บ่ายวันที่ ๔ มิ.ย. ๕๖ ผมไปร่วมประชุมเวทีปฏิรูปการเรียนรู้ จัดโดย สสค. และภาคีจากทั่วประเทศ โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๑๗ และมีการนำเสนอผลงานของเครือข่ายครูสอนดีจังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดลำปาง
ผมเคยบันทึกการเข้าร่วมเวทีปฏิรูปการเรียนรู้ของ สสค. ไว้ ที่นี่
การประชุมครั้งนี้ ไม่ได้เน้นการขับเคลื่อนเครือข่ายลอยๆ แต่เน้นที่วิธีการยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ active learning โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธี PBL (Project-Based Learning) และครูเปลี่ยนบทบาทไปเป็น “คุณอำนวย” และ “นักเรียน” ย้ำว่า ครูต้องกลายเป็น “นักเรียน”
คือครูเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้รู้” เป็น “ผู้เรียน”
ถามว่าครูเรียนอะไร คำตอบของผมคือ เรียน ๒ อย่าง (๑) เรียนวิธีทำหน้าที่ครูแนวใหม่ ที่ไม่ใช่ทำหน้าที่สอนวิชา แต่ทำหน้าที่ โค้ช ให้ศิษย์ฝึกประยุกต์วิชาเพื่อการเรียนรู้ของตน (๒) ครูเรียนรู้วิชา หรือเนื้อหาความรู้ ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว
ทีมของทั้งสองจังหวัดมานำเสนอว่า ดำเนินการเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ของเด็กอย่างไร และครูจับกลุ่มกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีทำหน้าที่ครูแบบใหม่ (PLC – Professional Learning Community) ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมที่หัวไว มีข้อเสนอที่คมมากท่านหนึ่งคือ นพ. ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานต์ ที่เสนอว่า PLC ที่เข้มแข็ง ต้องเป็น PLC ในโรงเรียน ซึ่งตรงกับที่ผมเคยบันทึกไว้นานแล้วว่า ต้องเปลี่ยนโรงเรียนเป็น PLC ที่นี่
ครู/โรงเรียน เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน จากทำงานตามสูตรสำเร็จตายตัว ไปเป็น ทำงานไปเรียนรู้ไป ปรับวิธีทำงานไป อยู่ตลอดเวลา เครื่องมือของการเรียนรู้ คือ PLC
ผมฝันว่า สพฐ./กระทรวงศึกษาธิการ จะเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานด้วย โดยเปลี่ยนจากทำงานแบบสั่งการ/บังคับบัญชา ไปเป็นทำงานแบบหนุนเสริม (empowerment)
ข้อความข้างบนทั้งหมดนั้น ยังไม่ใช่หัวใจของบันทึกนี้ เพราะสิ่งที่ผมเรียนรู้จากเวทีวันนี้ ที่ยิ่งใหญ่กว่าการปฏิรูปศึกษา คือการเปลี่ยนวิธีคิดหรือกระบวนทัศน์ของคนไทย ตามคำกล่าวสรุปของ ศ. สุมน อมรวิวัฒน์ และคำกล่าวปิดของ ศ. นพ. ประเวศ วะสี
ศ. สุมน สรุปด้วยถ้อยคำและสาระที่น่าจับใจ ว่า ครูทำหน้าที่ช่วยให้ศิษย์ “บูรณาการสมอง สองมือ และหัวใจ” Learn to love. ตามคำของ นพ. สุริยเดว โดยมี ๕ แกน คือ (๑) แกนปฏิบัติ (๒) แกนจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน (๓) แกนหลักการ วิธีการ ที่ถูกต้อง (๔) แกนเสริมหนุน และ (๕) แกนไตร่ตรองทบทวน สู่การปรับปรุง เพื่อพัฒนา และจบลงด้วยคำว่า เรื่องนี้ “ทุกคนนิ่งอยู่ไม่ได้”
จึงโยงสู่ยุทธการที่ประชาชน “จัดการตนเอง” ที่เป็นการสร้างอำนาจขึ้นในตัว เกิด ชุมชนจัดการตนเอง พื้นที่จัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง ด้วยการถักทอกัน ไม่ต้องรอการกระจายอำนาจ แต่ถักทอกันแล้วสร้างอำนาจขึ้นในตัว ด้วยการเปิดพื้นที่ทางสังคมพื้นที่ทางปัญญา พื้นที่การเรียนรู้ และรวมตัวกันจัดการตนเอง
ผมได้เรียนรู้เรื่อง พลังถักทอ
วิจารณ์ พานิช
๕ มิ.ย. ๕๖