การเดินทาง...หลังม่านเขียว

wjar
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ความตายนั้นเป็นบททดสอบที่สำคัญที่สุดของชีวิต

เรามีโอกาสสอบได้เพียงครั้งเดียว และไม่สามารถสอบแก้ตัวได้อีกเลย” พระไพศาล วิสาโล

ทันทีที่เห็นหน้าแม่ บนเตียงผู้ป่วยในห้องผู้ป่วยหนักศัลยกรรม ฉันแทบจะร้องไห้ ภาพของ ร่างหญิงชราอายุเจ็ดสิบแปดปีที่นอนนิ่งบนเตียง หายใจด้วยท่อหายใจตามเครื่องช่วยหายใจที่ตีขึ้นลงเป็นจังหวะ สายระโยงระยางที่ผ่านจากกระเพาะอาหารออกจากจมูกต่อลงขวดแก้วดูดระบายของเสีย บนฝาผนังตึก พร้อมของเหลวสีน้ำตาลปนเลือดที่ไหลออกเป็นจังหวะของเครื่องดูด สายสวนปัสสาวะ สายให้น้ำเกลือ สายให้ยาทางหลอดเลือด ..... ตลอดจนแผลผ่าตัดหน้าท้องที่มีผ้าก็อซสีขาวปิดคลุม

วินาทีนั้นความเข้มแข็งของสองขาที่เหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางเป็นระยะทางพันกิโล แทบจะทรุดหมดแรงด้วยความสงสาร คำว่า “แม่” จุกอยู่ในคอจนพูดไม่ออก จนพักหนึ่งเมื่อตั้งสติตัวเองได้ จึงดึงความรู้สึกในปัจจุบันออกมาด้วยหน้าที่ของความเป็นลูก

ฉันรับรู้อาการแม่จากเพื่อนบ้านที่มาส่งโรงพยาบาล เล่าให้ฟังว่า แม่เริ่มมีอาการปวดท้องตั้งแต่กลางคืนแต่กินยารักษาโรคกระเพาะและไม่กล้าโทรบอก รอจนถึงรุ่งเช้าจึงเรียกเขาให้พามาโรงพยาบาลแต่ถึงตอนนั้นอาการแม่ก็หนักมาก เพราะเกิดอาการช็อค เนื่องจากมีเลือดออกจากกระเพาะ จำเป็นต้องผ่าตัดฉุกเฉิน ซึ่งก่อนหน้านี้ฉันได้คุยกับแพทย์ทางโทรศัพท์แล้วว่าแม่เป็นโรคเบาหวาน แต่ด้วยภาวะวิกฤต ที่ต้องแย่งชิงนาทีชีวิต ฉันจึงยินยอมให้แม่ผ่าตัดเพราะคิดว่าเป็นการรักษาที่ดีที่สุด ในช่วงเวลาขณะนั้น ซึ่งการผ่าตัดที่ยาวนานสำหรับคนเฝ้ารอในฐานะลูกอย่างฉัน ทุกอย่างผ่านไป ด้วยดี นับว่าโชคดีมากที่สามารถยื้อชีวิตแม่มาได้

หลังจากแม่ออกจากห้องผ่าตัด ฉันเฝ้านั่งมองแม่บนเตียง ตึกผู้ป่วยหนักที่นอนท่ามกลางเฟอร์นิเจอร์รอบตัวและที่สำคัญ แม่หายใจทางท่อต่อด้วยเครื่องช่วยหายใจ ..สำหรับฉัน....เหมือนถูกก้อนหินหล่นทับโดยไม่ได้ตั้งตัว เพราะมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ สำหรับหญิงวัยชราที่เป็นเบาหวาน ต้องมาพบภาวะนี้ หลังจากแม่รู้สึกตัว ฉันได้จับมือบอกแม่ว่า “ลูกมาแล้วน่ะ”แม่พยักหน้าแล้วหลับไปต่อด้วยความปวดจากการผ่าตัดท่ามกลางเฟอร์นิเจอร์ยื้อชีวิตที่อยู่รอบตัว

