เหตุผลระหว่างความเชื่อกับความจริง

                                                                                               1

         “ศาสนาเรากำลังโดนบดขยี้ เหล่ามารร้ายต่างผนึกกำลังในทุกรูแบบ มายาและภาพหลอนต่างๆ ต่างเป็นเครื่องมือมาบ่อนทำลายเยาวชนของเรา มันออกมาในรูปแบบแฟชั่น ความทันสมัยและความสะดวกสบายต่างๆ สิ่งเหล่านี้คือกับดัก ที่เราต้องก้าวข้ามพ้น เพื่อที่เราจะได้เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องและอยู่ในอาณัติแห่งพระผู้เป็นเจ้าโดยสวัสดี”

         เสียงตรบมือดังสนั่นห้องประชุมมหาวิทยาลัยแห่งชาติซารีย์ หลังจากการเสวนานักวิชาการศาสนา ครั้งที่ 8 เป็นอีกครั้งที่เหล่าประชาชนและนักศึกษาต่างมารวมตัวกันจนแน่นขนัด เพื่อรับฟังการเสวนาทางด้านวิชาการศาสนาจากนักวิชาการทั่วประเทศ

         วาทะสุดท้ายที่เอื้อนเอ่ยออกไป เป็นวาทะที่ตราตรึงใจใครหลายๆคน ซ้ำยังคอยมาวนเวียนมาตอกย้ำถึงปรากฎการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศแห่งนี้

          ตลอดการเสวนาเริ่มต้นขึ้น กำลังดำเนินไป และจบลง  อนุ ประธานกลุ่มสัจธรรม กำลังใจจดใจจ่อกับการเก็บรายละเอียดเนื้อหา  เขาซาบซึ้งถึงอรรถรสที่เหล่านักวิชาการแสดงออกมา ในวาทะสุดท้ายที่กล่าวปิดการเสวนา มันเป็นวาทะที่สร้างความปวดร้าวในจิตใจของเขาเป็นอย่างยิ่ง จนเขาต้องการไปหาเจ้าของวาทะนั้น เพื่อจักได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและขอคำแนะนำนักวิชาการฝีปากกล้าคนนั้น

          อาจารย์การีม เรียนจบปริญญาโททางด้านศาสนาและประวัติศาสตร์จากประเทศอินเดีย มีความสามารถพูดได้หลายภาษา ไหวพริบปฏิภาณและสติปัญญาถือได้ว่าเป็นผู้รู้ที่ดีคนหนึ่งของประเทศซารีย์

          หลังจากการเสวนาวิชาการศาสนาจบลงไป อนุ วิ่งแจ้นเข้าหาอาจารย์การีม เขาขอจับไม้จับมือ แสดงไมตรีให้อย่างศรัทธาลึกซึ้ง อาจารย์การีมมองออกถึงสายตาที่กระหายใคร่รู้ของอนุ จากนั้นเป็นต้นมา ทั้งสองจึงไปมาหาสู่กันตลอด ต่างแลกเปลี่ยนทัศนะ พูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกันตลอดมา  เป็นเวลากว่า 3 ปี ซึ่งพูดได้ว่าอาจารย์การีมไปบรรยาย ไปสอนที่ไหน ที่นั่นต้องมีอนุและทีมงานกลุ่มสัจธรรมตามไปเป็นขบวนๆกันเลยทีเดียว

         ” ข้าพเจ้าเชื่อในสิทธิและเสรีภาพ ทุกคนมีสิทธิ์คิด ทุกคนมีสิทธิ์ฝัน ทุกคนมีจินตนาการที่จะสามารถโบยบินไปไหนก็ได้ หากว่าการโบยบินนั้นมิได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ใดและสังคมมิเกิดปัญหา ก็การกระทำที่เกิดขึ้น มันเป็นแนวทางที่เราเชื่อมั่นและยึดถือ”

         “แนวคิดนี้มันมีจริงหรือ เราไม่เคยเชื่อเลยว่ามันมีอยู่จริงในโลก เราต่างเห็นเป็นแค่อุดมการณ์ไว้หลอกเด็กเท่านั้นแหละ มันคือแนวทางใดกันน้า” อารีตา ฉีกยิ้มถามอย่างกวนๆ

