คนอง วังฝายแก้ว
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มจร. วิทยาเขตพะเยา
กรณี : ปัญหาของหลวงปู่เณรคำ (พระวิรพล ฉัตติโก)
ในช่วงระยะเวลาสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่มีข่าวคราวเรื่องใดที่จะร้อนแรงเท่ากับข่าวหลวงปู่เณรคำ ที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อสารมวลชน กรณีถูกกล่าวหาว่ายักยอกทรัพย์ มีความสัมพันธ์กับสีกาในเชิงชู้สาวและต้องอาบัติปาราชิก (อาบัติหนักคือครุกาบัติขาดจากความเป็นพระภิกษุ) ปาราชิก คือประเภทของโทษที่เกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบทประเภท ครุกาบัติที่เรียกว่า อาบัติปาราชิกพระภิกษุต้องอาบัติปาราชิกสี่ข้อใดข้อหนึ่ง แม้จะไม่กล่าวลาสิกขาบท ก็ถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุทันที เมื่อความผิดสำเร็จ
ปาราชิก มี 4 ข้อ อยู่ใน ศีล 227 ได้แก่[1]
1.เสพเมถุน แม้กับสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย (ร่วมสังวาสกับคนหรือสัตว์)
2.ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ มาเป็นของตน จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี (ขโมย)
3.พรากกายมนุษย์จากชีวิต (ฆ่าคน) หรือแสวงหาศาสตราอันจะนำไปสู่ความตายแก่ร่างกายมนุษย์
4.กล่าวอวดอุตริมนุสธรรม อันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้าในตัวว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ (ไม่รู้จริง แต่โอ้อวดความสามารถของตัวเอง)
เพราะฉะนั้นทางคณะสงฆ์ฝ่ายปกครองของหลวงปู่เณรคำคือเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ และเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ได้มีการประชุมคณะสงฆ์ระดับพระชั้นปกครองเพื่อหาทางออกหรือแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่าการจะแก้ปัญหาของพระภิกษุที่ทำผิดพระวินัยเป็นประจำ (เป็นอาจิณ) จะต้องแต่งตั้งพระที่มีความเชี่ยวชาญทางพระวินัยขึ้นมาสืบสวนหรือสอบสวนค้นหาความจริงให้ปรากฎชัดแก่พุทธศาสนิกชนให้ปราศจากข้อครหานินทา เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการแก้ปัญหาเป็นระบบเป็นไปตามขั้นตอนของพระธรรมวินัย พระที่มีความรู้หรือเชี่ยวชาญพระวินัยที่เรียกว่าพระวินัยธร คือ ผู้ทรงพระวินัย (วินัย (พระวินัย) + ธร คือ ทรงไว้) พระวินัยธร ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจพระธรรมวินัยเป็นอย่างดี รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก เป็นผู้ชำนาญในพระวินัยในสิกขาบทต่าง ๆ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ ในครั้งพุทธกาลก็มีพระภิกษุผู้เป็นเลิศในทางทรงพระวินัย คือ พระอุบาลีเถระ
กรณีปัญหาของพระภิกษุที่ทำผิดพระวินัย ผู้เขียนเห็นว่าควรจะเป็นภาระหน้าที่ของฝ่ายคณะสงฆ์ดำเนินการเอง ฆราวาสหรือคฤหัสถ์ ไม่สมควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวให้มากนักเพราะเรื่องฐานความผิดทางพระวินัยเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ควรจะเปิดโอกาสให้คณะสงฆ์ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระวินัยธรสืบสวนหรือสอบสวนหาข้อเท็จจริงให้สอดคล้องหรือเข้ากับองค์ประกอบของสิกขาบท 4 คือ ปาราชิก 4 ให้ปรากฎเสียก่อน ส่วนกรณีความผิดทางอาญาของกฎหมายบ้านเมืองก็ทำการสอบสวนหรือสืบสวน ควรดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมายทำเป็นคู่ขนานกับการสอบสวนหรือสืบสวนของฝ่ายคณะสงฆ์หรือพระวินัยธร เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงให้ปรากฏ เพื่อให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายผู้ร้องกับฝ่ายผู้ถูกร้องหรือผู้ถูกกล่าวหา คำว่า [2]ผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำผิด มีอยู่ 2 ฐานะ คือ ฐานะผู้ต้องหา โดยถูกหาว่าได้ทำผิดแต่ยังไม่ได้ถูกฟ้องต่อศาล กับฐานะจำเลย คือ ผู้ถูกกล่าวหาว่าได้ทำผิดอาญาซึ่งได้ถูกฟ้องศาลแล้ว โดยที่คนทุกคน ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
กล่าวโดยสรุป...ในกรณีของหลวงปู่เณรคำ
(พระวิรพล ฉัตติโก)ที่ถูกกล้าวหาว่าได้กระทำผิดพระวินัยอย่างร้ายแรงและกระทำความผิดกฎหมายอาญาจึงได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าคำตัดสินของคณะพระวินัยธรว่ามีความผิดถึงขั้นอาบัติปาราชิก4
และคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดว่าได้กระทำผิด ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงต้องปฎิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาซึ่งได้รับการสันนิษฐานไว้แล้วว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างมีมนุษยธรรมและตามความเหมาะสม
เช่น จะถูกทรมานหรือได้รับการกระทำที่โหดร้ายผิดมนุษย์จากเจ้าหน้าที่หรือศาลไม่ได้
แต่ต้องได้รับการพิจารณาจากเจ้าหน้าที่และศาลอย่างเป็นธรรมและเปิดเผยในความผิดที่ตนถูกกล่าวหาอีกด้วย
[1] พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เล่ม 1 ข้อที่ 10-300
[2] law-thai-me.blogspot.com/2011
รอคณะสงฆ์อาจช้า แต่จากที่ดูชมจากการเทศน์เป็นการอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน
ทำไม ไม่มีใครกล่าวเรื่อง เณรคำ ถูกธรรมกาย เตะขัดขา ล้มตึงกันบ้าง มีเครื่องบิน มีเงิน มีรถ ด้วยทาน และ งบประมาณของผู้ใช้บริการงานพยากรณ์ อวดอุตริของเขามากมาย ขยายอำนาจก็กว้างกว่า. เริ่มกันได้แล้วนะ. ปราบมารน่ะมันทำให้พระพุทธเจ้าเสียหายนะ เพราะจะขาดเมตตาธรรมไป แล้วอีกอย่างนะ มารน่ะนะ มนุษย์มิใช่ผู้สร้างเขา จะอวดอ้างอุตริไปปราบน่ะ มันมิใช่กิจของผู้มิได้สร้าง และ ออกกฏเลย. เมตตาของพระพุทธเจ้าก็ถูกกลบฝังดินไป.
พุทธศาสนิกชนทุกคนจะต้องช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนา อย่าให้ผู้คนบางกลุ่มบางพวกที่เข้ามาแอบอ้างในคราบของนักบวช เข้ามาแสวงหาอำนาจ บารมี และทรัพย์สมบัติ ขณะเดียวกันพุทธศาสนิกชนจะทำบุญก็จะต้องพิืจารณาให้ท่องแท้ว่าควรจะทำบุญกับพระที่อยู่ในวัดนี้หรือสำนักนั้น ก็ควรใช้ปัญญาพิจารณาว่าควรหรือไม่อย่างไร มีศรัทธาต้องมีปัญญาควบคู่ไปด้วย เพื่อป้องกันมิจฉาชีพในคราบของนักบวชมากอบโกยปัจจัยที่ญาติโยมถวายด้วยความบริสุทธิ์และศรัทธา