หมาหลง (นิตยสารสารคดีฉบับ341 กรกฎาคม 2556)

ปกนิตยสารสารคดีฉบับกรกฎาคม

ตอนเด็กๆ บ้านผมเคยเลี้ยงหมามาหลายตัว  ถ้าจำไม่ผิดแต่ละตัวแก่ตายกันไปตามช่วงวัย  จนผมโตและทำงานแล้ว พ่อกับแม่ผมก็ยังเลี้ยงหมาอยู่ ตัวสุดท้ายนี่ชื่อ ลักกี้  มันเป็นหมาตัวเล็กหน้าตาน่ารักน่าชัง  พ่อกับแม่ผมรักมันมาก  จนมีอยู่วันหนึ่งมันก็วิ่งหายออกจากบ้านไป

...มันจะถูกรถชนไหม จะถูกใครทำร้ายรังแกหรือเปล่า จะไปนอนลำบากอยู่ที่ไหน จะมีใครให้อะไรมันกินบ้าง  หรือมีใครใจบุญจับมันไปเลี้ยงเสียแล้ว 

คือความวิตกกังวลที่ประเดประดังเข้ามาในความคิดความรู้สึกของเจ้าของ เมื่อหมาหลงไปแล้วไม่กลับบ้าน 

ที่น่ากลัวมากๆ...สำหรับคนเลี้ยงหมาสมัยก่อน คือกลัวว่าหมาเราจะถูกรถจับหมาจรจัดของ กทม. เอาตัวไป (เดี๋ยวนี้จะยังมีใครรู้จักรถตระเวนจับหมาของ กทม. หรือเปล่าครับ?) ซึ่งเป็นที่ร่ำลือกันว่ามันอาจถูกฆ่าหรือถูกทิ้งให้ทรมานอยู่ในกรงขัง

ที่บ้านผมพยายามออกตามหาลักกี้กันอยู่นานหลายวัน แต่ไม่พบร่องรอยใดๆ  พวกเราตัดสินใจทำโปสเตอร์ติดประกาศตามละแวกบ้าน พร้อมให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแส 

แล้วข่าวดีก็มาถึง มีสายข่าวแจ้งว่าลักกี้หลงไปอยู่กับร้านอาหารแห่งหนึ่งในอีกแยกถนน ซึ่งความจริงห่างจากบ้านไปไม่กี่ร้อยเมตร 

หลายสัปดาห์ที่พ่อกับแม่เศร้าเสียใจ แม้ในวันตรุษจีนที่ลูกหลานมากันพร้อมหน้า แต่ผู้สูงวัยทั้งสองก็ยังไม่รู้สึกสดชื่น กระทั่งเจ้าลักกี้ได้กลับบ้าน พวกเขาถึงยิ้มแย้มยินดีเต็มสองใบหน้า

คุณผู้อ่านละครับ เคยหมาหายจนใจหล่นหาย หรือใจดีรับเลี้ยงหมาหลงบ้างไหม

ผมเคยสงสัยครับว่า ในเมื่อเราก็อุตส่าห์เลี้ยงดูมันอย่างดี  ในเมื่อมันดีใจแกว่งหางไม่หยุดทุกครั้งที่เรากลับบ้านมาเจอมันแต่ละวัน และในเมื่อหมามีประสาทดมกลิ่นยอดเยี่ยม...

แต่ทำไมหมาถึงวิ่งจู๊ดหนีไปจากบ้านพักพิงอันอบอุ่นที่เรามอบให้  และทำไมมันถึงหลงทางกลับบ้านไม่ถูก?