        ซัลมาน ยิ้มตอบและชูมือขึ้นอย่างมั่นใจ “มันคือประชาธิปไตย ประชาธิปไตยคือคำตอบของทุกๆสังคม และประเทศเราต้องการประชาธิปไตย”

       “แล้วตอนนี้ประเทศเราไม่เป็นประชาธิปไตยหรือพี่ซัลมาน ประเทศเราออกจะสงบสุข ภัยธรรมชาติและปัญหาสังคมก็ดูน้อยกว่าชาติอื่นๆเสียด้วยซ้ำ อยู่แบบนี้สบายๆไม่มีปัญหาอะไร มันก็ดีนะ ไอ้ประชาธิปไตย หนูก็เริ่มชอบแล้วสิ” อารีตาฉีกยิ้มเหมือนเคย
       
“เด็กโง่ มันมิใช่แบบนั้น ประเทศเรามันเป็นประชาธิปไตยแบบปลอมๆ ดูสิมีที่ไหนในโลก ปฏิวัติแล้วปฏิวัติอีก เหมือนเป็นเทศกาลสนุกประจำปีให้เราไว้ดูเล่น ประชาชนต่างอดอยากและยากจนมีถมเถไป เพราะเราเชื่อสื่อโฆษณามากเกินไป บางทีเราอาจลืมคนเหล่านี้ก็เป็นได้ ประชาธิปไตยที่แท้จริงมันต้องมาจากประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ประชาชนคือเจ้าของประเทศ และผู้ที่ต้องได้รับเอกสิทธิ์มากที่สุดในสังคมก็ต้องเป็นประชาชน มิใช่คนส่วนน้อยแค่บางกลุ่มเท่านั้นที่เราเห็น”

        ซัลมานตอบอารีตาอย่างฉะฉานและมั่นใจ สายตาเปล่งประกายบ่งบอกถึงอุดมการณ์ที่หนักแน่น

        อารีตาก็ยิ้มอย่างเคย แต่ในใจครุ่นคิดและก่อเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นภายใน มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกและอธิบายไม่ได้ ความรู้สึกนี้มันคือความรู้สึกอะไรกัน

         พี่ซัลมานค่ะ คือ....

         “ไงต่อหล่ะหนู ว่าไงอารีตา มีอะไรจะแลกเปลี่ยนหรือถามพี่อีกหรือเปล่า” ซัลมานยิ้มถามอย่างเอ็นดู

ไม่ๆๆ ไม่มีค่ะ ไม่มีแล้วค่ะพี่ซัลมาน อารีตาแสดงอาการส่ายหน้าสายตา ออกอาการเกร็งๆ”

                                                                                       2

       “ลุงๆหนูเก็บขวดไว้ให้ลุงเต็มถุงใหญ่เลยน้า รอสักพักนะค่ะ ประเดี่ยวหนูไปหยิบให้ ลุงค่ะกินข้าวมาหรือยังค่ะ ดูลุงเหนื่อยจัง” อารีตาถามพลางลากถุงใบใหญ่ที่เต็มแน่นไปด้วยขวดน้ำพลาสติกมาให้

        ไม่มีใครรู้ว่าลุง เป็นใครมาจากไหน แต่ทุกคนรู้ว่าเป็นเหตุการณ์ประจำสม่ำเสมอที่ลุงจะมาเก็บขวดน้ำตามถังขยะและข้างๆถนนในบริเวณมหาวิทลัยแห่งชาติซารีย์นี้ เจ้าประจำที่เก็บขวดน้ำตั้งไว้ให้มิใช่ใครอื่น ก็คืออารีตา นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะสาธารณสุขและการจัดการสุขภาพ นั่นเอง

