โรงเรียนบ้านนอกสมัยก่อนมีอะไรน่ารักน่าชังมากมาย ใครๆเห็นก็เป็นปลื้มในความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ไร้มายา ผ่อนคลาย ไม่เร่งรีบ เนิบช้า แต่เต็มไปด้วยความสุข 
         ภาพของครูกับเด็กบ้านนอกแบบนี้สืบทอดกันมาเนิ่นนาน มีคำเปรียบเทียบให้เห็นภาพอันสวยงามว่า “ครูคือพ่อแม่คนที่สอง” ชาวบ้านเรียก พ่อครู แม่ครู  ครูไม่เคยคิดหาผลประโยชน์ใดๆจากลูกศิษย์ ถ่ายทอดวิชาให้อย่างหมดเปลือก ยามเจ็บป่วยไข้ ครูเข้ามาถามไถ่อาการ  หลังมือครูที่อังแตะที่หน้าผากลูกศิษย์แล้วถามว่า  เป็นอย่างไรบ้าง น้ำตาของหนูน้อยหลั่งไหลออกมาด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจครู 
                 
         แม้ยามหิวครูก็ไปหุงหาอาหารมาให้ หนูน้อยที่พ่อแม่จากไปทำงานต่างจังหวัดแสนไกล มีอ้อมแขนของครูนี่แหละที่ทดแทนความอบอุ่นได้ เสื้อผ้าครูที่เก่าแล้วนำมาบริจาคให้ มันยังใหม่เสมอในใจหนูน้อย เด็กๆจากบ้านทุ่งได้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ของครูเข้าในเมือง เพื่อประกวดกิจกรรม มันตื่นตาตื่นใจนัก ลมปะทะใบหน้า ผมเผ้าถูกลมตีกระจาย ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม สนุกจังเลย
         ปีนั้น รมต.แจกคอมพิวเตอร์ไปให้ ครูและนักเรียนทั้งโรงเรียนดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ คอมพิวเตอร์เป็นของแปลกใหม่  ไม่ใช่ทีวี ไม่ใช่วิทยุ ราคาแพงมาก ห้องซาวด์แล็ปถูกติดลูกกรงเหล็ก ช่องกระจกที่หน้าต่างถูกปิดทึบทุกบาน  อาจารย์ใหญ่บอกว่ากลัวขโมยจะมาลักไป ครูหนุ่มสาวสอนให้เด็กๆเล่นคอมฯเป็น ครูอาวุโสมายืนเมียงมอง แล้วก็อมยิ้ม กล้าๆกลัวๆที่จะสัมผัสคอมฯ

