การให้อภัยจึงไม่ใช่เป็นแค่ software ง่ายๆ ไม่ใช่เป็นการที่ bunch ของคนที่เล่นคำ เล่นพวก โยนลงมาใส่ใครๆ เหมือนโยนกระดูกให้สัตว์เลี้ยง แต่เป็นเรื่องของการ "ดูแลผู้คน อันเป็นสัตว์ประเสริฐ"

อภัยทาน


คำว่า "ภัย" มาจาก "ภย" แปลว่า "กลัว หรือ ทำให้กลัว" ดังนั้นอภัยก็อาจจะแปลว่า "ไม่กลัว หรือ ทำให้ไม่กลัว"

รากศัพท์ที่มาของคำๆนี้น่าสนใจที่จะใคร่ครวญมากทีเดียว เพราะสามารถใช้เป็นความหมายเพื่อชี้นำการกระทำ พฤติกรรม ยุทธศาสตร์ กระบวนการต่างๆ ให้ได้ตลอดรอดฝั่ง และในทางตรงกันข้าม ถ้าหากเราจะเอามาใช้ โดยไม่ได้อาศัยความหมายที่แท้จริงของมัน ก็จะเกิดการบิดเบี้ยว เถลือกไถล จนกระทั่งเบี่ยงเบนไปจากความหมายเดิม เป้าหมายเดิม วิสัยทัศน์เดิม แล้วก็ได้อะไรก็ไม่ทราบขึ้นมาแทน

การจะให้อภัยนั้น เริ่มต้นจากการ "มีภัย" ขึ้นมาก่อน บริบทที่เกิดภัยนั้น ทั้งตัวบริบทเอง และผลของเหตุการณ์นั้นๆ ทำให้เกิดสิ่งไม่พึงประสงค์ขึ้นมาคือ "ความหวาดกลัว" อันเป็นอารมณ์พื้นฐานที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ ความกลัวเป็นอารมณ์ที่สำคัญมาก เมื่อมนุษย์มีความกลัว เราก็จะพยายามหลีกลี้หนีห่างจากสิ่งที่ทำให้เรากลัว เพราะความกลัวมีแล้วอยู่ยาก ไม่มีความสุข ความกลัวมีประโยชน์คือมนุษย์จะสร้างสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความกลัวน้อยลง หรือไม่เกิดความกลัวเลย เราก็จะพยายามอยู่ห่างจากภยันอันตรายต่างๆที่มักจะเป็นต้นเหตุ อยู่ห่างจากเหตุการณ์ต่างๆอันเป็นต้นเหตุ อยู่ห่างจากบริบทต่างๆอันเป็นต้นเหตุ

เพื่อการอยู่รอด เป็นปฐม เพื่อการอยู่อย่างมีความสุขเป็นปริโยสาน

เมื่อมนุษย์มีความสุข และเริ่มติดพันกับความสุข เราก็จะไม่อยากสูญเสียความสุขนั้นไป เราก็เกิดความกลัวรูปแบบใหม่ขึ้นมา นอกเหนือจากกลัวตาย กลัวทุกข์ ก็เพิ่มกลัวการสูญเสียความสุข ความสบาย ความมั่นคง ความปลอดภัย กลัวการสูญเสียความฝัน กลัวการสูญเสียความหมายของชีวิต

"ภัย" จึงมีความหมายกว้าง และในการที่จะ "ไม่กลัว" หรือ "อภัย" นั้น ก็เลยกว้างไปด้วย การจะทำ "อภัยทาน" หรือ "ให้อภัย" นั้น เป็นกระบวนการที่ลึกซึ้ง และมีความคาดหวังผลสูงมาก เพราะเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน มนุษย์เป็นสัตว์ชั้นสูงที่มีความคิด อารมณ์ ซับซ้อน ไม่ได้อยู่เพียงเพื่อการอยู่รอดปลอดภัย (Maslow level 1-2) แต่ต้องการอยู่อย่างดี มีความสุข และมีชีวิตที่มีความหมายด้วย การจะทำให้เกิด "อภัยทาน" ขึ้นมาจริงๆนั้น จะต้องเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและลึกซึ้งพอๆกัน

การให้อภัยจึงไม่ใช่เป็นแค่ software ง่ายๆ ไม่ใช่เป็นการที่ bunch ของคนที่เล่นคำ เล่นพวก โยนลงมาใส่ใครๆ เหมือนโยนกระดูกให้สัตว์เลี้ยง แต่เป็นเรื่องของการ "ดูแลผู้คน อันเป็นสัตว์ประเสริฐ"