        เป็นแบบนี้เสมอๆ 2 ปีมาแล้ว ที่ลุงได้มาเก็บขวดเก็บขยะ นอนซมอย่างไร้จุดหมายอยู่ใต้สะพานลอยหลังมหาวิทยาลัย ไม่มีใครรู้ว่าทำไมแกมาอยู่แบบนี้ ญาติพี่น้องมีหรือไม่ จะกินจะอยู่อย่างไร ไม่มีใครใคร่สนใจ เพราะสังคมของประเทศนี้ ต่างคนต่างอยู่ ทุกคนต่างแข่งขันกันทำมาหากิน สังคมประเทศนี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากสังคมเกษตรกรรม ปรับตัวเปลี่ยนเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม มองไปรอบๆบริเวณตัวเมือง เห็นปล่องควันที่ยืนโด่พ่นควันพิษออกมา ท่อไอเสียชะโลมควันดำทมึนไปทั่วท้องฟ้า กลับที่เคยงดงามแจ่มใส ผันแปรไปเป็นดำคล้ำเศร้าหมอง เป็นจิตรกรรมที่สวยงามแปลกประหลาดพิลึก สวยงามที่ร้ายกาจและก่อหายนะมลพิษ

          “ไอ้ลุงบ้า ฉันบอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่าพาหมาเข้ามาในบ้านฉัน เอ็งจะเก็บขวดก็เก็บไปสิว่ะ รู้ทั้งรู้อยู่ว่าฉันไม่ชอบหมา เก็บขวดเสร็จแล้วก็ออกไปเดี่ยวนี้ เอาหมาแกออกไปเร็วๆด้วย  ครั้งนี้ฉันให้อภัยแก มีครั้งหน้าเราได้เห็นดีกันแน่” อาจารย์การีมออกอาการหัวเสีย แสดงความไม่พอใจอย่างหนัก ลุงก็ยกไม้ยกมือไหว้ขอโทษขอโพยอาจารย์การีม หลังจากนั้นอาจารย์การีมก็ลากสายยางน้ำออกมาล้างบริเวณหน้าบ้าน ขัดๆถูๆอยู่เป็นเวลานาน อารมณ์ความไม่พึงพอใจยังคงคุกกรุ่นอยู่ภายใน

         เป็นครั้งที่สองที่ลุง เผลอลืมพาหมาเข้ามาในบริเวณบ้านอาจารย์การีม ด้วยลืมไปว่าอาจารย์การีมไม่ชอบหมาและเกลียดหมาที่สุด และดูครั้งนี้แกรู้สึกว่าอาจารย์การีมโกรธมาก ลุงรู้สึกผิด แต่ก็มิได้ไปดุด่าว่าหมาน้อยหรือไปเตะหมาน้อยระบายอารมณ์ เจ้าหมาน้อยแสนรู้ก็รู้สึกผิดเช่นกัน มันสามารถรับรู้ได้  การหูตก คอตก หางสั่นไปมาแสดงถึงการรับผิดของเจ้าหมาน้อย ตาใสๆของหมาน้อยที่จ้องมองลุงเหมือนกับมันจะบอกว่า  ผมขอโทษครับผม  เป็นเสียงที่ไม่ได้ยินแต่รับรู้ได้ ในบางครั้งเราก็รับรู้และรู้สึกได้ว่าเดียรัจฉานบางชีวิตก็มีจิตใจที่ดีกว่าใครๆที่ใจร้ายหลายๆคน

         ลุงเก็บขวดกับหมาน้อยแสนรู้ เดินเตร็ดเตร่ไปตามซอกซอยต่างๆ ได้เจอะเจอผู้คนมากมาย บางคนยิ้มให้ บางคนให้น้ำดื่ม บางคนเก็บขวดมาให้ แต่บ้างก็ขับไสไล่ส่ง มองดูแบบรังเกียจเดียดฉัน หลายๆครั้ง ลุงรู้สึกว่าเขาเหล่านั้นไม่เคยนึกเลยว่าลุงก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกับพวกเขาเหล่านั้น สายตาที่พวกเขามองประหนึ่งว่าลุงกับเจ้าหมาน้อยแสนรู้ของลุง ดุจเป็นสิ่งเดียวกัน จึงปฏิบัติต่อกันโดยไม่ต่างกัน
         “ลุงครับสบายดีเปล่าครับ มาๆๆ มาดื่มน้ำก่อน อืมวันนี้หอพักผมไม่มีขวดน้ำนะครับลุง พอดีเพื่อนๆเขาเอาขวดไปบริจาคให้ชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนะครับ ได้ข่าวว่าเขาจะเอาไปรีไซเคิล เป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดีมากเชียวครับ” อนุพูดพลางยิ้มจนตาปิด

