หลักธรรมนำสันติสุข

การเป็นบุุคคลที่เป็นแบบอย่างในกลุ่มชน ด้านศีลธรรม ซึ่งเรียกตนเองว่าสมณะบ้าง พราหมณ์บ้าง ภิกษุบ้างนั้น จัดว่าเป็นผู้มีบทบาทต่อสังคมเป็นอย่างมาก ถ้าบุคคลเหล่านี้มุ่งแต่จะประกาศวาทะของตนเองว่าถูกต้อง แต่ในขณะเดียวกัน ก็กล่าวข่มผู้อื่น ว่ามีปฏิปทาหรือมีวาทะที่ผิด นั่นคือสาเหตุความแตกสามัคคีทำให้สังคมเกิดความร้าวฉาน การที่จะขจัดเหตุแห่งความร้าวฉานอันเกิดจากการวิวาทกัน เพราะวาทะนี้ ท่านเหล่านี้ต้องละความหยิ่ง ละทิฏฐิ มานะ และพยายามเสริมสร้างความเสมอภาคในด้านความคิดเห็นและความประพฤติให้เท่าเทียมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังธรรมภาษิตที่ว่า

"สะกัญหิ ธัมมัง ปะริปุณณะมาหุ อัญญันนะ ธัมมัง ปะนะ หีนะมาหุ เอวัมปิ วิคคัยหะ วิวาทะยันติ สะกัง สะกัง สัมมะติมาหุ สัจจันติ"

สมณพราหมณ์บางเหล่า ย่อมกล่าวธรรมของตนว่าบริบูรณ์ แต่กล่าวธรรมของผู้อื่นว่าเลว กล่าวสมมติของตนว่าเป็นจริง เขาย่อมทะเลาะวิวาทกันแม้ด้วยเหตุนั้น

เรื่องเหล่านี้ก็มิได้จำกัดอยู่เพียงแค่พระศาสนา แต่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในเชิงความคิดได้ ซึ่งอันที่จริงแล้วพระพุทธเจ้าท่านทรงสอนให้มองเรื่องใกล้ตัว โดยธรรมชาติของมนุษย์เรามักจะมองเรื่องไกลตัวแล้วก็บริภาษถูกใจไม่ถูกใจไปตามกระแสความคิด เรื่องใกล้ตัวที่จะยกเป็นตัวอย่างในแง่ของการยกตนข่มท่านคือ เรื่องครอบครัวหากสามีภรรยาไม่ยกย่องให้เกียรติกัน เอาแต่ความรู้ความสามารถมาอวดอ้างกัน ไม่ทำความเข้าใจ ไม่แก้ปัญหาหรือยอมกันบ้างด้วยเหตุและผลก็ทำให้เกิดความเสียหากทะเลาะวิวาทกันได้ภายในครอบครัว บางครั้งอาจรุนแรงไปถึงขั้นหย่าร้างกัน นั้นเพราะต่างไม่ทำหน้าที่ซึ่งกันแหละกัน  ไม่มีผู้ใดที่ได้ต้องการคำเยินยอ ยกย่อง ฉะนั้นบางเรื่องอาจผ่านได้เราก็ผ่านไป ในข้อนี้มีพุทธภาษิตรับรองไว้ว่า

ชาติถัทโธ ธะนะถัทโธ โคตตะถัทโธ จะ โย นะโร เป็นอาทิ แปลความว่า "นรชนใด หยิ่งเพราะชาติ หยิ่งเพราะทรัพย์ และหยิ่งเพราะโคตร ย่อมดูหมิ่นญาติของตน ข้อนั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม"

แล้วเราจะทำอย่างไรจึงจะเหมาะสมพระพุทธองค์ท่านทรงแนะนำว่า บุคคลที่ปกติย่อมไม่ฉุนเฉียว ไม่หวานหวั่น ไม่โอ้อวด ไม่ก่อความรำคาญ พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นผู้มีวาจาสำรวม เป็นบุคคลที่วางตนเป็นกลางมีสติ ไม่ถือตัวว่าเสมอเขา ไม่ถือตัวว่าวิเศษกว่าเขา ไม่ต่ำกว่าเขา ซึ่งอธิบายความให้ง่ายเข้าก็หมายถึงให้ระลึกอยู่เสมอว่าไม่มีใครเก่ง ใครรู้ ในเรื่องต่าง ๆ ทุกเรื่อง ทุกกาล และเป็นผู้มีสติในการฟังในการพิจารณาวางตนทำใจให้เป็นกลาง ๆ ไม่ยินดียินร้ายต่อคำพูด ซึ่งสิ่งนี้มีข้อที่ทำให้เราตระหนักและเข้าใจได้ว่า บุคคลย่อมมีธรรมชาติในการเรียนรู้แตกต่างกัน มีธรรมชาติของการประพฤติตนแตกต่างกัน คงไม่มีบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่จะตรงใจเราได้ทุกเรื่องทั้งที่เราคิดว่าเลือกสรรดีแล้ว

อีกประเด็นหนึ่งที่สามารถนำหลักธรรมในเรื่องไตรลักษณ์มาใช้คือ ไม่ว่าบุคคลใดจะมีความรู้หรือไม่มีย่อมไม่เที่ยงแท้เสมอไป คำพูดวันนี้ การประพฤติวันนี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปในวันหน้าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม สิ่งที่กระทำอยู่นั้นหากเรายึดมั่นถือมั่นไม่ว่าเขาหรือเราก็ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์  เมื่อแสดงความคิดเห็นพอประมาณแล้วก็ควรยุติเพื่อมิให้บาดหมางใจกัน ควรทิ้งคำพูดที่เป็นประโยชน์และลาจากด้วยกันที่ดี ในขณะที่เราเองก็ต้องไม่ยึดติดกับคำไร้สาระอันไม่ทำให้เราเกิดประโยชน์ หากเป็นเช่นนี้สังคมก็เกิดสันติสุขได้

สรุปว่า การระงับโทษแห่งการบาดหมางหรือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขนั่นก็คือ การใช้สติ การลดมานะทิฎฐิที่เอาแต่ชนะ การให้เกียรติบุคคล การกระทำหน้าที่ของตนให้เหมาะสม การไม่ยึดติดกับคำที่ไม่หู การกระทำที่ไม่ถูกใจ ใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา อยู่กับผู้มีความคิดเห็นเสมอกันเข้าใจกัน ความเที่ยงแท้แน่นอนไม่มีโลกมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และไม่คาดหวังให้ผู้อื่นเป็นอย่างที่ตนคิด ความสุขก็เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน


เจริญธรรม

เฒ่าดอกไผ่


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน หลักธรรมหลักคิด ฉันเขียย



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

544177

เขียน

31 Jul 2013 @ 10:45
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
อ่าน: คลิก