ในขณะที่ฉันกำลังบันทึกการอ่านหนังสือาทิตย์อัสดง

อาการปวดที่กล้ามเนื้อเหนือทรวงอกจะยังคงอยู่ 

ปวดต้นคอเล็กน้อยแต่อยากบอกว่าที่กำลังกระทำอยู่นี้

มิได้หวังผลจากรางวัลใดๆของอาทิตย์อัสดง

 แต่อยากร่วมสนุก เรียนรู้กายนี้ยามป่วยไข้จะทำการใดได้บ้างที่นอกเหนือจากชีวิตประจำวัน

และเรียนรู้จิตใจตนเอง ตลอดจนความคิดจรและ ความคิดในจิตแม้ต้องจรไปของตัวเอง

อ่าน"อารัมบท" ของอาทิตย์อัสดงจึงได้ทราบความเป็นมา และรู้ว่า

เครือข่ายพุทธิกาทำงานด้านส่งเสริมทัศนคติของคนที่มีต่อความตาย เพื่อเข้าใจชีวิต

มาถึงตรงนี้แล้ว ฉันเองก็ถามตัวเองเสมอว่า เรียนรู้ไปทำไมความตาย อยากตายเมื่อไหร่ก็ตายไป

และในหลายๆสถานการณ์ หลายๆบรรยากาศ หลายๆสภาวะของจิต ฉันจึงมีคำถามที่หลากหลายให้ตนเองซึ้งล้วนแล้วยังหาคำตอบให้ตัวเองเพียงคำปลอบประโลมให้จิตใจสงบและมีความสุขในปัจจุบันขณะนั้นเท่านั้นเอง เช่น ถ้าต้องตายก็ขอให้ตายอย่างสบาย ไม่เจ็บไม่ทรมาน เมื่อคิดเช่นนี้แล้วน่าจะพอใจในคำตอบ แต่กลับมาคำถามต่อว่า และขอให้ได้จัดการอะไรบ้างอย่างเพื่อความมั่นคงในชีวิตของลูกให้เสร็จสิ้น มาถึงตรงนี้ก็มีคำถามต่อว่า ลูกจะรักษามันไว้ได้ไหมหนอ ลูกจะคิดแก้ปัญหาได้ไหมหนอหากมีปัญหา ลูกจะเจอคนที่ไว้ใจได้ไหมหนอ......เยอะ ๆๆมาก นี่ความตายเป็นเหตุให้คิดได้มากมาย มิใช่มีเพียงลูกเท่านั้น ยิ่งทำอะไรมากหากไม่รู้จักตัด ทำแล้วตัดๆก็จะเยอะเป็นกองขยะ ดิ้นไม่หลุด วางไม่ได้ ท้ายที่สุดก็ไม่ต่างอะไรกับตายทั้งเป็นอย่างเป็นๆไม่สงบ

งานเสวนาแลกเปลี่ยนพูดคุยเรื่องความตายของพุทธิกา ฉันก็ไม่เคยได้มีโอกาสไปร่วมแม้ว่าจะเคยมีโอกาสยื่นเข้ามา แม้การอบรมเรื่องเกี่ยวกับความตายก็ได้เคยไปร่วมเพียงครั้งเดียวที่รพ.จุฬา ก็ตื่นเต้นมากในครั้งนั้น นอนคิดทั้งคืนว่าเราจะได้รู้อะไรเกี่ยวกับความตายบ้าง เราต้องเตรียมตัวอย่างไร คิดทบทวนว่าได้เคยทำความดีเกี่ยวกับความตายไปแล้วมากน้อยเพียงไร ทำอย่างไร มีประโยชน์ไหม มากน้อยเพียงไร และฉันต้องไปเรียนรู้อะไรอีก ฉันอยากรู้อะไร เพื่ออะไร 

