
ลูกสาวดิฉันรักคุณแม่เฒ่ามากค่ะ
ลูกสาวมางานรับปริญญาดิฉันด้วยค่ะ
ลูกสาวดิฉันค่ะกับครุยธรรมศาสตร์
คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่จะเขียนบันทึกต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวของผู้เขียนเอง ที่ไม่เคยเขียนที่ไหนมาก่อน แต่ในสมุดเล่มนี้ดิฉันยินดีจะแชร์ประสบการณ์ชีวิตที่เกิดขึ้นกับตัวดิฉัน เรื่องนี้ในบางมิติของชีวิต อาจมีประโยชน์กับใครบางคนโดยเฉพาะ เพื่อนหญิงเพศแม่อย่างดิฉัน ที่ต้องพบกับประสบการณ์ที่เจ็บปวด แทบเอาชีวิตไม่รอด แต่ด้วยความดอทน ทน และ ทน เพื่อเด็กหญิงตัวน้อยของดิฉัน นั่นคือลูก ลูกที่ดิฉันเกือบทำลายเขาด้วยความขาดสติ หากในวันนั้นดิฉันไม่เจอเหตุการณ์บางอย่าง ฉันอาจจะทำลายลูกในท้องของฉันไปแล้ว แล้วดิฉันก็จะไม่มีความภูมิใจอย่างเช่นวันนี้ค่ะ วันแห่งความสำ้ร็จของลูกที่เขาทำให้ฉันได้ภาคภูมิใจ
เรื่องก็มีอยู่ว่า ดิฉันถูกผู้ชายหลอกให้แต่งงานด้วยไปขอกับแม่เรียบร้อย หลอกคนเดียวไม่พอ ยังให้เพื่อนช่วยกันหลอกอีก ดิฉันหัวแข็งยึดถือความจริงเป็นใหญ่เกลียดคนโกหก และทุกอย่างที่ฉันเกลียด มันก็ย้อนมาหาฉันจนได้ค่ะ
ดิฉันหลงกลจึงตั้งท้อง พอมารู้ว่าเขามีคนอื่นอยู่ก่อนแล้วท้องก็เริ่มโตสายเกินแก้ แต่ดิฉันก็ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรี ยื่นคำขาดว่า คุณต้องไปจากชีวิตฉัน ฉันบอกคุณแล้วใช่ไหมว่า มีรัยบอกกันตรงๆ ถ้าฉันรู้ทีหลัง ฉันรับไม่ได้ ดังนั้นคุณไปซะ ฉันเลี้ยงลูกคนเดียวได้ แต่ก่อนหน้านี้ ดิฉันโกรธจนลืมนึกถึงคุณธรรม คิดว่า ต้องทำแท้งแน่ๆ ฉันจะไม่ยอมอายคนเด็ดขาด (ดิฉันมีอาชีพเสริม คือร้องเพลงห้องอาหารด้วย เพราะลำพังรับราชการ ซี1 เงินเดือน 1,620.บาท ไม่พอกินแน่ๆ อีกอย่างพ่อแม่ ส่งน้องสาวมาให้อยู่ด้วยให้ดิฉันส่งเรียนจนจบปริญญาตรี ดิฉันรักพ่อแม่พี่น้อง ไม่มีการปฏิเสธ เพราะนั่นคือ ความหวังของพ่อแม่และอนาคตของน้อง)ตอนที่ดิฉันรู้ตัวว่าท้องเด็กก็โตแล้ว ขณะที่ดิฉันร้องเพลงที่ห้องอาหารเป็นคืนสุดท้ายเพราะขณะนั้น คิดว่า ดิฉันจะไม่ยอมท้องไม่มีพ่อเด็ดขาด อีกประการหนึ่งคือ ความแค้นผู้ชายคนนี้มาก มาหลอกเรา ชั่ว