         
        โรงเรียนที่เก่าและทรุดโทรม รมต.ก็ให้ทาสีใหม่ ดูสดใสเจิดจ้า เงินเดือนครูถูกปรับขึ้นมากมาย นัยว่าเกรงสมองไหลไปอยู่หน่วยงานอื่น ส่งเสริมให้ครูทำผลงานทางวิชาการให้มีวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ เปลี่ยนคำว่าอาจารย์ใหญ่เป็นผู้อำนวยการสถานศึกษา โก้ไปเลย  ผอ.เลยขี่มอเตอร์ไซด์ไม่ได้ ต้องไปออกรถปิ๊กอัพบ้าง รถเก๋งบ้างมา จึงจะสมฐานะ ห้อง ผอ.ให้ช่างมาติดแอร์ เกรงจะน้อยหน้าโรงเรียนอื่น เด็กบ้านนอกได้รู้จักแอร์ก็คราวนั้น โทศัพท์โรงเรียนก็มีมาติด ครูคนใดจะใช้ต้องลงชื่อใช้  ส่วน ผอ.ไปซื้อโทร.มือถือมาเป็นคนแรก อันเท่ากล่องยาสีฟัน
        พอมีความเจริญเข้ามา นับตั้งแต่วันนั้น ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างครูกับนักเรียนบ้านนอกเริ่มถดถอยครูที่เคยอยู่บ้านพักครูเริ่มออกไปอยู่ในเมือง แล้วขับรถเทียวมาสอน  รถ ผอ.คันใหญ่กลัวสีถลอก ขับช้ามาสายเป็นประจำ สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอถูกทุบทิ้ง กิจกรรมนักเรียนระดับอำเภอหายไป ลูกเสือเข้าค่ายก็หายไป ครูและเด็กต่างโรงเรียนค่อยๆห่างเหินกัน พอเจอกันก็มองตาขวางๆ
        พวกครูพากันทิ้งห้องไปอบรมในเมืองคราวละหลายๆวัน บอกว่าไปทำวิทยฐานะ  มีคำสั่งว่าห้ามครูเฆี่ยนเด็ก จะใช้คำดุด่าที่รุนแรงไม่ได้ แม้เด็กจะทำการฝ่าฝืนระเบียบวินัย  จะทำผิดกี่สิบครั้งครูก็ไม่กล้าทำโทษ ใครขืนไปตีเข้า มีเรื่องฟ้องร้องทันที  เด็กชายดูคล้ายๆกับสุนัขดุๆที่ใครๆไม่กล้าไปตอแย จะเรียนหรือไม่เรียนก็ช่าง มี 2-3 โต๊ะหน้าห้องที่ตั้งใจเรียน  หลังห้องเด็กชายเอาโทรศัพท์มือถือมาเล่นเกมบ้าง เตะถีบกันบ้าง  เด็กหญิงเอาแต่ส่องกระจก หวีผม ทาปากด้วยน้ำยาอุทัยสีแดงสด ห้องเรียนที่เคยสงบสุข ก็หายไปตั้งแต่บัดนั้น คุณครูสอนเสร็จก็สะบัดก้นหนี ราวกับพนักงานบริษัท
         วันนี้ ผ่านมายี่สิบปีแล้ว โรงเรียนบ้านนอกแทบไม่เหลือคราบเก่า อาคารเรียนเก่าถูกรื้อไป อาคารตึกเข้ามาแทน นัยว่า ผอ.เขตฯหางบมาให้ด้วยความหวังดี แต่ขอไม้เก่าเอาไปทำอะไรก็ไม่รู้  ครูเก่าก็ปลดเกษียณไปบ้าง เออร์รี่รีไทร์บ้าง ย้ายบ้าง  ผอ.คนใหม่เข้ามาท่าทางกร่างๆ ครูรุ่นใหม่แต่งตัวดูดี ท่าจะสอนดี 
         นักเรียนหญิงดูสาวก่อนวัย นักเรียนชายไว้ผมยาวราวกับโจร ดูห้าวๆดุๆ และหยาบคาย มาโรงเรียนด้วยมอเตอร์ไซด์ ซ้อนท้ายมาเป็นคู่ๆ พอโรงเรียนเลิกก็บิดรถออกประตูโรงเรียนราวกับรถแข่งชิงถ้วย  แต่โน่น..รถเก๋งครูบึ่งออกไปก่อนหน้าแล้ว
         รถสองแถวรับส่งนักเรียนมีเด็กๆห้อยโหนมุ่งกลับบ้านไป  ภารโรงค่อยๆดึงประตูปิด ที่ประตูมีป้ายติดประกาศไว้ว่า บุคคลภายนอกห้ามเข้า ชาวบ้านที่มีบ้านใกล้โรงเรียน จูงลูกหลานตัวเล็กๆหวังจะเข้ามาเล่นพักผ่อนในโรงเรียน  ต้องหันหลังกลับ บ่นงึมงำๆว่า  “ไหนว่าโรงเรียนเป็นของชุมชนไง ทำไมหวงไม่ให้คนในชุมชนเข้าไปใช้เล่า”
                                                                                                                          
“คมชอล์ก”