนวันแรกเหนื่อยเลย กลับดึกลูกน้องบ่นบนเฟสบุ๊กเอามาเป็นการประเมิน 360 องศาได้ไหมนี๊
สำหรับวันที่สองวันเสาร์เริ่มต้นด้วยเรื่องภาพลักษณ์และการสื่อสารของผู้บริหาร ฟังดูง่ายเข้าใจ แต่ทำได้ยากและสับสนเสมอเมื่อภัยจากม๊อบมา วิ่งกันอลหม่านตลอด แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดีตลอดแสดงว่าทำถูกหลักการและบรรลุเป้าหมาย แต่แบนด์เป็นเรื่องท้าทาย อยากเห็นหน้าตาเหมือนกัน
เรื่องสนุกสุดท้ายคือความท้าทายของสำนักงาน กสทช. ทำให้เข้าใจว่าคนนอกองค์กรมอง กสทช. และสำนักงาน กสทช. ผิดเยอะมาก สงสัยต้องร่มแรงร่วมใจแก้ไขเรื่องนี้ ในหลายเรื่องต้องให้สื่อสารองค์กรช่วย คงไม่ต้องใส่ในแผนแม่บท การบ้านต้องทำอีกเยอะกับผู้บริโภคคนไทย
องค์ความรู้ที่ได้รับ ศ. ๒ ส.ค.๕๖
-ลักษณะของผู้นำ ภาวะของผู้นำ การเทียบเคียงภาพรวมระดับต่างประเทศ ระดับประเทศ และองค์กกรหน่วยงานกำกับดูแลฯของไทย จากอดีตถึงปัจจุบัน รวมถึงความคาดหวังลักษณะผู้นำและภาวะผู้นำแบบใดที่เหมาะกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ในมุมมองเห็นว่าคุณสมบัติในทุกลักษณะต่างสามารถเป็นผู้นำได้ทั้งสิ้น ปัจจัยหนึ่งยังคงขึ้นกับสภาพแวดล้อม norm ในสังคมนั้นด้วยว่าต้องการผู้นำจริงๆ หรือต้องการผู้นำไว้ไว้เชิดได้เท่านั้น แต่เมื่อได้เป็นผู้นำแล้วมีภาวะความเป็นผู้นำหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ผู้นำควรที่กล้าตัดสินใจ ทันต่อการณ์เปลี่ยนแปลง มีความรอบรู้ กว้างขวาง มีคุณธรรม จริยธรรม มีทักษะจูงใจคน เป็นแบบอย่างที่เหมาะสม ฯลฯ
-การผสานนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ อย่างหนึ่งที่จะก้าวไปยังจุดนั้นได้ ซึ่งหมายถึงการทำงานอย่างเป็นทีม ทั้งในกลุ่มคนขนาดเล็ก จนถึงในระดับองค์กร ที่ต้องความเข้าใจในเป้าหมาย เป้าประสงค์ วัตถุประสงค์ วีธีดำเนินงาน ผลสำเร็จที่ได้รับ ผลกระทบที่อาจต้องปัญหา หรือการทำงานใหม่ๆ ให้องค์การมีความก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป อย่างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงการส่งต่อภารกิจระหว่างกัน (การได้มาซึ่งองค์ความรู้ไม่ได้เป็นเรื่องยาก ความยากอยู่ที่ความสามารถของผู้นำ และทีม ในการปฏิบัติได้จริง)
-สมรรถนะขีดความสามารถที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้องค์กรได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด ควรเป็นการดึง การสร้าง การให้โอกาส แก่บุคคลได้แสดงเรื่องดังกล่าวออกมาอย่างไม่มีอคติ และในทางขนานการปรับพฤติกรรมการทำงานของคนควรได้รับการใส่ใจอย่างจริงจังควบคู่ไปด้วย การเพิ่มองค์ความรู้ในเรื่องนี้ได้รับประโยชน์มากเพราะช่วยให้ทราบว่ายังขาดอะไรบ้างที่ผู้นำควรเข้าใจและนำไปปฏิบัติทั้งต่อตนเองและทีมงาน
องค์ความรู้ที่ได้รับ ส. ที่ ๓ ส.ค.๕๖
-ภาพลักษณ์ (ผลิตภัณฑ์ และองค์กร) ได้รับรู้ทฤษฎีเพิ่มมากขึ้น ได้เข้าใจมากขึ้นว่า ทั้งจุดแข็ง จุดอ่อนของบุคคล และองค์กร รวมถึงโอกาส อุปสรรคจากภายนอก การเกิดวิกฤติใดๆ หรือการสร้างประเด็น (มักเป็นเรื่องลบ) สามารถย้อนกลับนำมาประยุกต์เพื่อสร้างเป็นภาพลักษณ์ได้้ทั้งสิ้น การพิจารณาเลือกสรรผู้ที่ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ (หรือโฆษกองค์กร) ที่เหมาะสมควรจะเป็น การเลือกช่องทางสื่อสารทั้งต่อบุคคลภายใน และภายนอก เสมือนทำการตลาดให้องค์กรนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง และขยายฐานผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงองค์กร ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง เรารู้จักสินค้าที่เรามีอย่างถ่องแท้หรือเปล่า ในหัวข้อนี้ควรที่องค์กรของเราจะจ้างนักการตลาดมืออาชีพมาจัดการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมก่อน อย่างไรก็ตาม มันคงเป็นเรื่องยากที่ทำเช่นนั้น แต่ในทางกลับกันหากผู้นำและทีมงาน มีระบบความคิด มีความเข้าใจภารกิจ และระบบการทำงาน แบบการตลาด การนำภารกิจหลักที่อยู่ในความรับผิดชอบมาสร้างให้เกิดมูลค่าทางการตลาดจากจุดเล็ก หลายๆจุด น่าที่จะทำให้ผู้ที่ยังไม่อาจเข้าถึงได้สามารถเข้าถึงองค์กรได้เพิ่มขึ้น