การทำงานของกลุ่มพุทธิกาจึงน่าเรียนรู้ และติดตาม ด้วยพัฒนาการทำงานเด่นชัดแม้จะยากต่อการทำให้ผู้คนเข้าใจในสิ่งที่ทำเช่นกิจกรรมอาสาข้างเตียงที่จิตอาสาต้องมีทักษะ มีคุณธรรม และเข้าถึงจิตวิญญาณของผู้ป่วย และญาติ รวมทั้งเข้าถึงจิตใจของเวรพยาบาลที่มีความเข้าใจไม่ตรงกัน จังหวะการทำงานข้างเตียงนั้นถือเป็นสุดยอดของงานจิตอาสาข้างเตียง ที่จิตอาสาต้องเรียนรู้เพื่อหลีกเลี่ยงความเป็นส่วนเกิน ตรงนี่อาจยากที่จะอธิบาย และยอมรับได้ แต่จิตที่มุ่งช่วยเหลือและดูแลเท่านั้นที่จะช่วยให้จิตอาสาข้างเตียงทำงานได้อย่างมีความสุขไปพร้อมๆกับญาติผู้ป่วย และตัวผู้ป่วยเอง

และโครงการแรกของงานพุทธิกาที่มีพระสงฆ์เข้ามาร่วม คือโครงการ "ส่งเสริมบทบาทพระสงฆ์ โรงพยาบาล และชุมชนในการเยียวยาจิตใจผู้ป่วยและระยะสุดท้ายอย่างมีส่วนร่วม" เป็นความงดงามที่นอกเหนือจากพิธีกรรม เมื่อพูดถึงประเด็นนี้จึงอยากเห็นมุมมองที่เน้นการให้การเยียวยาระยะสุดท้ายด้วยจิตใจมากกว่าการมุ่งแต่จะเตรียมการด้านพิธีการซึ่งในด้านนี้หากได้เตรียมไว้พร้อมเป็นชุดๆทั้งคนยากคนจน ก็คงไม่มีอะไรวิเศษแตกต่างกัน เว้นแต่ญาติจะได้เตรียมการไว้เองแล้วและแม้ว่าการเตรียมการด้านพิธีการจะทำให้ดูดี รู้สึกดี แต่ก็ไม่ควรลืมเรื่องของจิตใจโดยเฉพาะของผู้ป่วยที่กำลังจากไปให้ได้มีดวงตาแห่งความสุขในวินาทีนั้น การดูแลให้กำลังใจญาติผู้ใกล้ชิดจึงสำคัญยิ่งด้วยมีผลต่อผู้ป่วยระยะสุดท้ายไม่ต่างอะไรกับสายป่านที่กำลังขาดเกลียวไปทีละเส้นๆหากขาดสติเสียแล้วย่อมเกิดความเสียดายที่ไม่อาจหวลเวลากลับมาของผู้ที่ยังดำรงชีวิตอยู่  ระยะหลังการจากไป เรามักลืมที่จะติดตามให้กำลังใจญาติผู้ป่วย ครอบครัวผู้ป่วย หากได้วางแผนระยะยาว เติมเต็มในส่วนนี้ก็จะเกิดผลดี กับโรงพยาบาล ชุมชนมากยิ่งขึ้น นับเป็นการทำงานแบบบูรณาการความตายอย่างเป็นรูปธรรมที่เห็นได้ชัดและเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งผู้ป่วย ชุมชน วัด โรงพยาบาลและหน่วยงานราชการของรัฐ

"พุทธิกา จึงเป็นดั่งแสงที่ให้ความอบอุ่นแห่งจิตวิญญาณ" 

โอกาสนี้จึงใคร่ขอขอบคุณ" เครือข่ายพุทธิกา"ที่กรุณาส่งอาทิตย์อัสดงมาให้เป็นแสงสว่างในการทำงานจิตอาสาอย่างสม่ำเสมอค่ะ ขอบคุณค่ะ

"อาทิตย์อัสดง" จดหมายข่าวการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ปีที่5 ฉบับที่ 16 ประจำเดือน เมษายน - มิถุนายน 2556