มีเหตุปัจจัยหลายประการที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างถูกวิธี ทำให้เด็กไทยยังไม่รักการอ่าน


ทำไมเด็กไทย(บางส่วน)จึงอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

พิจารณาผลการสอบระดับชาติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทั่วประเทศในปีการศึกษา 2544 จำนวน 518,249 คน จากโรงเรียนประถมศึกษาทั่วประเทศ28,252  โรงเรียน ในภาคความรู้วิชาภาษาไทย นักเรียนร้อยละ 16.40 มีผลการสอบอยู่ในระดับปรับปรุงในภาคปฏิบัติ นักเรียนร้อยละ 2.55 ไม่ผ่านการอ่านออกเสียง  ร้อยละ 2.57 อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องปรับปรุง นักเรียนร้อยละ 4.08 ไม่ผ่านการเขียนเรื่อง และร้อยละ 9.97 อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องปรับปรุง ต่อมาผลการสอบระดับชาติในปีการศึกษา 2555 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 496,196 คน จากโรงเรียนประถมศึกษาทั่วประเทศ 28,240 โรงเรียน พบว่า นักเรียนได้คะแนนสอบภาคความรู้ความสามารถทางภาษา (Literacy) ร้อยละ 42.94 (ไม่ถึงร้อยละ 50) เมื่อวิเคราะห์ระดับคะแนน พบว่า นักเรียนร้อยละ 16.39 มีระดับคะแนนอยู่ในเกณฑ์ปรับปรุง

จากข้อมูลดังกล่าวนี้ สะท้อนถึงทักษะความสามารถของเด็กไทยว่า มีทักษะความสามารถในการอ่าน การเขียนและการใช้ภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาของตนเอง อยู่ในเกณฑ์ที่น่าวิตก เมื่อเป็นเช่นนี้สังคมก็จะเพ่งเล็งไปที่การเรียนการสอนในระบบโรงเรียน รวมทั้งประสิทธิผลการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในโรงเรียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อันที่จริงเรื่องนี้ก็มีคำตอบ ขึ้นอยู่กับว่าผู้เกี่ยวข้องจะยอมเสียหน้า หรือยอมเสียหาย เพราะทุกคนก็มีความตระหนักในปัญหาเรื่องนี้เป็นอย่างดีตั้งแต่ระดับนโยบายถึงระดับปฏิบัติ ตัวชี้วัดก็คือ มีนโยบายเร่งรัดคุณภาพ แก้ปัญหาการอ่านออกเขียนได้  มีการฝึกอบรมพัฒนาศึกษานิเทศก์และพัฒนาครู มีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนโครงการส่งเสริมการอ่านการเขียนของเด็กจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางเพื่อการพัฒนาห้องสมุดโรงเรียนในแต่ละปีเป็นจำนวนที่มากพอดู แถมโรงเรียนที่มีศักยภาพยังจัดหาเงินนอกงบประมาณในรูปของผ้าป่าการศึกษา ศิษย์เก่าบริจาค ผู้ปกครองชุมชนบริจาคในโอกาสต่างๆ ในเชิงวิชาการได้มีการวิจัยสภาพการอ่าน การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านของเด็กในโรงเรียน ซึ่งก็พบว่า เด็กในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา มีพฤติกรรมสนใจการอ่านอยู่ในระดับที่ต่ำ และใช้เวลาในชีวิตประจำวันไปกับการดูโทรทัศน์ การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ หรือการสื่อสารกันทางระบบออนไลน์กันมากขึ้นซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัย บทความความคิดเห็นของนักคิด นักวิชาการศึกษาอีกมากมาย ที่เห็นพ้องกันว่า เด็กไทยมีนิสัยรักการอ่านลดน้อยลง ด้วยสาเหตุปัจจัยที่พอสรุปประเด็นได้ดังนี้

1.  เด็กในโรงเรียนส่วนใหญ่มักได้รับมอบหมายจากครูให้อ่านหนังสือเรียนเป็นหลัก มีโอกาสน้อยที่จะได้อ่านหนังสือสารานุกรมดีๆ หรือหนังสืออื่นในห้องสมุดโรงเรียนที่มีสาระดีๆ หรือมีรูปเล่มที่จูงใจชวนอ่านแต่หนังสือประเภทนี้มักมีราคาแพงจึงมีปริมาณน้อยมากในห้องสมุด(แถมโรงเรียนจำนวนไม่น้อยอยู่ในวังวนระบบการจัดซื้อหนังสือห้องสมุดที่ด้อยคุณภาพ) 