แม้จะเป็นเวลาสั้นๆของการเข้าเยี่ยมในห้องผู้ป่วยหนัก ที่กำหนดให้ญาติเข้าเยี่ยมได้ครั้งละ ครึ่งชั่วโมง วันละสองครั้งเช้า-เย็น แต่เป็นระยะเวลาที่ฉันได้ทำหน้าที่ของลูกอย่างเต็มที่ ได้บริจาคเลือดตัวเองคืนกลับให้โรงพยาบาลแทนเลือดที่แม่ได้รับในการรักษา ระยะเวลาของการอยู่รักษาในห้องผู้ป่วยหนัก ช่วงแรก เพียง สามวัน แม่อาการดีขึ้น ยิ้มแย้มกับพยาบาลและสื่อสารกับคนที่มาเยี่ยมได้ เช้าวันที่สาม เมื่อฉันเข้าเยี่ยม แม่สื่อสารโดยทำมือว่าอยากเขียนหนังสือ ฉันให้แม่เขียนข้อความที่ต้องการสื่อสาร

มือเล็กๆที่ผอมเกร็ง ฉุดรั้งด้วยสายน้ำเกลือ บรรจงเขียนอักษรโย้เย้ลงบนกระดาษที่ฉันยื่นให้

ไปที่ดิน ”

แค่เห็นประโยคนี้บนกระดาษ ฉันถึงกับสะอึกและน้ำตาคลอ ฉันรับรู้ได้ว่าแม่เป็นห่วงเรื่องบ้านมาก ต้องการยกให้ลูกทั้งสามคนแต่ไม่มีใครสานต่อความตั้งใจของแม่ อาจเป็นเพราะต่างก็อยู่ไกลกัน พี่สาวอยู่เชียงใหม่ พี่ชายบวชเป็นพระส่วนฉันก็ใช้ชีวิตที่ภาคใต้ และทุกคนคิดว่า เตี่ย แม่ ยังมีชีวิตอยู่ แม้จะเป็นธรรมเนียมที่ทุกๆปี ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ฉันจะพาลูกๆมาอาบน้ำสงกรานต์ ล้างเท้า ขอพรจากเตี่ย แม่ สม่ำเสมอ แม่ก็มักจะถามว่าเมื่อไหร่ไปโอนที่และบ้านให้เสร็จ แต่ถึงวันนี้ กลับเป็นแม่ที่เป็นห่วงลูกๆ ตั้งใจให้บ้านทรงไทยที่มีอายุกว่าร้อยกว่าปีอันเป็นเรือนหอของคุณตาคุณยาย ให้อยู่ในความดูแลของฉัน ฉันรับปากและไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินและได้เรียนรู้ขั้นตอนการดำเนินงานที่ยุ่งยากอีกมากมาย

หลังจากเอาท่อช่วยหายใจออก แม่ได้ย้ายไปพักรักษาตัวที่ห้องพิเศษ ได้เพียงสามวันก็เกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดคือมีน้ำสีเหลืองอมเขียวที่ออกจากแผลผ่าตัดหน้าท้อง ครั้งแรกคิดว่าเป็นสีของยาที่ให้ทางหลอดเลือด แต่สิ่งที่กังวลใจที่สุดของทีมแพทย์ผู้รักษาและตัวฉันเองก็เกิดขึ้นเพราะมันคือสีน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารที่ออกมาจากแผลผ่าตัดที่ไม่ติด อาจเนื่องจากโรคเบาหวานเดิมที่แม่เป็นอยู่ แพทย์เจ้าของไข้แนะนำว่า ต้องดูอาการไปก่อน อาจจะไปผ่าตัดเย็บปิดใหม่ ซึ่งเป็นสาเหตุให้แม่ต้องกลับเข้าห้องผู้ป่วยหนักอีกครั้ง เนื่องจากมีไข้สูงและหายใจหอบเหนื่อย จนปริมาณออกซิเจนในเลือดต่ำกว่าปกติ

ความเจ็บปวดที่ฉันรับรู้ผ่านอาการทางกายของแม่ มันเป็นความรู้สึกที่ยากในการตอบคำถามแพทย์ว่า “คนไข้เหนื่อยนะ ใส่ท่อไหม ?”

ฉันขอไม่เป็นผู้ตัดสินใจตอบแต่ให้แม่ตัดสินใจ เพราะมันเหมือนเริ่มต้นการรักษาใหม่โดยอธิบายให้ข้อมูลแม่ว่า ใส่ท่อหายใจแล้วเป็นอย่างไร ไม่ใส่แล้วเป็นอย่างไร สุดท้าย แม่เลือกที่จะใส่ท่อช่วยหายใจ และนั่นคือคำพูดสุดท้ายที่ฉันได้ยินจากปากแม่

...ให้หมอใส่เถอะ.....เหนื่อย”

