วันนี้ขับรถกลับบ้าน ฟังหลวงพ่อสนองกัตตปุณโญ ท่านเทศน์ไว้ ทางสถานีวิทยุ ฟังแล้วบังเกิดความสำนึกขึ้นมาลึกๆ ท่านว่าคนเรามักคิดอะไร แบบไม่ถึง

  คิดไม่ถึงนี้ ไม่ได้หมายความถึงเหตุการณ์อันแปลกประหลาด หรือเกินคาดอะไรนะคะ แต่เป็นเรื่องธรรมดาของผู้คนส่วนใหญ่ ที่คิดไม่ถึงเหตุการณืต่อไป  เด็กก็ไม่เคยคิดถึงความเป็นคนโต คนหนุ่มสาวก็ไม่เคยคิดถึงคนแก่ คนแก่ก็ไม่คิดถึงคนเจ็บ คนเจ็บก็ไม่คิดถึงความตาย

จริงๆด้วยเมื่อวัยเด็ก  เราก็คิดแต่เรื่องของเด็กๆ เล่นอะไรให้สนุก กินอะไรให้อร่อย ดูร่างกายแข็งแรง เดินช้าไม่ค่อยเป็น จำได้ว่าตัวเองนั้น ชอบกระโดดจากที่สูงๆ เช่น กระสอบข้าวสาร ที่ตั้งเรียงไว้หลายๆชั้น ผู้เขียนจะปีนขึ้นไป แล้วก็กระโดดลงมาอย่างน่าระทึก ไม่มีล้ม การทรงตัวดีเยี่ยม กระโดดวันละหลายๆรอบ ชอบมากๆ เมื่อถูกผู้ใหญ่ดุว่าประเดี๋ยวขาหัก กลับย้อนไปว่า ขาหัก เดี๋ยวมันก็งอกใหม่ ก็มันสนุกจริงๆไม่เคยคิดว่าวันนี้ ถ้าเราไปลิงโลดโดดกระสอบแบบนั้นอีก อะไรจะเกิดขึ้น ....จริงของหลวงพ่อท่านบอก เด็กไม่เคยคิดถึงวันเป็นผู้ใหญ่ ไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำได้นั้น เมื่อโตขึ้น มันจะทำไม่ได้อีกแล้ว



   ท่านว่าคนหนุ่มสาวก็ไม่เคยคิดเลยเถิดไปถึงยามแก่ คิดเฉพาะหน้าเสียส่วนมาก ก้มหน้าก้มตา ทำมาหากินกันเช้าจรดเย็น หมกมุ่นมีแต่เรื่องจะทำอีก ทำได้อีกอยู่นั่นแล้ว ก็สังขารมันเอื้ออำนวย จะเจ็บป่วยก็นับครั้งได้ มันทำให้หลงระเริงไป กินอยู่ไม่ได้ส่วนก็ยังมีแรงทำงาน หูตาก็ว่องไว ความจำเป็นเลิศ นึกรำคาญคนแก่ที่งุ่มง่าม เพราะสายตาฝ้าฟาง บอกอะไรไปแล้วก็ลืมได้ลืมดี ความคิดตอนนั้นไม่ยักจะมีใครคิดเลยไปถึงว่า ประเดี๋ยวเราก็จะชราแบบนี้แหละ

  วัยชราของคนเรา ต่างเข้าใจไปเองว่าเป็นวัยพักผ่อน บางครั้งก็ดูเบาสบายไร้ภาระ แต่บางครั้งตัวตนอัตตาก็มาสะกิด ให้กลายเป็นคนน่ารำคาญไปได้บ้าง เสียงบ่นพรำเพราะเห็นโลกมามาก ไม่อยากเห็นใครพลัดหลงทางไปอีก แต่เสียงทักท้วงเหล่านั้น กลับมีกำลังเบาลงไปทุกที แต่ก็ยังมีความหวังว่า สักวันลูกหลานจะเห็นความสำคัญ คราวนั้นแหละ จะช่วยเหลือให้เต็มกำลังกับความรักและห่วงใย น้อยคนที่จะคิดไปถึงอนาคตอันสั้นว่า อีกหน่อยเราก็จะเจ็บ จะตายเสียแล้ว จะมีเรี่ยวแรงช่วยเขาได้จริงหรือ

  สิ่งหนึ่ง ที่ใครๆหนีไม่พ้นคือการเป็นคนเจ็บคนป่วย อันนี้รวมไปถึงทุกเพศ ทุกวัย นับเป็นวิกฤตชีวิตที่สุด เวลาป่วยมันสิ้นเรี่ยวแรง ทุกข์ร้อนไม่สบายไปหมด ไม่สามารถแบ่งเฉลี่ยความป่วยไข้ให้ใครได้ แต่เชื่อไหม แม้จะทุกข์ทรมานขนาดหนัก แต่คนเจ็บก็แทบจะไม่คิดถึงความตายเลย ประเดี๋ยวมันต้องหาย มันต้องส่าง มันต้องดีขึ้นเช่นนี้เสมอ


  


       คิดไม่ถึงกันสักครั้ง คิดไม่ตลอดสาย จึงเกิดภาวะต้องปรับทุกข์กันบ่อยๆ ทุกวัย  ปรับสภาวะเปลี่ยนแปลงที่มาถึง แล้วค่อยๆยอมรับไปจนถึงวาระสุดท้าย หลวงพ่อเทศนาจบ ผู้เขียนก็ให้สำนึกตามคำหลวงพ่อ เราก็เช่นกัน มักจะคิดย้อนหลังมากกว่า การคิดคาดไปข้างหน้า จนถึงจุดจบตามธรรมชาติ คงต้องค่อยๆพัฒนาความคิดให้ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ อีกขั้นหนึ่ง และอีกขั้นหนึ่ง ใจเราคงมีการเปลี่ยนแปลง และอยู่อย่างทุกข์น้อยลงบ้าง