The S-curve

เส้นทางสู่ความสำเร็จของนวัตกรรม

           S – curveเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับผู้บริหาร โดยช่วยอธิบายทิศทางของการพัฒนาสินค้าและเทคโนโลยีแบบเดิมและแบบใหม่สิ่งที่ควร จดจำก่อนที่จะนำ S – curve  มาใช้งาน คือ เส้นทางการพัฒนาที่อยู่ในกราฟนั่นไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไม่ใช่ทุกนวัตกรรมที่จะเอาชนะเทคโนโลยีที่มีอยู่

ตัวอย่างเช่น

  สื่อบันทึกข้อมูลแบบใช้แสง (optical storage) ที่ไม่สามารถเข้ามาแทนที่สื่อบันทึกข้อมูลระบบแม่เหล็กได้

The S-curve

เส้นโค้งรูปตัวเอส (S-shaped curve) เกิดจากการพล็อตกราฟ 2 แกน และเส้นโค้งที่ใช้อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงของประสิทธิภาพ ของเทคโนโลยีตามเวลาและเงินทุนที่ใช้ไป แกนนอนแสดงถึงนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ผ่านมา แกนตั้งบ่งบอกประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ หรือความประหยัดต้นทุน


ณ จุด T1ในภาพ บริษัทที่ใช้เทคโนโลยีเดิมอยู่มองว่า เทคโนโลยีใหม่นี้ยังไม่ใช่ภัยคุกคามลูกค้าส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับเทคโนโลยีใหม่เพราะว่ามันยังไม่มีประสิทธิภาพหรือประหยัดต้นทุนได้มากเท่ากับที่พวกเขาต้องการในขณะนั้น

ตัวอย่าง ในระยะเริ่มต้น ที่โปรแกรม word processor ในคอมพิวเตอร์ของบริษัท apple ไม่สามารถแทนเครื่องพิมพ์ดีดได้เนื่องจาก ในขณะนั้น word processor ไม่สามารถพิมพ์อักษรตัวพิมพ์เล็กได้ พิมพ์ได้แต่อักษรตัวพิมพ์ใหญ่เครื่องก็ยังมีราคาแพงอยู่แถมได้งานพิมพ์ที่มีคุณภาพต่ำ

ณ จุด T2ในภาพ เทคโนโลยีใหม่จะตามทันเทคโนโลยีเดิมที่ใช้อยู่ในด้านประสิทธิภาพและความประหยัดแต่เทคโนโลยีใหม่ต่างจากเทคโนโลยีเดิมตรงที่ยังมีโอกาสอีกมากมายที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อีก เทคโนโลยีใหม่ก็พัฒนาขึ้นจนถึงจุดที่สามารถเข้ามาแทนที่เทคโนโลยีที่ใช้กันอยู่ในตลาดได้

ตัวอย่าง ธุรกิจการถ่ายภาพ ได้เกิดนวัตกรรมการใช้กล่องดิจิตอลได้แพร่หลายมากขึ้น จนอุตสาหกรรมการใช้ฟิลม์ ได้หายไปจากเทคโนโลยีการถ่ายภาพในปัจจุบัน เหลือเพียงแค่บางกลุ่มที่มีความต้องการใช้ฟิลม์

บทเรียน  3 ประการ

ริชาร์ดฟอสเตอร์ ใช้การเรียกบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเดิมว่า ผู้ป้องกัน (defender)

และผู้ที่สนับสนุนเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังถือกำเนิดขึ้นมาว่า ผู้โจมตี (attacker)

บทเรียนที่1  ผู้ป้องกันจะเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก

บทเรียนที่2  ผู้นำของเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นยาก ที่จะกลายเป็นผู้นำของเทคโนโลยีรุ่นถัดไป

บทเรียนที่3   บริษัทผู้โจมตีจะได้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบที่สำคัญ


บทเรียนที่1  ผู้ป้องกันจะเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก

บริษัทที่ดำรงอยู่ได้ด้วยเทคโนโลยีเดิม  จะเผชิญกับการตัดสินใจในเรื่องดังต่อไปนี้

1. ละทิ้งธุรกิจที่มีอยู่โดยนำเงินสดและความเชื่อมั่นทั้งหมดไปลงให้กับเทคโนโลยีใหม่ที่เป็นคู่แข่ง 