แม่กลับมาอยู่กันที่ห้องผู้ป่วยหนัก อีกครั้ง อาการของแม่ยังทรงตัว แม่ยังรู้สึกตัว พยาบาลที่ดูแลแม่เล่าให้ฉันฟังว่า แม่ยิ้มเก่ง ขี้เกรงใจ ไหว้ทุกคนที่มาทำความสะอาดร่างกายและให้การดูแล และทำตาเขียวใส่ฉันเมื่อใกล้หมดเวลาเยี่ยมเพราะกลัวฉันจะถูกตำหนิว่าเยี่ยมเกินเวลา ส่วนฉันก็รอเวลาเข้าเยี่ยมแม่ เช้า-เย็น ปรับเปลี่ยนการทำงานที่รับผิดชอบโดยใช้โทรศัพท์ สื่อสารทำงานแทนและดำเนินภารกิจที่สำคัญในการทำความต้องการของแม่ให้สำเร็จ การติดต่อเรื่องโอนยกที่ดินไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะแม่ไม่ได้ไปทำนิติกรรมเอง และใบรับรองแพทย์ก็ใช้ไม่ได้ เพราะแพทย์ไม่ระบุว่าผู้ป่วยรู้สึกตัวดี จึงต้องทำเป็นพินัยกรรมโดยเชิญปลัดอำเภอมาดำเนินการให้ที่ห้องผู้ป่วยหนักเพื่อตรวจสอบว่าผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะดี รู้สึกตัวดี และยินยอมมอบให้ด้วยความเต็มใจ สีหน้าแม่ในวันทำพินัยกรรม ดีขึ้น แม่ระบุคนที่ต้องการมอบให้ตามที่ปลัดอำเภอสอบถามได้ และสุดท้ายต้องนำคำร้องขอ ไปให้ผู้ใหญ่บ้านและนายก อบต.ลงนามรับรองและปิดประกาศใน 30 วัน เผื่อกรณีมีคนคัดค้าน เหมือนกับมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือ ทำให้ฉันติดต่อทุกอย่างสำเร็จภายในวันเดียวและสามารถนำประกาศไปปิดประกาศได้ครบตามขั้นตอน

ฉันเดินทางขึ้น-ลงทั้งที่ทำงานที่ใต้และที่บ้าน เกือบทุกสัปดาห์ ใช้เวลาในวันศุกร์กลับสุพรรณและมาทำงานในวันจันทร์ ที่กระบี่ เว้นแต่มีประชุมอบรมที่กทม. ก็ได้หัว –ท้าย ของวันเดินทาง มาดูแลแม่ และใช้สิทธิพักร้อน กับลากิจ ตามระเบียบ ไม่มีเวลาสำหรับการดูแลตัวเอง สภาพฉันในขณะนั้นดูโทรมไปด้วยใบหน้าที่หมองคล้ำ ภายในสมองที่เต็มไปด้วยความกังวลและความเครียดระดับสูงสุดจะบรรยาย ความทุกข์ทางกายยังไม่เท่าไหร่ แต่ความทุกข์ในใจแทบจะล้นออกมากองให้เห็น สิ่งไหนที่ใดที่ว่าศักดิ์สิทธิ์ได้ถูกกราบไหว้วิงวอน ภาวนาขอให้ช่วยเหลือ ให้แม่หายจากความเจ็บป่วยในครั้งนี้

ท่ามกลางพายุฝนที่มืดมิดในชีวิต ยังมีแสงอาทิตย์ที่สาดส่องมาให้ กำลังใจจากคนรอบๆข้าง อ้อมกอดพร้อมมือเล็กๆของลูกชายที่ปาดน้ำตาให้ด้วยคำพูด

คุณยายคงไม่เป็นไรน่ะ คุณแม่ไปดูคุณยายเถอะ ไม่ต้องห่วงน้อง ”