-การวิเคราะห์ประเด็นความท้าทาย ได้รับประโยชน์มากเพื่อนำไปปรับใช้ในการพิจารณาเรื่องที่ไปในข้างหน้าว่าสิ่งใดผู้นำควรต้องสร้างสรรค์งานใหม่ๆ ไปสู่สาธารณะให้ได้รับประโยชน์จากการที่มีองค์กรนี้
องค์ความรู้ที่ได้รับ ศ. ๒ ส.ค.๕๖
-ลักษณะของผู้นำ ภาวะของผู้นำ การเทียบเคียงภาพรวมระดับต่างประเทศ ระดับประเทศ และองค์กกรหน่วยงานกำกับดูแลฯของไทย จากอดีตถึงปัจจุบัน รวมถึงความคาดหวังลักษณะผู้นำและภาวะผู้นำแบบใดที่เหมาะกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ในมุมมองเห็นว่าคุณสมบัติในทุกลักษณะต่างสามารถเป็นผู้นำได้ทั้งสิ้น ปัจจัยหนึ่งยังคงขึ้นกับสภาพแวดล้อม norm ในสังคมนั้นด้วยว่าต้องการผู้นำจริงๆ หรือต้องการผู้นำไว้ไว้เชิดได้เท่านั้น แต่เมื่อได้เป็นผู้นำแล้วมีภาวะความเป็นผู้นำหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ผู้นำควรที่กล้าตัดสินใจ ทันต่อการณ์เปลี่ยนแปลง มีความรอบรู้ กว้างขวาง มีคุณธรรม จริยธรรม มีทักษะจูงใจคน เป็นแบบอย่างที่เหมาะสม ฯลฯ
-การผสานนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ อย่างหนึ่งที่จะก้าวไปยังจุดนั้นได้ ซึ่งหมายถึงการทำงานอย่างเป็นทีม ทั้งในกลุ่มคนขนาดเล็ก จนถึงในระดับองค์กร ที่ต้องความเข้าใจในเป้าหมาย เป้าประสงค์ วัตถุประสงค์ วีธีดำเนินงาน ผลสำเร็จที่ได้รับ ผลกระทบที่อาจต้องปัญหา หรือการทำงานใหม่ๆ ให้องค์การมีความก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป อย่างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงการส่งต่อภารกิจระหว่างกัน (การได้มาซึ่งองค์ความรู้ไม่ได้เป็นเรื่องยาก ความยากอยู่ที่ความสามารถของผู้นำ และทีม ในการปฏิบัติได้จริง)
-สมรรถนะขีดความสามารถที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้องค์กรได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด ควรเป็นการดึง การสร้าง การให้โอกาส แก่บุคคลได้แสดงเรื่องดังกล่าวออกมาอย่างไม่มีอคติ และในทางขนานการปรับพฤติกรรมการทำงานของคนควรได้รับการใส่ใจอย่างจริงจังควบคู่ไปด้วย การเพิ่มองค์ความรู้ในเรื่องนี้ได้รับประโยชน์มากเพราะช่วยให้ทราบว่ายังขาดอะไรบ้างที่ผู้นำควรเข้าใจและนำไปปฏิบัติทั้งต่อตนเองและทีมงาน
องค์ความรู้ที่ได้รับ ส. ที่ ๓ ส.ค.๕๖
-ภาพลักษณ์ (ผลิตภัณฑ์ และองค์กร) ได้รับรู้ทฤษฎีเพิ่มมากขึ้น ได้เข้าใจมากขึ้นว่า ทั้งจุดแข็ง จุดอ่อนของบุคคล และองค์กร รวมถึงโอกาส อุปสรรคจากภายนอก การเกิดวิกฤติใดๆ หรือการสร้างประเด็น (มักเป็นเรื่องลบ) สามารถย้อนกลับนำมาประยุกต์เพื่อสร้างเป็นภาพลักษณ์ได้้ทั้งสิ้น การพิจารณาเลือกสรรผู้ที่ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ (หรือโฆษกองค์กร) ที่เหมาะสมควรจะเป็น การเลือกช่องทางสื่อสารทั้งต่อบุคคลภายใน และภายนอก เสมือนทำการตลาดให้องค์กรนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง และขยายฐานผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงองค์กร ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง เรารู้จักสินค้าที่เรามีอย่างถ่องแท้หรือเปล่า ในหัวข้อนี้ควรที่องค์กรของเราจะจ้างนักการตลาดมืออาชีพมาจัดการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมก่อน อย่างไรก็ตาม มันคงเป็นเรื่องยากที่ทำเช่นนั้น แต่ในทางกลับกันหากผู้นำและทีมงาน มีระบบความคิด มีความเข้าใจภารกิจ และระบบการทำงาน แบบการตลาด การนำภารกิจหลักที่อยู่ในความรับผิดชอบมาสร้างให้เกิดมูลค่าทางการตลาดจากจุดเล็ก หลายๆจุด น่าที่จะทำให้ผู้ที่ยังไม่อาจเข้าถึงได้สามารถเข้าถึงองค์กรได้เพิ่มขึ้น
-การวิเคราะห์ประเด็นความท้าทาย ได้รับประโยชน์มากเพื่อนำไปปรับใช้ในการพิจารณาเรื่องที่ไปในข้างหน้าว่าสิ่งใดผู้นำควรต้องสร้างสรรค์งานใหม่ๆ ไปสู่สาธารณะให้ได้รับประโยชน์จากการที่มีองค์กรนี้