อภัย จะมีองค์ประกอบหลายประการ

  • ที่มาของความกลัว
  • สถานะของความกลัว
  • การจัดการกับความกลัว
  • การตั้งความหมายใหม่ให้กับชีวิต

ที่มาของความกลัว

ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจาก "เหตุ" การไม่สนใจเหตุนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวหลายประการ ว่าตั้งแต่อาจจะเกิดซ้ำใหม่ ไม่เกิดการเรียนรู้เติบโตจากประสบการณ์ และจะทำให้การแก้ไขไม่ตรงกับปัญหา ปัญหายังคงอยู่ และสามารถลุกลามหรือเรื้อรังต่อไป

การให้อภัยโดยทำเป็นไม่พูดถึงความผิดพลาดในอดีต เป็นการแสดงได้ชัดเจนว่า "ความกลัว" นั้นยังคงอยู่ และมากถึงขนาดไม่กล้าที่จะพูดถึงมัน คำพูดบ่อยๆเช่น "อย่าไปรื้อฟื้น" "อย่าไปฟื้นฝอยหาตะเข็บ" "เรื่องมันแล้วไปแล้ว" เป็น mentality ที่ต้องการกวาด "สาเหตุ" ไปไว้ใต้พรม ให้พออยู่ได้ ณ ขณะนี้ เราก็อาจจะพออยู่ได้ "ณ ขณะนีั" จริงๆ แต่อยู่บนพรมที่เต็มไปด้วยพิษ ด้วยภัย ด้วยความหวาดระแวง

จะจัดการที่มาของความกลัว ไม่จำเป็นต้องทำด้วยความรุนแรง แตกหัก แต่ต้องเป็นการเริ่มต้นด้วย "เราสามารถที่จะพูดถึงมันได้" เสียก่อน เมื่อเราพูดถึงเรื่องนี้ได้ แล้วก๋็เริ่มฟังเรื่องเดียวกันในมุมมองของคนอื่นๆได้ ฟังอย่างห้อยแขวน ฟังเพื่อเพิ่มมิติการมอง ถ้าไม่สามารถจะเริ่มตรงนี้ได้ ก็การันตีการเกิดหนองปะทุขึ้นมาในภายหลัง หลังจากยาชาที่ชะโลมลงไปหมดฤทธิ์ลง

สถานะของความกลัว

การจะมาคุยกันเรื่องอภัย ต้องเริ่มต้นจากการสามารถมองไปที่ที่เรากลัวได้อย่างเต็มตา เราจึงจะเติบโตจากจุดนั้นขึ้นมาได้ สถานะของความกลัวใครๆก็ไม่อยากจะอยู่ แต่ในเมื่อมันมีจริง เกิดขึ้นจริง การเสแสร้งว่าไม่มี การหลีกหนีว่าไม่รู้สึก จะทำให้ "set ความจริง"​ ของเราบกพร่อง เรามองไม่เห็นจุดจี๊ดของตัวเราเอง และเราก็จะไม่เห็นจุดจี๊ดของคนอื่นไปด้วย การจะมาประนีประนอมกันโดยแต่ละฝ่ายไม่ยอมมองไปที่ความกลัวของตนเอง และของผู้อื่น ก็จะเป็นเพียงผิวเผิน เป็นเพียงเป็นพิธีกรรมที่ไร้รากฐาน ไร้ความหมาย และในที่สุดก็ไร้ประโยชน์

ประการสำคัญคือ "ความกลัว" เป็นอารมณ์ความรู้สึก ไม่ใช่ความคิด ดังนั้นเราจะแค่ "หยุดกลัว" เหมือนอย่าง​ "หยุดคิด" ไม้ได้ซะทีเดียว การใช้เหตุใช้ผลมาบรรเทาความกลัว ก็จะใช้ได้ต่อเมื่อคนที่กำลังกลัวนั้น "กลัวน้อยลงจนกลับมาอยู่ mode เหตุผล" ได้แล้ว แต่ในขณะที่กำลังมีความกลัวมาจับแน่นอยู่ เราจะฟังเหตุผลได้น้อยลง หรือไม่ฟังเลย จะว่าไปเราก็เห็นตัวอย่างมากมายในสังคมที่อยู่ใน mode อารมณ์ ซึ่งชัดเจนว่าไม่มีใครพร้อมที่จะฟังเหตุผลกัน คนเราอยู่ mode ไหนก็อาจจะต้องใช้การเยียวยาให้ตรงกับ mode นั้นๆเสียก่อน เรื่องนี้ถ้าเราไม่ยอมเข้าไปใน mode ความกลัวของเราเองแล้ว เอาแต่คิดไป จินตนาการไป ก็คงจะเชื่อยาก และเมื่อไม่เชื่อ ก็จะไม่ทำ จบข่าว