จะไม่ยอมเอาเลือดชั่วๆ ของคนนี้มาอยู่ในกายดิฉันเด็ดขาด ทำแท้งจะได้สิ้นสุดปัญหา และคิดอย่างเดียวตอนนั้น ถ้าตาย ก็ยอมตาย แล้วบอกเพื่อนสนิทว่า พรุ่งนี้ เค้าไปทำแท้งแน่ๆ หมดเวลางาน ดิฉันกำลังเดินจูงมือกับเพื่อนสาวกลับบ้าน ทันใดนั้น ดิฉันเจอเงินมัดใหญ่ ดิฉันวิ่งไปหยิบแล้วใส่กระเป๋าสูท ทันที เพื่อนถามว่า "ตัวเอง เจอรัย " ดิฉันตอบ "เปล่า ไม่มีรัย" เพื่อนก็รบเร้าอยากรู้ ดิฉันเลยบอกว่า กลับถึงห้องแล้วเดี๋ยวดูด้วยกันว่ารัย พอถึงห้อง ดิฉันหยิบเงินออกมานับ ดิฉันเจอเงิน 7,500. บาท เป็นแบงค์ห้าร้อยทั้งหมด ซึ่งขณะนั้นแบงค์ห้าร้อยเพิ่งมีออกมาใช้ ดิฉันดีใจมาก ดิฉันสะดุุดคิดขึ้นมาได้ว่า ลูกในท้องคงไม่อยากให้ดิฉันทำร้ายเขา เขาจึงช่วยให้เราเจอเงินมากขนาดนี้ คงพอสำหรับการคลอด เท่านั้นน้ำตาก็ไหลพรากๆ ความสำนึกของความเป็นแม่เริ่มเข้ามาในห้วงความคิด ดิฉันร้องไห้ แล้วเอามือมาลูบท้องแลเวพูดกับลูกว่า "ลูกจ๋า แม่ขอโทษ แม่จะไม่คิดทำร้ายลูกแล้วแม่จะดูแลลูกให้ดีจนคลอด และเมื่อคลอดลูกมาแล้ว แม่สัญญาว่าจะรักลูกและเลี้ยงดูลูกให้ดีที่สุด" แล้วดิฉันก็ร้องไห้จนหลับไป รุ่งเช้า บอกเพื่อนว่า " ตัวเองเค้าไม้ทำแท้งแล้วนะ ลูกเราเขาคงไม่อยากให้เราทำร้ายเขา เพื่อนเลยเจอเงินเมื่อคืน เค้าจะเอาเงินนี้ไปฝากธนาคารเอาไว้เป็นค่าคลอด แล้วหลังจากวันนั้นดิฉันก็ไปลาออกจากงานร้องเพลง ตั้งหน้าบำรุงลูกในท้องให้สมบูรณ์ที่สุด แต่ดิฉันก็ทรมาณสุดๆ เพราะดิฉันแพ้ท้องมาก แพ้จนอาเจียนเป็นเลือด หลังจากสี่เดือนไปแล้วจึงเริ่มดีขึ้น พอย่างเข้าห้าเดือนเด็กเริ่มดิ้น ดิฉันดีใจมาก แล้วก็แพทย์นัดไปซาวด์ ปรากฎว่าลูกเป็นผู้หญิงมีความสมบูรณ์ ระหว่างท้องผู้ชายคนนั้นก็พยายามจะมาเยี่ยม และมาเยี่ยมให้ฉันรู้ว่าเขารักดิฉันมาก แต่เงินไม่มีให้ ดิฉันต้องใช้ชีวิตอย่างประหยัด และต้องคำนวณระวังค่่าใช้จ่ายอยู่ตลอดเวลา เพราะต้องเช่าห้อง ค่าอาหารน้องไปโงเรียน ค่าเทอมน้อง ค่ากิจกรรม ตอนนั้นน้องอยู่ ม.4 และดิฉันก็ฝากครรภ์พิเศษ กับแพทย์โรงพยาบาลหาดใหญ่ ซึ่งเป็นหมอที่เก่งและเป็นที่นิยมในขณะนั้น ดิฉันกลัวการคลอดเป็นที่สุด