ไม่ได้เข้าดูหลายวัน พอเห็นบทความของอาจารย์ก็อึ้งเล็กน้อย เพราะวิธีการสะกิดผิวพระเนื้อผง เป็นหนึ่งในวิธีการของคนที่ต้องพิสูจน์ว่าพระนั้นเก๊แท้ประการใด ส่วนใหญ่มักเป็นคนที่คิดเรียนรู้เอง วิธีนี้ใช้พิสูจน์พระเนื้อผง เพื่อดูว่าพระนั้นแต่งผิวมาหรือเปล่า โดยสังเกตุจากเนื้อที่เห็น ซึ่งเมื่อสะกิดดูแล้วก็มักเข้าใจว่าเก๊เพราะจะเห็นเป็นเนื้อขาวๆ เพราะขาดการพิจารณาหรือผู้ที่ชี้แนะที่ถูกต้อง ลองไปกระเทาะปูนฉาบของตึกเก่าๆอายุเป็น 100 ปี ก็จะเห็นว่าผิวด้านในก็ออกสีขาวๆเหมือนกัน แต่เนื้อปูนภายในจะปรากฏตามดเล็กๆกระจายอยู่ สำหรับผมแล้วพระที่ทำผิวมาในอดีต ถ้าไม่แนะใจก็จะนำมาแช่ในน้ำยาเคมีประเภทตัวทำละลายเช่นน้ำมันสน น้ำมันไฟแช๊ค อะซิโตน ฯลฯ โดยแช่เป็นปีนะครับ ถ้าเป็นการเปลี่ยนแปลงของปูนในองค์พระก็ไม่มีผลอะไร ปัจจุบันเซียนหลายท่านใช้การ x-ray ตรวจสอบครับ สังเกตุดีๆนะครับ เซียนจะรับซื้อพระคืนโดยมีเงื่อนไขว่าพระจะต้องอยู่ในสภาพเดิมเท่านั้น แต่ถ้าพิสูจน์โดยการหักพระเป็น 2 ท่อนเพื่อให้เห็นเนื้อในที่แตกต่างกันแบบในอดีตก็คงไม่มีคนกล้าทำเพราะพระราคาแพงมากครับ วิธีพิสูจน์พระเก๊แท้ในปัจจุบันควรใช้เทคโนโลยี่มาพิสูจน์มากกว่านะครับ ไม่ควรจะแนะนำให้ใช้วิธีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพครับ(สำหรับบุคคลทั่วไปยกเว้นแต่นักวิชาการที่มีความรู้) เพราะเสียดายตำหนิที่เกิดขึ้นเพราะต้องใช้เวลานานมากเลยกว่าจะรักษาให้ผิวกลับมาใกล้เคียงกันครับ เหมือนหินงอกหินย้อยในถ้ำที่นักท่องเที่ยวไปหักดู ผ่านไปเป็น 10 ปีก็ยังไม่คืนสภาพครับ คนเราสนใจเก๊แท้เพราะสนใจในราคาพระไม่ได้สนใจว่านั่นเป็นสัญญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้า อยากให้ทราบว่าไม่ว่าพระเก๊หรือแท้ก็มีคุณค่าในตัวเอง เก๊ก็ต้องรู้ว่าเก๊อย่างไร เอาไว้เทียบเคียง ในอดีตเคยพิสูจน์พระโดยการอบร้อนเย็นแล้วพระแตกระเบิดเปิดผิวออกมา ถึงแม้ว่าจะเป็นพระเก๊ก็รู้สึกเจ็บปวดใจและผิดมาตลอดเป็นระยะเวลา 20กว่าปีแล้ว เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ก็สัญญากับตนเองว่าจะต้องหาวิธีการพิสูจน์พระให้ได้โดยสร้างความเสียหายน้อยที่สุดให้แก่องค์พระครับ คงต้องขออภัยท่านอาจารย์ด้วยนะครับ สำหรับช่างคนที่ว่าไม่ทราบว่าเคยอยู่โคราชหรือเปล่า แต่ก็ไม่สำคัญเพราะไม่เกี่ยวข้องกับผมหรอกครับถามไปอย่างนั้นเอง เพ้อเจ้อมานานสงสัยเพราะพิษไข้ คงต้องลาไปก่อนครับ............. สวัสดีมีชัยทุกท่าน