ผู้เขียนในยามว่าง ๆ นั่งคิดถึงสมัยที่ตอนตัวเราทำงานในสมัยเมื่อตอนเริ่มบรรจุเข้ารับราชการใหม่ ๆ อยู่ในช่วง ๑๐ ปีแรกของการทำงาน...เมื่อตนเองสอบได้โดยผ่านการสอบแข่งขันจากคนอื่นนับหลักได้เป็นแสน ๆ คน เพราะการสอบแข่งขันในครั้งนั้น เป็นการสอบบรรจุเป็นข้าราชการ จึงต้องสอบแข่งขันกันในระดับประเทศ...เมื่อตนเองสอบได้แล้ว ดีใจ + ภูมิใจ เพราะข้อสอบที่เราทำนั้น ใช่ว่าจะ "ขี้ไก่" ถ้าไม่มีความรู้ดั้งเดิมเป็นต้นทุนสะสมในตัวของเรามา + การเตรียมตัวอ่านหนังสือที่ทาง ก.พ. แจ้งเพื่อเป็นแนวให้เราได้อ่าน คือ พูดตรง ๆ ถ้าไม่อ่านหนังสือตามที่บอก และความรู้ดั้งเดิมที่เราได้เล่าเรียนมาไม่มีในตัวเราแล้วละก็ บอกได้เลยว่า "คงสอบบรรจุเข้ารับราชการ" ไม่ได้แน่นอน
กว่าจะสอบได้ในสมัยนั้น คนแสนกว่า ๆ ติดบัญชีไม่เท่าไหร่ สำหรับตัวเราอันดับที่ ๒๑ ช่วงเวลาประมาณ ๒ ปี เพียรเขียนจดหมายถามสำนักงาน ก.พ. เสมอว่าปัจจุบันเรียกถึงอันดับที่เท่าไรแล้ว เพราะการขึ้นบัญชีสมัยก่อนขึ้นบัญชีมีอายุ ๒ ปี ก็จะยกเลิกบัญชี สำนักงาน ก.พ. ก็ดีใจหาย ตอบให้ทราบทุกฉบับที่ตัวเราสอบถาม (สมัยก่อนไม่มีโทรศัพท์เหมือนปัจจุบันนี้หรอก การติดต่อสื่อสารก็ทำได้เพียงเขียนจดหมายสอบถามไป)...เมื่อสอบผ่านทั้ง ๓ ภาค ถึงคราวที่ได้เรียกบรรจุก็มีส่วนราชการเดียวเท่านั้นที่ให้ตัวเราได้เลือก ถ้าไม่เลือกก็สละสิทธิ์ และก็หมดสิทธิ์ไป เพราะกว่าจะได้เรียกบัญชีอันดับที่ ๒๑ กินเวลาเกือบ ๒ ปีทีเดียว เมื่อตัดสินใจเลือกก็ดีใจเพราะคำว่า "ข้าราชการ" สมัยนั้น ดูโก้ ศักดิ์สิทธิ์ ภูมิฐาน เพราะคำว่า "เจ้าคน นายคน" ยังมีอยู่ ไม่เหมือนปัจจุบันภาครัฐพยายามทำให้รู้ว่าการทำงานภาครัฐนั้น เป็นการทำงานเพื่อรับใช้ประชาชน ไม่ใช่เป็นนายเขา...ด้วยเหตุนี้กระมังจึงทำให้ "ข้าราชการ" ปัจจุบันบางคนก็ยังไม่เข้าใจ เมื่อได้เป็นข้าราชการหรือใครก็ได้ที่เข้ามาทำงานเกี่ยวข้องกับส่วนราชการก็พยายามวางท่า เก๊ก วางอำนาจให้คนอื่นเขารู้ว่า ฉันเป็นข้าราชการนะ...
ทำให้รู้ว่า การเป็น "ข้าราชการที่ดี" นั้น เขาเป็นกันอย่างไร? ข้าราชการที่ดีไม่ต้องบ้าอำนาจ ไม่ต้องเก๊กท่า ไม่ต้องเอาเปรียบคนอื่น ไม่แสวงหาผลประโยชน์จากการทำงาน มีความโปร่งใสต่อการทำงาน การรู้จักหน้าที่ บทบาทว่าตนเองนั้นเป็นข้าราชการอยู่ว่าควรปฏิบัติตนอย่างไร? ไม่ใช้อำนาจบนตำแหน่งของตนเอง คอยช่วยเหลือผู้อื่นที่มีอำนาจด้อยกว่า การทำงานในแต่ละตำแหน่งก็ควรให้เกียรติซึ่งกันและกัน เห็นอกเห็นใจ มีความเอื้ออาทรต่อกัน ไม่หวังผลประโยชน์จากตำแหน่งของตนเอง...เท่านี้ ก็น่าจะเป็น "ข้าราชการที่ดี" ได้บ้างแล้ว...แล้วผู้อ่านละเป็นแบบที่กล่าวมาข้างต้นหรือไม่...