2.  พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นต้นแบบพฤติกรรมการอ่าน เนื่องจากมีภารกิจการงานหาเลี้ยงครอบครัว จนไม่มีเวลาให้กับบุตรหลาน เป็นตัวอย่างในการอ่าน สนับสนุนการจัดซื้อหนังสือดีๆ หรือช่วยเหลือ จูงใจให้รักการอ่าน ความสนใจของเด็กจึงถูกแทนที่ด้วยการเล่นเกม การดู การฟัง จากโทรทัศน์  คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ การสื่อสารทางระบบออนไลน์ การดู การฟัง เป็นเรื่องสนุก การอ่านเป็นเรื่องปวดหัว

3.  การจัดกิจกรรมห้องสมุด กิจกรรมส่งเสริมการอ่านในโรงเรียน ยังไม่เข้มข้นพอที่จะจูงใจให้เด็กรักการอ่าน เข้าใช้ห้องสมุดด้วยความสุขที่ได้อ่าน ความอิ่มเอมใจที่ได้สืบค้นข้อมูลได้ทั่วทุกมุมโลก สนุกกับการได้อ่านหนังสือเล่มโปรด  ครูที่ทำหน้าที่บรรณารักษ์ก็มีภาระมากส่วนใหญ่ใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมห้องสมุดตามที่นักวิชาการเสนอแนะไว้ ไม่มีเวลาออกแบบปรับประยุกต์กิจกรรมใช้ห้องสมุดที่หลากหลาย แปลกใหม่ให้เข้ากับจริตการเรียนรู้ของนักเรียน บริบทของโรงเรียน ชุมชนหรือท้องถิ่นของตนเอง แต่ก็ยังมีโรงเรียนเล็กๆ ในชนบทหลายแห่ง ที่เด็กๆ มีความกระหายใคร่รู้ แต่ขาดโอกาสที่จะได้อ่านหนังสือดีๆ ยังขาดโอกาสได้สัมผัสกับหนังสือเล่มโปรด

4.  ครูสอนภาษาไทยส่วนใหญ่มักเน้นที่การอ่านคล่อง เขียนคล่อง มากกว่าเน้นทักษะการใช้ภาษาสื่อความ สื่อสารตามบริบท ตามประสบการณ์ทางภาษาในชีวิตจริง เป็นผลให้เด็กอ่านคล่อง เขียนคล่อง แต่ใช้ภาษาได้ไม่แตกฉาน ยังเข้าไม่ถึงอรรถรสทางภาษา บริบทการใช้ภาษาสื่อความ การใช้ภาษาอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งการจัดบรรยากาศการเรียนภาษาที่สนุกสนานตามธรรมชาติของเด็ก อีกประการหนึ่งการสอนแบบบอกหรืออธิบายความรู้ ทำให้เด็กคิดไม่เป็น ขาดความกระตือรือร้นในการค้น ได้แต่คว้าแบบไร้องค์ความรู้ เมื่อขาดแรงจูงใจ นิสัยรักการอ่านจึงค่อยๆ หดไป

5.  พื้นฐานสังคมไทยมาจากสังคมเกษตรกรรมที่มีความอุดมสมบูรณ์ ผู้คนเรียนรู้จากการฟัง การดู การลงมือปฏิบัติตามผู้รู้ หรือการอบรมสั่งสอน ในลักษณะการถ่ายทอดความรู้ในตัวบุคคล (tacit knowledge) เพิ่งเรียนรู้โดยการอ่านการเขียนอย่างแพร่หลายเมื่อตอนที่เกิดโรงพิมพ์ประเทศไทยเมื่อ 100 ปีเศษมานี่เอง วัฒนธรรมการอ่านของคนไทยจึงยังไม่เข้มแข็ง ได้แต่ดู ฟัง (สื่อสารทางเดียว) ไม่ได้แสดงความคิด ถกเถียง จากสิ่งที่ได้อ่าน สังคมจึงมีปรากฏการณ์เชื่อตามกระแส เชื่อตามที่ดูที่ฟังเท่านั้น ต้องมีกิจกรรมรณรงค์การอ่านทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียนกันเสมอมา

