สำหรับวันที่สองของ ThaiPod นะครับ มีเรื่องที่น่าสนใจหลายอย่าง เรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังคือเรื่อง The Development of Authentic Assessment Method Application in Engineering Education โดยอาจารย์ ดร. ก่อศักดิ์ อาชวากร (ดูโปรแกรมการบรรยายเป็น PDF ได้ที่นี่นะครับ) ซึ่งท่านได้มาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนกระบวนท่าในการเรียนการสอนของท่านและผลตอบรับของนักศึกษาในวิชาทางวิศวกรรมศาสตร์

เท่าที่ผมจำได้นะครับ ท่านบอกว่าสิ่งที่ท่านทำเป็น "มวยวัด" เพราะท่านไม่ได้จบมาสายการศึกษาก็ค้นหาข้อมูลเอาเองทั้งนั้น แม้แต่ rubric ที่ท่านใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินผลงานนักศึกษาแบบ authentic assessment ท่านก็สารภาพว่าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเรียกกันว่า rubric และท่านก็พยายามผลักเอาความรับผิดชอบในการเรียนรู้ให้กับนักศึกษา โดยการให้เขาไปดูสื่อการสอนที่ท่านเตรียมไว้ เกี่ยวกับเนื้อหาต่างๆ เช่นวิดีโอหน้างานในโรงงาน (ที่อาจารย์ลงทุนไปถ่ายเองและเอามาใช้ในการสอน) (นี่เป็นวิธีที่เรารู้จักกันในชื่อ flipped class หรือห้องเรียนกลับทาง) พอถึงเวลาเรียน ก็ให้นักศึกษามาทดสอบออนไลน์และบอกคะแนนเด็กในห้องกันสดๆ แล้วก็เริ่มการบรรยาย แต่เป็นการบรรยายในห้องปฏิบัติการคือเด็กจะมีเครื่องไม้เครื่องมือให้จับให้เล่นไปด้วย ไม่ใช่นั่งฟังเฉยๆ ผลที่ได้จากวิธีการนี้ก็คือนักศึกษาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองทำได้ เริ่มมีส่วนร่วม เริ่มมีความสนใจและรับผิดชอบในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ที่น่าประทับใจคือเด็กที่เคยเกรงใจเพื่อนที่เก่งกว่าเริ่มไม่เกรงใจ เริ่มแสดงความคิดเห็น ตรงนี้ผมว่าเจ๋งมากๆ ครับ (นี่คือเท่าที่ผมจำได้นะครับ อยากให้ท่านอาจารย์มาเล่าเองน่าจะสนุกและละเอียดกว่านี้)

ขณะที่ฟังท่านอาจารย์ ดร. ก่อศักดิ์ ผมนึกถึงของโปรเฟสเซอร์สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดสองท่าน ซึ่งอยู่ๆ ก็ดังเป็นพลุแตกเพราะเกิดปิ๊งไอเดียว่าจะเปิดวิชาของเขาให้คนทั่วโลกได้เรียนและก็สมใจอยากเพราะมีนักเรียนแสนกว่าคนมาลงเรียน บทความประสบการณ์การเรียนการสอนแบบใหม่ของอาจารย์ทั้งคู่นี้ถูกตีพิมพ์ใน Wired Magazine ซึ่งผมอ่านครั้งแรกแล้วรู้สึกว่า . . . อืมม์  . . .  ความผิดพลาดทั้งหมดที่ท่านทั้งสองเรียนรู้ระหว่างการสอนนั้น ผมซึ่งเรียนมาทางด้านเทคโนโลยีการศึกษาก็รู้หมดแล้วนิหว่า พูดอีกอย่างก็คือข้อผิดพลาดทั้งหลายในการดีไซน์หลักสูตรออนไลน์นั้น มันมีคนเขาบอกเอาไว้ แจ้งเอาไว้แล้ว นึกขำว่าท่านทั้งสองต้องไปเจอด้วยตัวเองอีกแทนที่จะเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของคนอื่น

แต่พอคิดอีกที ผมว่ามันเป็นข้อดีมากกว่าข้อเสียนะครับ ทั้งสองเรื่องนี้มีความคล้ายกันก็เพราะพวกเขาเป็นอาจารย์ในสาขาวิศวกรรม และไม่ได้มีประสบการณ์หรือผ่านการฝึกให้เป็นนักออกแบบหลักสูตรมืออาชีพ แต่สิ่งที่พวกมีคือ (1) ความรู้ในสาขาวิชาหรือ Content Knowledge (2) ความรู้เรื่องเทคโนโลยี หรือ Technology Knowledge (3) ความรักและความหวังดีต่อผู้เรียน ซึ่งทั้งหมดนี้โดยเฉพาะข้อสุดท้าย นำพาให้เขาไปค้นหาทฤษฏี หลักปฏิบัติ หรือเทคนิคเกี่ยวกับการออกแบบการเรียนการสอน หรือ Pedagogy Knowledge รวมแล้วองค์ความรู้ที่พวกเขามีเรียกว่า TPACK 

ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าอาจารย์ในสายวิศวกรรมศาสตร์หรือสายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งอาจารย์หมอนั้นได้เปรียบในแง่ที่ว่าพวกเขาไม่กลัวที่จะลองอะไรใหม่ๆ และไม่กลัวการใช้เทคโนโลยี อีกสิ่งเดียวที่ต้องการคือความหวังดีและอยากให้ลูกศิษย์ได้ดี ซึ่งจะทำให้เขาเรียนรู้ถึงหลักการเรียนการสอนที่ดีไประหว่างทาง

อย่าลืมนะครับว่าเมืองไทยไม่มีอาชีพที่ชื่อว่า Instructional Designer (ID) หรือนักออกแบบการสอน (ในภาพจะเห็นว่ามีตำแหน่งงานหมื่นกว่ารายการ แต่ไม่มี ID เลย) ซึ่งเป็นอาชีพที่มีจริง ทำมาหากินได้จริงในหลายประเทศทั้งยุโรปและอเมริกา อาชีพการสอนหรือการหล่อหลอมให้เด็กมีความคิดความรับผิดชอบในบ้านเราถูกรวมศูนย์ที่ผู้สอน ความหวังเราจึงอยู่ที่ผู้สอนเท่านั้น

จบงาน ThaiPod ในวันที่สอง ผมเห็นความหวังเรืองรองส่องมาจากมหาวิทยาลัยแถวๆ เขตจตุจักรครับ