การจัดการกับความกลัว

ประเด็นนี้ต่อเนื่องกับเรื่องที่แล้ว คือ "ต้องเห็นความกลัว" ก่อน เราถึงจะไปจัดการอะไรกับมันได้ และหากเราไม่ได้ตระหนักเรื่องนี้เลย ก็แน่นอนว่าในขั้นตอน พิธีกรรม หรือกระบวนการ ยุทธศาสตร์ ฯลฯ ที่เราจะใช้ จะไม่มีอะไรมาจัดการกับความกลัวเลย สุดท้ายไอ้ที่ทำๆไป มันจะลบล้างความกลัว (หรือ "อภัย") ได้อย่างไร ก็สุดจะจินตนาการ

อันดับแรก ความกลัวไม่ใช่สิ่งที่น่าขยะแขยง และโดยตัวมันเอง "ไม่อันตราย" เสียด้วยซ้ำ ก็แค่ความรู้สึกชนิดหนึ่ง เหมือนกับอารมณ์ทุกชนิด ที่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อ events ภายในหรือภายนอกร่างกาย และทำให้เราทำอะไรบางอย่างกับมัน การ "ปฏิเสธ" อารมณ์ เป็นจุดเริ่มต้นของการที่เราจะ "ไม่" จัดการกับอารมณ์ ซึ่งตรงนี้ต่างหากที่อันตรายมาก เพราะอารมณ์เติบโตได้ และเพิ่มพลังของตัวมันเองได้ และอาจจะทำให้เราทำ หรือไม่กระทำ อะไรที่ควรจะทำไปได้ด้วย

การ "มีสติ" เห็นอารมณ์ ทำความรู้จักอารมณ์ และอยู่กับอารมณ์ได้ จะเป็นขั้นตอนการดูแลอารมณ์ที่สำคัญและทรงประสิทธิภาพมากที่สุด ทันทีที่เรา "เห็น" ว่าเรากำลังโกรธ กำลังเศร้า กำลังดีใจ ฯลฯ การเห็นนั้นจะทำให้ความพลุ่งพล่านรุนแรงของอารมณ์นั้นๆลดไปแล้วกว่าครึ่ง

การตั้งความหมายใหม่ให้แก่ชีวิต

เมื่อเราจัดการกับอารมณ์ได้ ในที่สุด เราก้จะมีพื้นที่ที่จะรับเหตุ รับผล และรับฟังสิ่งใหม่ๆ ความหมายใหม่ๆ จากแหล่งพลังงานรอบๆตัวเรา มองเห็นความรัก ความดี ความงามของรอบๆตัวเรา ไม่ได้มีแต่เรื่องสิ่งที่น่าหวาดกลัวเท่านั้น เราสามารถที่จะให้ความหมายอดีต ความหมายปัจจุบัน และความหมายอนาคต ในรูปแบบที่มีทางออก มีทางแก้ และดำเนินชีวิตต่อไปได้โดยปราศจากความกลัว หรือกลัวน้อยลง

คือเกิด "อภัยทาน" ขึ้นอย่างสมบูรณ์

การให้อภัย หรือการนิรโทษอะไรก็ดี หากไม่ได้ทำครบตามกระบวนการดังกล่าวแล้ว ผลที่สุด หากยังเหลือ "ความกลัว" อยู่ในสังคม อยู่ในผู้คน ในครอบครัว ที่มีการสูญเสีย ผู้กระทำผิดยังไม่สำนึก ไม่ได้รับผลแห่งการกระทำ แม้ว่าอาจจะมีสันติเกิดขึ้น แต่ก็จะเป็นอะไรที่เป็นชั่วคราว เพราะสาเหตุ พยาธิที่เกิด พยาธิสรีระที่ทำให้เกิด ไม่ได้มีการเยียวยาจัดการอย่างแท้จริง