เรื่องนี้นักศึกษาพฤติกรรมสัตว์อธิบายว่าขึ้นอยู่กับทั้งสัญชาตญาณดั้งเดิม นิสัย และการถูกฝึกหัดของหมา

อย่าลืมครับว่าหมาเลี้ยงทุกพันธุ์มีบรรพบุรุษคือหมาป่าที่เคยเที่ยวท่องไปในธรรมชาติ  มันจึงไม่อาจทนความเย้ายวนของโลกภายนอก แต่จะรุนแรงมากน้อยแค่ไหนยังขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของหมาด้วย  กรณีนี้หมามักไม่หนีไปไกลมาก เพราะมันอาจแค่ต้องการขอไป “เที่ยวเล่น”  ส่วนแรงขับสำคัญอีกอย่างคือการอยากออกไปหา “คู่”

แต่กรณีซึ่งเกิดจากประสบการณ์เลวร้ายที่เคยฝังลึกในจิตใจตั้งแต่ตอนหมายังเล็กๆ เช่น ฟ้าผ่า เสียงตวาดดุด่า การทำร้าย รถชนกัน ฯลฯ  เมื่อเกิดเหตุที่กระตุ้นความหวาดกลัวของมันขึ้นอีก มันอาจวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงแบบไม่คิดชีวิต  ในกรณีนี้หมาอาจหนีไปไกลมาก และไม่ยอมแม้แต่จะให้เจ้าของเข้าใกล้มันเลยทีเดียว

 ส่วนอุปนิสัยของหมาก็มีเอี่ยวไม่น้อย  หมาที่ชอบผูกมิตรคนมักหลงไปไหนไม่ไกล และอาจถูกคนเอาไปเลี้ยงได้ง่าย อย่างเจ้าลักกี้เป็นต้น  ส่วนหมาที่มีนิสัยระแวงคนแปลกหน้าอาจวิ่งหนีไปไกลขึ้น ยิ่งถ้ามีนิสัยเข้าขั้น “กลัวหรือเกลียด” คนแปลกหน้า มันก็จะยิ่งเตลิดไปไกลและมีโอกาสถูกรถชนได้ง่าย  คนที่จะสนใจช่วยเหลือมันก็ยิ่งน้อยลงด้วยท่าทีก้าวร้าวของมันเอง

เมื่อหมาออกห่างไกลไปจากบ้านทุกที ไม่ว่าจะด้วยแรงขับใดก็ตาม กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งมันก็อาจหลงทางเสียแล้ว  ถึงตอนนั้นความกังวลและความกลัวปิดกั้นประสาทสัมผัสของมันจากการหาทางกลับ “บ้าน”  มีตัวอย่างไม่น้อยที่เมื่อเจ้าของตามมาพบ แต่หมาตกอยู่ในภาวะเครียดจนจำเจ้าของไม่ได้  ต้องเรียกชื่อหรือให้ดมกลิ่นกันอยู่นาน หมาหลงถึงจะคลายความวิตกและระลึกได้ว่านี่คือเจ้าของที่มันรักมากที่สุด

หมาหลงว่าน่าสงสาร แล้วหมาที่ถูกทอดทิ้งล่ะ

หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ปี ค.ศ. ๑๙๕๗ ญี่ปุ่นพยายามฟื้นประเทศสร้างความเข้มแข็งให้แก่จิตใจคนในชาติด้วยการเข้าร่วมโครงการสำรวจดินแดนที่มนุษย์ยังรู้จักน้อยที่สุด นั่นคือทวีปแอนตาร์กติกาในขั้วโลกใต้  เรือเดินสมุทรที่ซ่อมแซมจากเรือขนส่งเสบียงที่ใช้ในช่วงสงครามพานักวิทยาศาสตร์และนักสำรวจชาวญี่ปุ่นพร้อมกับหมาซัคคาลิน ฮัสกี้ (Sakhalin Husky) หมาลากเลื่อนพันธุ์ท้องถิ่นของเกาะฮอกไกโดจำนวน ๑๕ ชีวิตไปด้วย  พวกมันอยู่ช่วยทำงานให้นักสำรวจ ๑๑ คนที่นั่นเป็นเวลา ๑ ปี  เมื่อเรือเดินสมุทรกลับมารับทีมสำรวจชุดแรกและหมาลากเลื่อนในปี ค.ศ. ๑๙๕๘ กลับประสบปัญหาติดแผ่นน้ำแข็ง  ทีมสำรวจมีโอกาสขึ้นเฮลิคอปเตอร์กลับมาที่เรือก่อน โดยพวกเขาคิดว่าในวันต่อไปเรือจะเข้าไปรับฝูงหมาที่ถูกล่ามโซ่ไว้ แต่สภาพอากาศอันเลวร้ายและแผ่นน้ำแข็งที่รุมล้อมเรือทุกด้าน ทำให้ต้องนำเรือออกจากบริเวณนั้นอย่างเร่งด่วนที่สุด และหมดโอกาสกลับเข้าถึงทวีปแห่งน้ำแข็งนี้อีก