ระหว่างตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน ดิฉันเริ่มตัดผ้าสาลูมาทำผ้าอ้อมซักพับเตรียมใส่ตะกร้าไว้ อะไรที่ซื้อได้ซื้อก่อนเลย แฟนเขาพยายามมา พอหลังจาก6เดือนเขาไม่มาอีกเลย จนถึงวันคลอด กำหนดคลอดเขารู้ แต่เขาไม่มา ดิฉันวางเฉยมากๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อลูกในท้อง ดิฉันมีรูปพระพุทธเจ้าหลวงซื้อมาติดประดับฝาบ้าน ดิฉัน กราบท่านทุกกคืนสวดขอพรจากท่านว่า ขอให้ลูกในท้องเกิดมาครบ 32 และถ้าลูกโตขึ้นขอให้ลูกเป็นเด็กดี เรียนดี ฉลาด และขอให้ลูกของดิฉันได้ไปเป็นนักเรียนนอก คือเด็กแลกเปลี่ยน แล้วระหว่างนั้นดิฉันจะอ่านหนังสือทุกวัน พอครบกำหนดคลอดเด็กหัวลอย แต่หมอนัดคลอด เวลา 07.00น. โรงพยาบาลหาดใหญ่ วันที่ 24 ตุลาคม 2531 ดิฉันหิ้วกระเป๋าไปคนเดียว น้องไปโงเรียน แม่ไม่ได้มา อยู่ระโนด พอถึงโรงพยาบาล เข้าห้องรอคลอดเรียบร้อย อาการปวดเริ่มขึ้น ค่ะ 5 นาทีปวดครั้ง แล้วน้ำเดิน จากนั้นหมอที่ฝากพิเศษมา พีวี เจ้าประคุณ ปากมดลูกเปิดแค่ 2 ซม. หมอให้ยาเร่ง จากนั้นปวดทั้งวัน จน เย็น 16.00น.หมอมาตรวจอีกทีปากมดลูกเปิดหมดหมอว่าได้เวลา จึงบล๊อกหลัง พอขึ้นขาหยั่ง หมอช่วยเด็กหัวไม่ลง หมอใช้เครื่องมือจนไม่มีเครื่องมือแล้ว ดิฉันบอกหมอว่า เอาทีนี้ดิฉันช่วยเบ่งด้วย เด็กหัวออก แต่ เจ้ากรรมติดไหล่ไม่ออก ดิฉันคิดว่าตายแน่ วันนี้คงตายแน่ๆ ตอนนั้นใจดิฉันคิดว่า เดี๋ยวถ้าฉันตาย ใครจะมารับศพ ไม่มีใครเลย แม่ไม่รู้ แล้วหมอช่วยดิฉันจนสุดความสามารถเด็กออกมาได้ แต่กรีดจนไปถึงก้นย้อยเลยค่ะ แล้วเด็กออกพยายบาลช่วยกันดูดเสลด ต่างๆ หมอจับหัวลงตบก้น ร้อง ๆ ๆทำไมไม่ร้อง ดิฉันตกใจมาก ลูกไม่ร้อง ดิฉันเห็นหน้าลูก ร้องไห้ความรู็สึกตอนนั้นมันตื้นตันบอกไม่ถูก แล้วลูกก็ร้อง แอ๊ะ เดียว พอบอกส่ง เนอสเซอรี่ เด็กไม่ค่อยดี เขียว ส่วนแม่ส่งห้องพักฟื้นและผู้ป่วยหลังคลอด จากนั้น ดิฉันตกเลือดค่ะ เกือบตายอีกครั้ง ปวดเหมือนปวดคลอดเลย แล้วพอเลือดก้อนโตออกมา หายปวด แต่ผ้าเปื้อนเลือดหมดแดงฉานเต็มตัว ตอนนั้นน้องสาวมาเยี่ยม เขาไปขอผ้ามาเปลี่ยนให้ ประมาณ หนึ่งชัั่วโมงเปลี่ยนผ้า 4 ครั้ง จนพอตกเวรดึก