573. "Groupthink" ในหนังเรื่อง World War Z

                 ดูหนังเรื่อง World War Z แล้ว น่าตื่นเต้นมากๆ มองเห็นข้อคิดดีๆ อยู่หลายเรื่อง 

                                           


แต่เรื่องหนึ่งที่โดนใจมากคือตอนที่ มีการค้นพบว่า ในขณะที่เมืองส่วนใหญ่ในโลก ถูกซอมบี้โจมตี จนล่มสลาย แต่กลับมีเมืองเดียวที่รอด นั่นคือเยรูซาเล็ม ที่สุดพระเอกได้บินไปที่เยรูซาเล็ม แล้วเข้าไปสืบหาบุคคลท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอิสราเอล คนๆ นี้เป็นคนที่เตือนอิสราเอล ให้รู้ว่าตอนนี้กำลังมีซอมบี้ บุกเมืองต่างๆ พระเอกก็ถามว่าทำไมรัฐบาลถึงเชื่อ เพราะเรื่องนี้ดูไร้สาระ เป็นไปไม่ได้เอามากๆ  เจ้าหน้าที่ท่านนี้บอกว่า มันเป็นประสบการณ์ของประเทศเขา สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนที่มีคนเตือนว่าฮิตเลอร์มีแผนฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวยิว คนยิวยุคนั้นก็ไม่เชื่อ แถมลงความเห็นเหมือนๆ  กัน ไปในทางเดียวกันว่า ไม่น่าเป็นไปได้ ที่สุด พวกเขาก็ถูกฆ่าตายไปหกล้านคน 

ต่อมาในยุคสงครามหกวัน ชาวอาหรับรวมตั้วตั้งท่าจะบุกอิสราเอล ชาวยิวก็ลงมติอีกครั้งว่า อาหรับ ไม่น่าบุก... เป็นไงหล่ะ เราเกือบตกทะเลไป... ด้วยบทเรียนนี้ เราจึงเกิดแนวคิดใหม่ๆ คือถ้าคนที่หนึ่งถึงคนที่เก้า คิดเหมือนๆ กัน คนที่สิบ จะต้องปฏิเสธ แล้วขุดคุ้ยความจริงออกมาเปิดเผยให้ได้ ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม...  งั้น ท่านก็เป็นคนที่สิบ... ใช่ครับ.. ผมเป็นคนที่สิบ.. และนี่เป็นสาเหตุที่เราค้นพบก่อนใครว่ามีซอมบี้บุก และเตรียมการป้องกันไว้ทัน ในขณะที่คนอื่นมองว่าเหลวไหล ไม่ตั้งตัว จนล่มสลายไปทั้งโลก... 

ประเด็นนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวของทฤษฎีหนึ่งคือ Groupthink  นั่นคือภาวะที่คนเก่ง มีความสามารถ กลับทำอะไรร่วมกันแล้วออกมา แล้วหายนะ ด้วยเหตุที่ว่าทำอะไรตามๆกัน  

                                                      

ต่อมามีการสแกนสมอง ปรากฏว่าเจอเหตุการณ์ประหลาด คือพบว่ามนุษย์เมื่ออยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ถ้าไม่ระวัง ตั้งสติดีๆ อาจทำอะไรพลาดตามๆกันได้ เพราะว่าไม่ได้ใช้สมองส่วนที่แก้ปัญหาา แต่กลับไปใช้สมองส่วนที่คอยรักษาสัมพันธ์ไปแก้ แน่นอน ก็เหมือนกับไช้สมองนั่นเอง จนเป็นสาเหตุให้ทำอะไรตามๆกัน ทั้งที่ผิด แล้วกลายเป็นความผิดพลาดแบบไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้..  ตรงนี้บางทีเราแก้ได้ด้วยการมี Devil Advocate คือหาใครสักคนที่จะค้านหัวชนฝา กับทุกเรื่องที่พวกคุณทำครับ

จากทฤษฎีมาถึง Action Research  และ OD  ศาสตร์นี้เรามีระบบเตือนภัยแบบชาวอิสราเอลในเรื่อง เราเรียกว่า Dialogic Validy หมายความว่า จะทำอะไรก็ปรึกษาหารือเพื่อน ผู้รู้ หรือมืออาชีพ อยู่เรื่อยๆ ...  นี่ไม่ได้หมายความว่าจบที่อาจารย์ของคุณนะครับ ลองดูมุมมองลูกค้า สังเกตปฏิกิริยา แล้วปรับเปลี่ยน อยู่ตลอด ใน AI มันเป็นส่วนหนึ่งของ Destiny  ไม่ใช่ทำอะไรดุ่ยๆ ไปเรื่อยๆ  และไม่ใช่ถามอาจารย์อย่างเดียวครับ นั่นคือขั้นต่ำ เราต้องเปิดรับปฏิกิริยาจากคนรอบตัว ด้วย จากนั้นพยายามค้นหากลยุทธ์เพื่อดึงการมีส่วนร่วม  อยู่ตลอด เอาเป็นว่าเราต้องทำเรื่องนี้แต่แรก ไม่ใช่ดุ่ยๆ ไปแบบไม่คิด

ที่สำคัญชาว OD ต้องเปิดหูเปิดตา ไม่อยู่กับแนวคิดของอาจารย์ แวดวงใด แวดวงหนึ่งไปตลอด นั่นไม่ใช่คำตอบ  งานประชุมวิชาการก็ควรไปครับ ใน OD มีระดับโลกเช่น IODA   ไม่งั้นอาจทำอะไรผิดๆ แต่ “คิด” ว่าได้ผล ไปอีกนานครับ ผมเจอมามากจริงๆ คิดเอาเอง โลกไปถึงไหนแล้ว ไม่เคยรู้เรื่อง  ที่สุดสูญเสียความสามารถไป แล้วก็ก้าวไม่ทันคนอื่นในที่สุด

สรุปแล้วคนทำ OD ต้องระวังภาวะ Groupthink  และเราก็ได้ติดตั้งระบบเตือนภัยไว้ในศาสตร์ของเราแล้ว

คน OD ต้องไม่ลืมเรื่องนี้นะครับ ไม่งั้นก็ตกโลกได้ง่ายๆ เห็นมามากแล้วครับ 

เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูเอาเองนะครับ

Reference:

Picture 1: http://www.joblo.com/movie-posters/world-war-z-03

Picture 2: http://www.utne.com/Science-Technology/When-Groups-Dont-Think.aspx


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะอาจารย์.  

ต้องหามาดูบ้างแล้ว. วันก่อนเลือกดูซูเปอร์แมน. เลยอดดูเรื่องนี้ค่ะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะอาจารย์  post ลง www.ailearningcircle.com เรียบร้อยแล้วค่ะ

ขอบคุณครับอาจารย์..

เกษม MBA ex18
IP: xxx.48.148.76
เขียนเมื่อ 

ได้ประโยชน์มากครับ แนวคิดนี้ถ้าทำในสิ่งที่ดีก็เป็นพลังครับ.

จิ๊บ สามารถ
IP: xxx.49.83.47
เขียนเมื่อ 

เป็นแนวคิดข้อคิดที่ดีมากๆ สำหรับผู้บริหารยุคใหม่ค่ะ มีแผนการจะกระทำสิ่งใด ก็ควรคำนึกถึงความเหมาะสมและผู้อื่นเสมอรวมถึงอนาคตภายหน้าด้วย