ถ้าผิวอ่อนแบบเทียน ขึ้ผึ้ง หรือพลาสติก จะเกิดมีรอยครูดที่ผิวเรียบๆมันๆ ก็ "เก๊ฝีมือเฉียบ" ถ้าไม่ผ่านขั้น 3+2 ก็ "เก๊อนุบาล"

เมื่อสองสามวันก่อนผมได้ไปนั่งเรียนวิธีการจำแนกเนื้อพระแท้ ออกจากพระเก๊ฝีมือเฉียบที่ช่างเขาทำไป "ปาดคอเซียน"

ช่างคนนี้เป็นช่างที่เก่งที่สุดในเมืองขอนแก่น จะว่าถึงระดับประเทศก็ว่าได้

รับซ่อมพระระดับฝีมือสูงสุด ตาไม่คมจริงๆดูไม่ออก

เคยทำพระเก๊เฉียบส่งเข้าประกวดชนะรางวัลมาแล้ว จนโดน "หมายหัว" โดยเซียนระดับชาติไว้แล้ว

แต่เขาเป็นคนจริงใจ ตรงไปตรงมา สำนึกผิด มีธรรมะในใจ

จึงอธิบายให้ผมฟังอย่างหมดเปลือก เพราะเขาก็อยากช่วยคนอื่น (ที่ต้องการความช่วยเหลือ) เหมือนกัน

เขาบอกผมอย่างไม่น่าจะปิดบังในเทคนิดการแยกพระแท้ออกจากพระเก๊ ในหลายด้านมากๆ ที่เขารู้จากการประกอบอาชีพซ่อมพระ ปั้นพระของเขา

ที่ผมได้สรุปไว้ให้แล้วในเฟสบุค

เทคนิคที่สำคัญ และง่ายๆ สำหรับคนทั่วไปคือ ผิวพระแท้จะแกร่งดังหิน ผิวพระเก๊จะยุ่ย หรืออ่อน

แต่ก็ต้องใช้ประกอบกับการดูลักษณะอื่นๆด้วย เพราะพระเนื้อพลาสติกแข็งก็จะแข็งคล้ายๆกัน

ที่มักจะผิดทั้งพิมพ์ และการงอกของมวลสารหลักทั้งสาม ในหลัก 3+2

 คือ ปูนสุก ปูนดิบ ตั้งอิ้ว ความเหี่ยว และความพรุนของเนื้อพระ

ดังนั้น วันนี้ผมจึงลองนำพระที่ยอมเสียสละสะกิดผิวให้ดูเป็นตัวอย่าง

ว่า

พระแท้ "ไม่กลัวการสะกิดผิว" แต่เสียงและรอยจะเกิดเหมือน "เอามีดไปกรีดหิน"



รอยด่างๆตรงกลางรูปนี้คือรอย "ตัวอย่าง" ที่ผมสะกิดให้เพื่อนๆได้เห็นชัดๆ ให้เข้าใจว่า

เนื้อพระผงปูนแท้ๆ (บางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่ กรุใหม่ มีตราวัด) สะกิดแล้วร่องรอยจะออกลักษณะแบบนี้



พระเก๊แต่งผิวมา ผิวนอกจะหลุดลอกด่างขาวๆ หรือถ้าเป็นพระพลาสติกอัดก็จะออกมันๆ เป็นร่องๆ ตามรอยครูดครับ

ไม่ต้องกลัวว่าพระแท้จะเสียครับ อย่างมากก็มีรอยนิดหน่อย แบบนี้

แต่พระเก๊จะเป็นรอยมาก ที่ก็ไม่น่ากังวลอะไรมากแล้วครับ ยังไงก็ พระเก๊ ถ้าแข็งดั่งหิน ผิวที่ขูดหรือสกิดจะเหมือนรอยเอามีดไปกรีดหิน ใช้ได้เลย

ถ้าผิวอ่อนแบบเทียน ขึ้ผึ้ง หรือพลาสติก จะเกิดมีรอยครูดที่ผิวเรียบๆมันๆ ก็เก๊ฝีมือเฉียบ

ถ้าไม่ผ่านขั้น 3+2 ก็เก๊อนุบาล

ง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเอง แบบพึ่งตนเองได้

อิอิอิอิอิ