มีพยาบาลคนเก่งคนหนึ่งมาขึ้นเวร แล้วถามว่าทำไมห้องนี้เปลี่ยนผ้าบ่อยจัง ดิฉันเล่าให้ฟัง เขาเลย บอกว่า เอางี้ เดี๋ยวเขาจะกดให้นะ แล้วเขาเอาถาดรูปไตมาวางที่ใต้ก้น ให้ดิฉันตั้งขายันทั้งสองข้าง เขาบอกว่าเจ็บนะ เจ็บมากด้วย อดทน นะ นับหนึ่ง สอง สาม แล้วกด ดิฉันเจ็บแทบตาย น้ำตาไหลพราก ร้องลั่นเลย เลือดก็ไหลออกมา เยอะ หลังจากนนั้น ดิฉันก็ไม่ปวดอีก จึงหลับลงได้ (ดิฉันคิดว่า นี่คงเป็นเวรกรรม ตอนที่แม่ตกเลือดตอนคลอดดิฉันก็คงเป็นแบบนี้ดิฉันกำลังชดใช้กรรม)หลังจากนั้นดิฉันจึงเดินได้ ไปเยี่ยมลูกที่เนอสเซอรี่ ดิฉันร้องไห้เพราะเห็นลูกถูกแทงน้ำเกลือทางหัว ดิฉันไปให้นมลูก ดิฉันดีใจมาก เดินไปให้นมลูกทุกวัน ทุกครั้งที่ลูกดูดนม ดิฉันมีความสุขมาก รู้สึกรักลูกมากๆ คำมั่นสัญญาเกิดขึ้นในใจอีกแล้ว แม่จะรักลูกเลี้ยงดูลูกให้ดีที่สุด แม้ชีวิต แม่ก็ให้ลูกได้ แล้วดิฉันกลับไปบ้านหลังจากกลับบ้านได้หนึ่งวัน น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ เราลำบากมาก เงินก็น้อย เพื่อนที่ร้องเพลงคนนั้นมาเยี่ยมช่วยเหลือดิฉัน ห้าร้อยบาท มันช่วยเหลือฉันได้มากจริงๆ ช่วงนี้แม่มาช่วย ดิฉันไม่สามารถอยู่ไฟได้ เพราะเงินเริ่มหมด ดิฉันจึงตัดสินใจไปสมัครร้องเพลงอีก ทั้งที่ยังไม่ครบสี่สิบวัน ท้องก็ยังป่องอยู่ ทุกคนคิดว่าดิฉันอ้วน ไม่มีใครรู้ว่าดิฉันหายไปคลอดลูก แม่บอกว่า อีสาวระวังนะ อย่ากินอะไรแผลงๆ นะ มึงไม่ได้อยู่ไฟ ดิฉันตอบค่ะ ดิฉันระวังตัวแจ ดิฉันกลับจากร้องเพลงมาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วมาดูลูก รัก รัก เฝ้าดูยุงจะมากัดลูก นี่แหละยุงไม่ให้ไต ไรไม่ให้ตอม มันเป็นอย่างนี้เอง กางมุ้งให้ลูก เอาผ้ามาอุดรอยที่คิดว่ายุงจะเข้าได้ ตัวเรานอนนอกมุ้งมือกุมลูกตลอดเวลา ดิฉันรักและหลงลูกมาก เลี้ยงลูกด้วยความรักถนุถนอม ลูกดิฉันพอโตซักประมาณสามขวบ ดิฉันให้ไปโรงเรียนเตรียมอนุบาล ดิฉันไปรับลูกทุกวัน มีทุกอย่างให้ลูกความสุขที่ลูกพึงมี ดิฉันมีให้ไม่ขาด บางครอบครัวที่มีพร้อมพ่อ พร้อมแม่ ยังไม่มีเท่าลูกดิฉันเลย แต่สิ่งที่ไม่มีให้ คือ ตัวตนของคนเป็นพ่อ ลูกไม่เคยถาม แต่แล้ววันหนึ่งลูกก็ถาม ดิฉัน บอกลูกว่า พ่อลูกตายแล้ว ตายตั้งแต่ลูกยังไม่คลอดเลย ลูกไม่ต้องถามอีกนะคะ มีอยู่วันหนึ่ง ดิฉันนั่งรถตุ๊กๆ กับลูก เขาโทร.