6.  ข้อสังเกตอย่างหนึ่ง อาชีพที่คนไทยส่วนใหญ่ประสบผลสำเร็จในเวทีโลกก็ไม่ได้ใช้ทักษะการอ่านในการเรียนรู้มากนัก งานวิจัยในสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยก็ยังมีลักษณะเลียนแบบทฤษฎีตะวันตกและพัฒนาต่อยอดบ้าง งานวิจัยเพื่อพัฒนาดีๆ หรืองานวิจัยเกี่ยวกับภูมิปัญญาไทยนานๆจะปรากฏให้เห็นสักครั้งนี่อาจเป็นปัจจัยตัวหนึ่งที่น่าคิดว่า จะเป็นวิกฤตสำหรับคนรุ่นใหม่หรือไม่? เมื่อผู้คนต้องก้าวสู่สังคมโลกยุคใหม่ ที่มีความจำเป็นต้องใช้ทักษะความสามารถในการใช้ภาษาเชิงสร้างสรรค์(Literacy) มีความจำเป็นที่ต้องสื่อสารด้วยระบบเทคโนโลยีกับสังคมโลกที่ประกอบด้วยกระบวนการทางปัญญา ที่ต้องอ่านแล้วคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้หลายๆ แหล่ง ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสังคมโลก (รวมทั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) ไม่เชื่อตามกระแสข่าวใดๆ ง่ายๆ หรือเลือกรับข้อมูลทางเดียวจนใครเห็นต่างเป็นผิดทั้งหมด ไม่เช่นนั้นสังคมก็มีสภาพเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางความคิด แบ่งเหล่าแบ่งสีกันอย่างไม่ลดราวาศอกเหมือนสังคมเราประสบอยู่เช่นทุกวันนี้

อย่างไรก็ตามปัจจัยหรือสาเหตุที่กล่าวมา ก็ไม่ใช่ทางตันของการพัฒนา เป็นเพียงประเด็นที่หยิบยกมาทบทวน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้รู้ทั้งหลายว่าไม่ควรมองข้ามสิ่งเหล่านี้ และต้องหันมาพัฒนาทักษะความสามารถทางภาษาของเด็กไทยอย่างถูกวิธี ถูกทาง ถูกบริบท วัฒนธรรมทางภาษาไทยไม่เคยเป็นรองชาติใดในโลก เพียงแต่คนไทยผู้เป็นเจ้าของภาษาเกิดความสำนึกในคุณค่า ความงดงามของภาษา และเรียนรู้การใช้ภาษาอย่างรู้ค่าในการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาจากการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความอย่างสร้างสรรค์ ความสำคัญในเรื่องนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้กำหนดเป็นเกณฑ์การประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียนของนักเรียนไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 เด็กจะได้รับการพิจารณาเลื่อนชั้น ต้องผ่านเกณฑ์การประเมินการอ่านคิดวิเคราะห์และเขียนสื่อความ แต่ดูเหมือนในทางปฏิบัติ ครูผู้สอนในโรงเรียนจะให้ความสำคัญกับการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8 กลุ่มสาระมากกว่า ซ้ำยังยัดเยียดการประเมินการอ่านคิดวิเคราะห์และเขียนสื่อความนี้เป็นงานของครูสอนภาษาไทย โดยไม่เข้าใจว่า แท้ที่จริงเป็นงานของครูทุกคน ไม่ว่าจะสอนกลุ่มสาระใด เด็กก็ต้องใช้ทักษะความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์และเขียนสื่อความตามรูปแบบหรือธรรมชาติของแต่ละวิชา ดังนั้นจึงเข้าข่ายเข้าลู่ผิดตั้งแต่ต้น หากเป็นกรีฑาก็ต้องแพ้ฟาวล์ แล้วต้องเริ่มต้นกันใหม่  เด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ทุกวันนี้ จึงไม่ต้องโทษระดับสติปัญญาของเด็กแต่ฝ่ายเดียว แต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องทบทวน และร่วมมือกันแก้ไขอย่างเอาจริงเอาจัง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้