หมาลากเลื่อนผู้ซื่อสัตย์ทั้ง ๑๕ ชีวิตถูกทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางความหนาวเย็นอันโหดร้ายของทวีปแอนตาร์กติกา...นานถึง  ๑ ปี โดยไม่อาจมีใครล่วงรู้ถึงชะตากรรม ขณะที่ความหวังจะรอดชีวิตนั้นแสนริบหรี่

เมื่อเรือเดินสมุทรมาถึงทวีปแอนตาร์กติกาเป็นครั้งที่ ๓  นักวิทยาศาสตร์ผู้ดูแลหมาทั้ง ๑๕ ตัวพบว่า ๗ ตัวนอนตายอยู่กับโซ่ล่าม  ส่วนอีก ๘ ตัวหลุดหนีออกไปได้ เหลือไว้แต่ปลอกคอขาดและห่วงโซ่หัก 

น่าอัศจรรย์ที่สุดเมื่อพบว่า “ทาโระ” และ “จิโระ” หมาสองพี่น้องเอาชีวิตรอดมาได้  แต่อีก ๖ ตัวหลงทางและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย  แม้แต่ “ริกิ” หมาหัวหน้าฝูงที่เข้มแข็งที่สุด

ในการพบกับมนุษย์อีกครั้งหลังจาก ๑ ปีที่ถูกทอดทิ้ง ทั้งสองตัวใช้เวลาอยู่นานกว่าจะยอมรับและเข้าหา...

“ทาโระ” และ “จิโระ” กลายเป็นฮีโร่ที่คนญี่ปุ่นหลังยุคสงครามยกย่อง พวกมันเป็นตัวอย่างของการต่อสู้และความพยายามเอาชนะอุปสรรคและความยากลำบาก  

เมื่อจิโระตายลง ร่างของมันถูกสตัฟฟ์จัดแสดงอยู่คู่กับร่างของหมาฮาชิโกะผู้ซื่อสัตย์ในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์กลางกรุงโตเกียว  ส่วนทาโระอยู่ที่พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยฮอกไกโด

  บางครั้งชีวิตคนเราก็อาจตกอยู่ในสภาพของหมาหลง  ว่าแต่คุณคิดว่าจุดจบของคุณเป็นแบบไหน คุณเข้มแข็งพอจะเผชิญกับเส้นทางอันเปล่าเปลี่ยว หรือมีใครรักคุณจริงและมากพอจะช่วยพาคุณกลับบ้านบ้างหรือเปล่า

บรรณาธิการบริหาร

    สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บทบรรณาธิการ



ความเห็น (4)

เลี้ยงหมาหลงไว้ตัวหนึ่งค่ะ ไม่ทราบเหมือนกันว่าหลงหรือถูกปล่อย เป็นหมาโตแล้วค่ะ นิสัยดีและฉลาดมากค่ะ ไม่ทำร้ายน้องแมวอีกสองตัวที่เลี้ยงไว้ก่อนหน้าค่ะ เรียกได้ว่ารู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว น่ารักดีค่ะ เลี้ยงมาได้เกือบสองปีแล้วค่ะ 

ได้ที่อยู่น่าอิจฉาจังครับ มันคงมีความสุขแน่ๆ 

เขียนเมื่อ 

เข้าใจเปรียบเทียบให้เห็นภาพ เรื่องหมากับชีวิตจริง

มีหมาหลายตัวเลยครับ

แต่เขามาช่วยเลี้ยงวัว

http://www.gotoknow.org/posts/214157

http://www.gotoknow.org/posts/223563

Kiattisak
IP: xxx.155.43.89
เขียนเมื่อ 

น่าสงสารน้องหมานะที่เดินหลงทาง