หา ถามเรื่องลูก ดิฉันพูดโกรธๆ ลูกถามว่า แม่พูดกับใคร ดิฉัน เผลอตอบว่า พูดกับพ่อจ๋า นะซิ เท่านั้นแหละค่ะ ลูกดิฉัน กระโดด ร้อง ไชโย พ่อของน้องยังไม่ตาย ดิฉันรู้สึกผิดที่โกหกลูก แต่มันจำเป็น ดิฉันจับลูกมากอด แม่ขอโทษลูก เขายังไม่ตาย แต่เขามาอยู่กับเราไม่ได้ นะคะ ลูกรู้แค่นี้ก่อนนะคะ ไว้น้องโตกว่านี้ แม่จะเล่าให้ฟัง ลูกจะเข้าใจมากขึ้นนะลูก ดิฉันสะอื้นในอก แล้วดิฉันก็ตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงลูก ใส่ใจใส่ความรัก ด้วยชีวิตทั้งหมดที่มีทุ่มให้ลูกสุดตัว อบรมสั่งสอนสอนทุกอย่าง เหมือนที่พ่อแม่สอนดิฉันให้เป็นคนดี ไม่ทำร้ายผู้อื่น ให้เป็นคนมีน้ำใจ อ่อนน้อมถ่อมตน สอนโดยวิธี บอกให้จำ ทำให้ดู ลูกทำผิดดิฉันตี ค่ะ หลังจากนั้นจึง กอดแล้วบอกลูกว่าทำไมถึงตี ผิดอย่างนั้นอย่างนี้ ดีไม่ดี บอก ทีหลังอย่าทำ ลูกดิฉันยกมือไหว้ ตั้งแต่ คนงงาน จนถึงระดับใหญ่โต ค่ะ
พอลูกอยู่ ม.5 ลูกถามว่า แม่ ถ้าลูกสอบทุนแลกเปลี่ยนได้ แม่ให้ไปไหม ? ดิฉันตอบว่า ให้ไปซิ แต่มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่คะ ลูกบอกว่า สามแสนกว่าๆ ค่ะ ตอบทันทีค่ะว่า เอาซิลูกถ้าลูกสอบได้ งั้นขอค่าสมัครก่อนนะแม่ สองร้อย เอาเลยลูก หลังจากนั้น ต่อมา อีก ประมาณ สามเดือน ลูกกลับจากโรงเรียนบอกว่า แม่ ลูกคิดว่าแม่ต้องจ่ายเงินสามแสนแล้วล่ะ ทำไมลูก ก็ลูกสอบผ่านแล้วนะซิ แล้วต้องรีบรายงานตัวด้วย ดิฉันโอเค จากนั้นขึ้นลงกรุงเทพฯใช้เงินเยอะค่ะ เพราะลูกต้องไปเข้าคอร์สอบรมก่อนเดินทาง และเข้าสู่กระบวนการสอบอีกระดับหนึ่ง(ตอนนี้ดิฉันหนักมากค่ะ ไหนต้องผ่อนบ้านผ่อนรถ น้องเรียน ลูกเรียน ตัวดิฉันเองก็เรียน กศบป. ราชภัฎสงขลา แต่น้องสาวสุดท้องจบก่อบดิฉันจึงได้เรียน)แล้วลูกดิฉันก็ไปเรียนที่ อเมริกา ได้อยู่ที่นิวยอร์ค Spencerport Hischool หลังจากกลับมาลูกดิฉันโตเป็นผู้ใหญ่มาก คิดเอง คิดเป็นระบบมากขึ้น เขากลับมาซ้ำ ม.5 อีก หนึ่งปี ค่ะ เขาวางแผนการเรียนเองทั้งหมด เรียนพิเศษอะไร