ความคิดแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่ทำร้ายกัน  ป้องกันการทำร้ายกันได้  หากม็อบมี และใช้จรรยาบรรณ ในทำนองนี้

1.  ก่อนร่วมม็อบแต่ละคนต้องมีข้อมูลความคิดเห็นจากฝ่ายตนเองและตรงกันข้ามมานาน ๆ จากสื่อหลายด้านหลายมุมมอง มิใช่เอาข้อมูลจากนักปลุกระดมฝีปากคม ฝีปากดี ที่มุ่งเอาประโยชน์ตนเป็นที่ตั้ง นำมาแยกแยกดูว่าแนวคิดของฝ่ายใดจะทำให้คนไทยทั้งประเทศได้ประโยชน์อย่างยั่งยืน  ไม่ใช่ตนเองได้ประโยชน์  หรือได้ความสะใจ  แล้วจึงเลือกข้าง

2.  ไปร่วมกิจกรรมม็อบด้วยตนเอง จ่ายเองอย่างมีศักดิ์ศรี  ไม่ใช่เดินทางฟรี กินฟรี อยู่ฟรี เพราะมีหัวหน้าม็อบนักการเมืองที่มักมีผลประโยชน์แอบแฝงเพื่อประโยชน์ตน ด้วยมีคนคอยหนุนจากกองทุนที่หวังประโยชน์อยู่เบื้องหลังอีกที

3.  หากรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะไปก่อม็อบ ก็จงสงบจิตสงบใจ ไม่ไปเผชิญหน้าด้วย เพราะเราต้องเคารพในความคิดเห็นของเขา มิใช่จะเอาแต่ใจตนเอง เพราะเมื่อไรควบคุมใจไม่ได้ ก็อาจเกิดการทำร้ายกัน  เราก็กลายเป็นเครื่องมือให้หัวหน้า หรือพวกที่แฝงลึกอยู่เบื้องหลัง (เห็นไหมในอดีตที่ผ่านมา หัวหน้าม็อบไม่เคยตาย แถมได้ดีหลังจากที่นำคนไปตาย มาหลาย ๆ คน)

4.  ตระหนักอยู่เสมอว่าม็อบเผชิญหน้ากันเมื่อไร จะยิ่งกว่าหมาบ้า ทำประชาทุกข์ใจทั่วแผ่นดิน (นักท่องเที่ยวไม่มา ขายสินค้าไม่ออก  ประเทศถูกนำไปโฆษนาว่าป่าเถื่อน  ดีไม่ดีตัวเองติดคุกที่ไม่ฟรีเสียอิสระภาพ  นายหน้าม็อบคนดีก็หนีหาย เราเจ็บตัว ติดคุก ตาย ปล่อยให้ลูกเมียสามีทุกข์ใจไปตามกัน) 

หากเราทำได้อย่างนี้ประเทศก็จะมีแต่ความเจริญ เพราะมีประชาชนที่ใช้ปัญญา ไม่ใช้กำลังเข้าว่าเมื่อมีปัญหาความขัดแย้งทางความคิดเห็น

ถ้าเราไม่เป็นอย่างว่า การฆ่าแกงกันก็จะกลับมาใหม่ให้เศร้าใจกันทั่วแผ่นดินอีก

จงจำไว้ว่าความคิดแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่ทำร้ายกัน

หากเป็นไปได้ ทั้งบ้านวัด โรงเรียน ก็ควรนำความคิดที่ว่า    

"คิดต่างได้ แต่ต้องไม่ทำร้ายกัน"  ไปอบรม เทศน์ สั่งสอน หรือ ขอวอนไม่ให้ทำร้ายกันเมื่อมีม็อบ

แต่จะสำเร็จได้ทั้งประเทศ ต้องเริ่มที่ครอบครัว ด้วยตัวอย่างที่ดี ไม่มีการใช้ความรุนแรงให้ลูกหลานเห็น  และคอยเป็นครูอบรมสั่งสอนลูกหลาน