โชคดีที่ได้ไปอบรมงานผู้สูงอายุกับพี่ที่ทำงานและดูงานที่ ร.พ.เจ้าพระยายมราช สุพรรณบุรี ได้พบกับพี่จิน นางฟ้าสีขาวที่มานำเสนองานการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้รายละเอียดการทำงานซึ่งกันและกัน พี่จิน มีเมตตาฝากกล่องเทปธรรมมะเพลงอิติปิโส มาเปิดให้แม่ฟัง แม้ทุนเดิมฉันจะชอบอ่านหนังสือเกี่ยวการเกิดการตาย มาบ้างก็ตาม แต่เมื่อเจอโจทย์กับตัวเอง ก็เหมือนผงเข้าตาตัวเองเขี่ยไม่ออก แม้เคยเข้าอบรมหลักสูตรระยะยาวอาปาณสติภาวนา แนวท่านพุทธทาส และท่านโคเอนก้า เป็นสิบๆวัน เคยเดินทางไปถึงสถานที่ประสูติพระพุทธองค์ ลุมพินีวันในอินเดีย สถานที่ลอยอังคาร แม่น้ำคงคาในประเทศเนปาล กระทั่งหนังสือที่ฉันชอบและถือติดตัวอ่านมาตลอด “ประตูสู่สภาวะใหม่ ”ของท่านโซเกียล ริมโปเซ พระทิเบต ที่ต่างมุ่งสอนให้มีสติ ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ให้อยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ทุกอย่างล้วนไม่มีตัวตน มีเกิดก็ย่อมมีดับเป็นธรรมดา มาแล้วก็ตาม แต่ความรู้สึกในใจฉันมันเหมือนกำลังต่อสู้กันในตัวเอง ระหว่างการยื้อยึดฉุดรั้งให้แม่อยู่กับเราไปตลอด กับการยอมปล่อยให้แม่เดินทางต่อไปด้วยความสงบ การสู้รบในใจ มีมาตลอดระหว่างที่แม่อยู่โรงพยาบาล แม้จะได้มีเวลาดูแลแม่ ทำให้แม่รู้สึกสบายขึ้น ทั้งการนวด สัมผัส การพูดคุยในบุญที่ได้ไปทำมาให้แม่ได้อนุโมนาบุญ เปิดกล่องเทปธรรมะให้แม่ฟัง ตลอดจนให้แม่ได้มีโอกาสทำสังฆทานบนเตียง จากกิจกรรมของชมรมจริยธรรมโรงพยาบาล ที่นิมนต์พระมารับบิณฑบาตและถวายสังฆทานจากผู้ป่วยและญาติในตึกผู้ป่วยหนักเป็นประจำทุกเดือน แม่ได้ทำสังฆทานทั้งหมด สองครั้ง โดยครั้งหลังสุดเป็นหลวงพ่อพระปลัดชะลอฯเจ้าอาวาสวัดโพธิ์อ้น ที่เพิ่งมาทราบในห้องผู้ป่วยหนัก ว่าเตียงนี้เป็นแม่ของพระพี่ชาย ที่หลวงพ่อรู้จักเพราะเคยบวชอยู่วัดเดียวกันมาก่อน

คำเทศน์ในห้องผู้ป่วยหนักในวันนั้นยังติดแน่นในความทรงจำของฉันไม่มีวันลืม

โยมน่ะ ตอนนี้ร่างกายเราๆสั่งมันๆก็ไม่ทำตามเราแล้ว สั่งให้มันยกแขน ยกขา มันก็ดื้อ ไม่ทำตาม แต่สิ่งที่เรายังสั่งได้คือสั่งใจให้นึกถึงแต่สิ่งดีๆที่เราได้ทำไว้ นึกถึงบุญเราไว้มากๆน่ะ นึกถึงแต่ทางสว่างที่เราต้องไป ทำใจให้อยู่กับปัจจุบัน ทำใจให้สว่าง ทำใจให้ปล่อยวาง อย่าไปยึดไปรั้งมัน ร่างกายไม่ใช่ของเรา เรายืมเขามา มาอยู่ชั่วคราว ถึงเวลาเราก็ต้องคืนเขาไป ”

ฉันกับพระพี่ชาย และพี่สาว ต่างก็มาให้กำลังใจแม่ ตามบทบาทของแต่ละคน พระพี่ชาย สอนให้แม่ภาวนาพุทโธ ๆๆ ตามรู้กับลมหายใจ ส่วนฉันก็มีหน้าที่ปิดเทปธรรมะอิติปิโสให้แม่ฟัง ข้างหู ทาโลชั่นนวดและบริหารกล้ามเนื้อบริเวณข้อปุ่มกระดูกและกล้ามเนื้อแขนขาให้ แม้บางครั้งอาจมือหนักไปหน่อยจนแม่ทำหน้าตาดุใส่ ก็จะจับแก้มให้แม่ยิ้ม และพูดให้กำลังใจ “เดี๋ยวก็หายๆ สู้ๆน่ะ ”

ช่วงเวลาสุดท้าย แม่มีอาการทรุดลง ตาเหม่อลอยกระสับกระส่าย ไม่รับรู้ ไม่ตอบสนองการเรียกและพูดคุยจากลูกๆ จากแผลผ่าตัดกระเพาะไม่ติด ทำให้น้ำย่อยออกมาย่อยเนื้อเยื่อหน้าท้องของแม่ แผลมีกลิ่นเหม็น เกิดภาวะติดเชื้อที่แผล ทีมแพทย์ตัดสินใจจะผ่าเย็บปิดกระเพาะใหม่ แต่ฉันและพี่ๆตัดสินใจตรงกันที่จะไม่ให้แม่ผ่าตัดใหม่ เราจะไม่ยื้อแม่ไว้ให้ทรมานอีกแล้ว