ทางเลือกที่ 1 นี้จะทำได้ยากและมักเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ส่วนมากการละทิ้งทุกอย่างที่มีเพื่อไปเริ่มกับเทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องที่เหมือนกับการฆ่าตัวตาย

2. ใช้เทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่ต่อไป และพยายามอย่างหนักเพื่อปรับปรุงให้มันดีขึ้น

ทางเลือกที่ 2การยึดเทคโนโลยี ในปัจจุบันที่ใช้อยู่ทางเลือกที่ง่ายที่สุดเพราะจะไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในระยะสั้น และมีความเป็นไปได้ที่ปรับปรุงเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบันให้ดีขึ้น

3. ทำธุรกิจเดิมต่อไป และเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีใหม่เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงสำหรับอนาคต

ทางเลือกที่ 3คือการทำธุรกิจเดิมต่อไป และลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ไปพร้อมๆกัน ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าจะมีผลดีในอนาคตเนื่องจากบริษัทสามารถดำเนินธุรกิจที่มีอยู่ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันไปพร้อมกับการพัฒนาธุรกิจใหม่ซึ่งถ้าหากทางบริษัท

การเลือกใช้ทางเลือกที่  3 นี้ ก็จะมีปัญหาในทางปฏิบัติดังต่อไปนี้

-บริษัทอาจไม่มีความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่

เช่น ธุรกิจการถ่ายภาพโดยใช้ฟิล์มนั้นจำเป็นจะต้องใช้พนักงานที่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับสารเคมี กระดาษและเทคโนโลยีการล้างอัดภาพ  แต่เทคโนโลยีการถ่ายภาพระบบดิจิตอลกลับต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์

-วัฒนธรรมขององค์กรอาจจะไม่ยอมรับเทคโนโลยีใหม่

เช่นIBM เป็นผู้นำของโลกในเรื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรม แต่ในขณะนั้นได้มีการพัฒนาธุรกิจคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด คนในบริษัท IBM จึงไม่ค่อยให้ความสนใจกับเรื่องนี้

-ลูกค้าในปัจจุบัน อาจกดดันให้บริษัททำธุรกิจเดิมต่อไป

เช่น ลูกค้าส่วนมากจะมีความต้องการที่จะใช้เทคโนโลยีเดิมและจะไม่ค่อยยอมเปลี่ยนแปลงจนกว่าเทคโนโลยีใหม่จะแสดงให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีกว่า

บทเรียนที่ 2  ผู้นำของเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นยาก ที่จะกลายเป็นผู้นำของเทคโนโลยีรุ่นถัดไป

ทุชแมน และโอ เรีลลลี่ ได้อธิบายไว้ว่า

     ช่วงกลางทศวรรต1950 หลอดสุญญากาศนั้นมีมูลค่าตลาดประมาณ 700 ล้านดอลลาร์ แต่ในช่วงหลายปีต่อมา อุตสาหกรรมเหล่านี้กลับเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งสาเหตุมาจากการประดิษฐ์คิดค้นทรานซิสเตอร์ขึ้นมา

ตัวอย่างเช่น เมื่อมินิคอมพิวเตอร์ถือกำเนิดขึ้น บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์แบบดิจิตอลที่เพิ่งตั้งขึ้น ก็ได้กลายเป็นผู้นำตลาด ซึ่งใช่บริษัท IBM ที่แต่เดิมเป็นผู้นำตลาดแต่เพียงผู้เดียว 

ริชาร์ดฟอสเตอร์ กล่าวเอาไว้ว่า บริษัทผู้ป้องกันยังสามารถเลือกใช้กลยุทธ์เพื่อป้องกันบริษัทคู่แข่งได้

1. แซงหน้าเทคโนโลยีของคู่แข่ง   ช่วงแรกของ S-curve เทคโนโลยีใหม่ไม่ได้รับการพัฒนาไปมากหากว่าผู้โจมตีเป็นบริษัทขนาดเล็กที่มีทรัพยากรจำกัดอาจทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีให้สมบูรณ์นั้นทำได้ช้า ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทผู้ป้องกันที่มีทรัพยากรมากกว่าเริ่มการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่และแซงหน้าคู่แข่ง