การทำหน้าที่ที่ตนเองได้รับผิดชอบให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ถือว่าเรา "ข้าราชการ" ได้ปฏิบัติหน้าที่อันชอบธรรมและถูกต้อง..."ตัวเราได้ทำดีที่สุดแล้ว"...ต่อให้มีตำแหน่งสูงส่ง นั่นคือ "หัวโขน" ที่ภาครัฐให้สวมเป็นบทบาทของตัวละครตัวหนึ่งในคณะหรือส่วนราชการ ซึ่งตัวละครตัวนั้นจะเล่นเป็นตัวพระเอก นางเอก ตัวโกง ก็แล้วแต่จะเลือกกันเอาเอง เพราะขึ้นอยู่กับจิตใจภายในของแต่ละบุคคลแล้วล่ะ...
การรับราชการเมื่อใครได้รับตำแหน่งหรือบทบาทใดก็ไม่มีใครหรอกที่สำคัญกว่ากัน ทุก ๆ ตำแหน่ง ทุก ๆ คนในส่วนราชการมีความสำคัญเหมือนกันหมด เพียงแต่แตกต่างกันที่หน้าที่ ความรับผิดชอบเท่านั้น บางคนก็ยังหลงระเริงตนคิดว่า "ตนเองสำคัญที่สุด" ลองนึกดูว่า...ถ้าขาดอีกตำแหน่งหนึ่ง คนหนึ่งแล้ว จะสามารถทำงานได้หรือไม่ ไม่ว่าเขาหรือเราก็มีความสำคัญเช่นกัน...เมื่อสำคัญตนผิด หลงระเริงตนในความสำคัญว่าเหนือผู้อื่น สิ่งที่จะตามมา นั่นคือ การอยู่ร่วมกันในสังคมจะไม่เป็นสุข สงบ รังจะทำให้มีแต่เรื่อง มีปัญหาให้วุ่นวายกันทั้งองค์กร...
เพียงเพื่อขอให้ตนเองสำนึกอยู่เสมอว่า..."ตัวเรา ทำงาน ทำงานเพื่อแผ่นดิน ส่วนราชการไม่ใช่ของเราคนเดียว แต่เป็นของทุก ๆ คน เราทำดีที่สุดแล้ว ไม่ก่อความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น ไม่หวังผลประโยชน์ของส่วนรวมมาเป็นผลประโยชน์ของส่วนตน...เท่านี้ก็คงพอกับคำว่า "ข้าราชการที่ดี" ...จงระลึกถึง "ทุกขณะจิตที่มีลมหายใจเข้า - ออก" อย่าลืม!!! ในขณะที่ตัวเรากำลังปฏิบัติงาน...หากลืมตัวไป แล้วไปนึกได้อีกคราวก็เมื่อเกิดเรื่อง หรือไม่ก็ถึงเวลา "เกษียณอายุราชการ" เสียแล้ว...จะมาบ่นแล้วนั่งเสียดายว่า "เรายังไม่เคยเป็นข้าราชการที่ดี + ทำความดีให้กับแผ่นดินแบบจริงจังกับคนอื่นเขาเลย"...การทำความดี ทำได้ไม่ยาก หากคิดที่จะทำและลงมือทำความดี...
ขอส่งเสริมและให้กำลังใจสำหรับคนทำงานภาครัฐทุก ๆ คน "ที่ได้ทำดีที่สุดแล้ว"

ขอบคุณข้าราชการต้นแบบค่ะท่าน
การทำความดี ทำได้ไม่ยาก จริง ๆ ครับ
น้องฟ้าคราม ยิ่งโตยิ่งน่ารัก....
ขอขอบคุณทุก ๆ ท่านที่แวะเข้ามาค่ะ
และขอขอบคุณสำหรับดอกไม้กำลังใจด้วยค่ะ