แม้ในใจฉันเองจะรู้สึกใจหาย เมื่อรู้ว่าแม่กำลังจะจากไปแล้วก็ตาม แต่ฉันก็ภูมิใจที่ได้ใช้เวลาที่เหลือในการจัดให้เตี่ย และลูกๆหลานๆ ได้ขอขมาเพื่อให้แม่ให้อโหสิกรรม ในขณะที่ยังมีลมหายใจ ภาพที่เตี่ยจับมือแม่ “ไม่ต้องเป็นห่วงฉันน่ะ ขอโทษน่ะ”

แม่พยักหน้ารับรู้ แม้กระทั่งพวงมาลัยดอกไม้สดที่ลูกๆพาไปกราบขอขมาแม่ในทุกสิ่งที่เคยได้ล่วงเกินด้วยกายกรรมทั้งสาม แม่เอื้อมมือมาตบหัวเบาๆ บ่งบอกถึงการรับรู้

และแล้ว วันเดินทางของแม่ ก็มาถึงเมื่อได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลว่า

แม่คงไม่ไหวแล้ว ”

ฉันรีบจัดการเรื่องการเดินทางมาหาแม่อย่างรีบด่วนที่สุด และเมื่อไปถึงโรงพยาบาล เข้าหาแม่ทันที จับแก้มแม่ให้ยิ้มให้รับรู้ว่าฉันมาแล้ว

ว่าไงจ๊ะรออยู่หรือ มาแล้วน่ะอยู่ข้างๆนี่น่ะ ”

น้ำเสียงฉันที่ดูเหมือนสดใส แต่ในใจรับรู้ว่าแม่เหนื่อยเต็มที่แล้ว มือที่เคยกุมมือฉันกลับแข็งเกร็งแสดงการรับรู้ พยาบาลให้ข้อมูลว่าแม่มีภาวะไตวาย ความไม่สมดุลของแร่ธาตุในร่างกายและติดเชื้อในกระแสเลือด แพทย์ให้ยากระตุ้นหัวใจมาสองวันแล้ว เพราะฉันได้แจ้งพยาบาลว่าจะไปหาแม่พร้อมลูกๆที่ติดสอบ ในอีกสองวันข้างหน้า แต่เหมือนแม่รอไม่ได้แล้ว ฉันจึงรีบมาและให้ลูกๆตามมาภายหลัง

คืนนั้นฉันนอนหน้าห้องแม่ และตื่นขึ้นมาด้วยความมีสติ ตั้งใจที่จะไม่ดึงรั้งแม่ไว้ ให้แม่ได้ไปสบาย ฉันคุยกับพยาบาลและขอหยุดยากระตุ้นหัวใจและน้ำเก&#

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การเดินทางของการเรียนรู้



ความเห็น (3)

เรียนน้องwjar กลับถึงบ้านโดยปลอดภัย เมื่อ หกโมงเย็น 

การเดินทางคือการทำงาน

การทำงานคือการพักผ่อน

การพักผ่อนคือการเรียนรู้

เรื่องเล่า หลังม่านเขียว สะท้อนให้เห็น การเยี่ยวในภาวะที่ต้องการกำลังใจ แต่ด้วยภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบ เรื่องบอกเราว่า ต้องเยียวยาตัวเองอันดับ  เพื่อให้เกิดกำลังใจ เรียนรู้ในเหตการณ์ที่อยู่ตรงหน้า แล้วเยียวครอบครัว พี่น้อง ซึ่งภาวะการแบบนี้ หากไม่เยียวยาตัวให้ได้ ก็ทำให้คนรอบข้างเสียกำลังใจ......

ขอบคุณที่นำประสบการณ์ชีวิตมา ลปรร. และขอบคุณมิตรภาพ ที่มีให้แก่นักสร้างสุขทุกคน

 

ขอบคุณที่แวะไปอ่านSha รพ ปากพะยูน

เขียนเมื่อ 

ท่าน วอญ่า ด้วยภาระกิจจึงห่างเหินพูดคุยในGTK วันนี้ได้มีโอกาสอยู่กับตัวเองในเวลาว่าง จึงมาเติมเต็มเวทีลปรร. ทยอยนำงานเขียนดีๆของน้องๆคลองท่อม มาshare ค่ะ