2. ซื้อกิจการของบริษัทที่เข้ามาโจมตี  หากว่าเทคโนโลยีใหม่ของบริษัทคู่แข่งจะเข้ามาแข่งตลาดให้พิจารณาการเข้าซื้อกิจการของบริษัทนั้นเสีย แต่ถ้าเลือกใช้วิธีนี้ ก็ต้องแน่ใจว่าบริษัทที่เข้าไปซื้อกิจการจะมีความเป็นเอกเทศทางการบริหาร หรืออาจจะเลือกใช้วิธีซื้อลิขสิทธิ์การใช้เทคโนโลยีของคู่แข่งแทน

บทเรียนที่ 3  บริษัทผู้โจมตีจะได้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบที่สำคัญ

เทคโนโลยีใหม่และตัวแบบการทำธุรกิจที่เป็นนวัตกรรมนั้นมักจะถูกคิดค้นมาโดยบริษัทของผู้ประกอบการอิสระที่มีขนาดเล็กโดยบริษัทอย่าง Hewlett-Packard, Intel, Apple, Microsoft,  Dell, SUN และ eBay ต่างก็เริ่มต้นแบบนี้เช่นกัน

แม้ว่าบริษัทของผู้ประกอบการอิสระจะมีจุดอ่อนในเรื่องของตราสินค้า (Brand) ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก รวมทั้งด้านการผลิต และการจัดหาเงินทุนแต่บริษัทเหล่านี้ก็มีข้อได้เปรียบหลายอย่าง 

ข้อได้เปรียบของผู้ประกอบการอิสระ

  1.  ไม่ถูกรบกวนด้วยปัญหาอื่น

    ผู้บริหารของบริษัทที่เปิดใหม่จะไม่ต้องใช้เวลาแก้ปัญหาภายในและปัญหาเกี่ยวกับคน เนื่องจากยังมีปัญหาแบบนี้น้อย  จึงทำให้พวกเขาสามารถพุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่การพัฒนาเทคโนโลยี หรือตัวแบบการทำธุรกิจใหม่ได้อย่างเต็มที่

    2.  ความสามารถในการดึงดูดคนที่มีความสามารถ

    บุคคลที่มีความสามารถเฉพาะด้าน และมีความสามารถในการบริหารมักจะถูกดึงดูดด้วยความคิดใหม่ที่ดูมีอนาคตยิ่งเมื่อสิทธิ์ในการถือหุ้นของบริษัทจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดบุคคลที่มีความสามารถมาร่วมทำงานด้วย

    3.  ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของลูกค้ารายใหญ่ที่มีอิทธิพลกับบริษัท

    บริษัทหลายแห่งที่ก่อตั้งขึ้นมาเป็นเวลานาน มักจะประสบความล้มเหลวในการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ เนื่องจากลูกค้าที่มีอิทธิพลจะโน้มน้าวให้บริษัททำทุกอย่างตามเดิม ตัวอย่างเช่น  บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ 3 รายของสหรัฐไม่ต้องการเปลี่ยนการออกแบบระบบช่วงล่างของรถยนต์ จึงทำให้บริษัททั้ง 3 โน้มน้าวให้บริษัทผู้ผลิตยางใช้ยางรถยนต์แบบเดิม 

  แต่ในขณะที่ บริษัท Michelin ไม่ได้ผลิตยางให้กับ บริษัทรายใหญ่ทั้ง 3  จึงทำการจำหน่ายยางที่มีการนำเทคโนโลยีใหม่ ที่มีชื่อว่า “เรเดียล(Radial)” เข้ามาใช้งาน ซึ่งจะทำให้ยางมีคุณภาพดีกว่า จึงทำให้บริษัท Michelin กลายเป็นผู้นำตลาด โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของ บริษัทรายใหญ่ทั้ง 3

4. มีความเป็นระบบราชการน้อย

บริษัทผู้ประกอบการอิสระที่มีขนาดเล็กนั้น ยังไม่มีสิ่งที่เข้ามาบังคับควบคุมมากทำให้ทำอะไรได้รวดเร็วและมีความยืดหยุ่นสู'

5.  ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงการลงทุนในทักษะหรือสินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวข้อง

บริษัทที่ตั้งมาเป็นเวลานาน อาจจะหาเหตุผลที่ไม่ยอมนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ด้วยการ กล่าวว่า “มันจะเข้ามาทำให้ยอดขายของเราลดลง”

“เราลงทุนเพิ่มเพื่อฝึกอบรมพนักงาน ให้เตรียมตัวทำงานกับเทคโนโลยีใหม่ที่จะเข้ามา”