ก่อนหลัง ดิฉันมีหน้าที่อย่างเดียวคือหาเงินให้ ก็ทำให้ดิฉันเริ่มเบาใจมากขึ้น แล้วลูกสาวดิฉันก็เอนทรานซ์ ติดธรรมศาสตร์ เขาเลือกเรียน เอกวรรณคดีอังกฤษ ตามที่เขาชอบ ดิฉันให้ลูกคิดเองสิ่งไหนที่ลูกชอบเรียนแล้วมีความสุข พอลูกอยู่ปีสาม ดิฉันจึงมีโอกาส ได้เรียนต่อปริญญาโท ที่คณะศิลปศาสตร์ มอ. เราจบพร้อมกันค่ะ แต่คนละเดือน ลูกสอบเสร็จ มีนาคม ดิฉันสอบจบ เดือน พฤษภาคม ลูกรับปริญญาเดือนสิงหาคม ดิฉันรับ กันยายน 2555 ค่ะ
ปัจจุบัน ลูกสาวดิฉันสอบได้ ทำงานกับสายการบิน กาต้าร์แอร์ไลน์ค่ะ ส่วนดิฉันตัดสินใจใช้ชีวิตกับชาวแคนาเดียนค่ะ ตอนนี้ดิฉันคิดว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับชีวิตดิฉันและลูก มันเกิดจากความรักที่มีแม่คนนี้มีความรักให้ลูกเต็มหัวใจ ต่อสู้ด้วยชีวิต ถึงแม้ต้องทนกับความลำบากเลือดตาแทบกระเด็นแต่แม่คนนี้ก็ทำได้ เพื่อลูกสุดที่รักของแม่ค่ะ และแม่คนนี้ ก็ภาคภูมิใจในตัวลูกมากที่ลูกเป็นเด็กดีตั้งใจเรียน เชื่อฟังคำสอนของแม่และคุณแม่เฒ่า ลูกของแม่จึงมีวันนี้วันแห่งความสำเร็จในชีวิต วันแห่งความภาคภูมิใจของแม่ ถึงเวลานี้ลูกคงรู้ว่า แม่รักลูกมากเท่าใด
รักลูกยิ่งชีวิต
แม่ของลูก
สิริภัสสร์ คารวนันท์
...... ขอบคุณ ข้อมูลดีดีนี้ นะคะ .....
เป็นบันทึกที่น่าจดจำมากค่ะ ขอบคุณที่แชร์ประสบการณ์นะคะ
รักแม่ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณค่ะ กำลังเป็นคุณแม่เลี้ยงเดียวเหมือนกัน แต่ใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ มีหลายอย่างที่สบายกว่าบ้านเราแต่มีสิ่งหนึ่งที่คุณเหนือกว่าคือการศึกษา ดิฉันยังไม่จบตรีเลย คุณทำให้ดิฉันมีความฝันว่าจะต้องทำได้เหมือนคุณ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ
ยินดีค่ะ จะคุยนอกรอบ ที่นี่ค่ะ [email protected]
ยอดเยี่ยมเลยค่ะ เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเหมือนกัน ลูก อายุ 9 ขวบ เขามักจะโกหกเรื่อวเรียน พอถามก้อบอกว่ากลัวแม่เสียใจ เหนื่อยจังค่ะ แต่อ่านเรื่องของคุณแล้ว มีกำลังใจค่ะ จะพยายามเปลี่ยนนิสัยเขา ขอบคุณนะคะ สำหรับเรื่องดีๆ ที่นำมาแบ่งปัน