         “แล้ววันนี้พ่อหนุ่มไม่มีเรียนหรือจ๊ะ” ลุงถามพลางยกแก้วน้ำดื่ม เจ้าหมาน้อยกุลีกุจอจะดื่มน้ำด้วย ลุกจึงเตะกะลาที่คว่ำอยู่แล้วเทน้ำใส่ไปให้เจ้าหมาน้อย หางเจ้าหมาน้อยส่ายไปมา ดูท่าทางดีใจ

           “เรียนเสร็จแล้วครับลุง ช่วงเย็นนี้หลังจากเตะฟุตบอล ผมจะไปฟังบรรยายอาจารย์การีมครับผม ลุงสนใจหรือเปล่าครับ อาจารย์เขาสุดยอดเลยนะครับลุง ฝีปากคมสุดๆ” อนุพูดพลางคะยั้นคะยอลุงให้ไปด้วย

            “อืม ครับๆ ลุงได้ยินชื่อเสียงมาบ้างแล้ว แต่จะไปไกลๆลุงเดินไปไม่ไหวนะ” ลุงตอบพลางนวดเท้าเบาๆ ด้วยเพราะปวดเมื่อยเล่นงาน จากการก้มๆเงยๆเก็บขวดตลอดทั้งวัน

            “ผมดีใจจังเลยครับ ที่ลุงจะมาฟังบรรยายกับผม” อนุดีใจสุดๆ

                                                                                      3

                       15.00 น. ณ ห้องCommon Room ตึกกิจกรรมนักศึกษาและการสันทนาการ

      ก่อนการบรรยายแก่นักศึกษาชาย อาจารย์การีมได้จัดบรรยายเล็กๆแก่นักศึกษาหญิง เป็นกิจกรรมที่สม่ำเสมอเคียงขนานเรื่อยมากับกิจกรรมของนักศึกษาชาย งานบรรยายดีๆแบบนี้ อารีตาเธอไม่พลาดเป็นแน่แท้

       “สังคมต้องการบุคลากรที่มีคุณภาพ ต้องการครอบครัวที่มีคุณภาพ เราจำเป็นต้องสรรหาและคัดเลือกคู่ครองที่ดีๆ เพื่อเราจักสร้างครอบครัวที่เข้มแข้ง เป็นฐานที่ดีของสังคมต่อไปได้”

       มีนักศึกษาหลายๆคนพึมพำ จนมีคนหนึ่งขออณุญาตถามขึ้นมา “เราต้องทำอย่างไรค่ะอาจารย์ ถึงจะได้คู่ครองและครอบครัวที่ดีๆ”

       “เป็นคำถามที่ดีมากๆ” อาจารย์การีมยิ้มตอบ “ระบบที่ดีมันต้องมาจากการวางแผนที่ดีและยอดเยี่ยม สังคมมีแต่คนหนุ่มที่เหลวไหล ติดยาเสพติด ติดการพนัน ใช้ชีวิตไร้สาระ แนวคิดและหลักการดำรงอยู่ และการวางรากฐานอนาคตตนเองและครอบครัวต่างหามีไม่ จำเป็นที่พวกเธอต้องหาหลักพึ่งพิงที่ดีๆและคำปรึกษาจากผู้รู้”

       อารีตา จึงพูดและถามขึ้นมา “ดังนั้นเราจำเป็นต้องปรึกษาใครหรือค่ะอาจารย์ในเมื่อครอบครัว พ่อแม่ ญาติพี่น้องก็มิได้ศึกษาอะไรมามากมาย ถ้าพวกเราจะติดตามแนวคิดอาจารย์และขอคำปรึกษาจากอาจารย์ในทุกๆเรื่องได้หรือเปล่าค่ะอาจารย์”

      “ไม่มีปัญหาครับ  ผมเป็นพี่น้องของเธอทุกๆคน ทุกๆคนเปรียบดั่งลูกสาว น้องสาวและพี่น้องของผม ผมยินดีอย่างยิ่งในเกียรติที่พวกเธอได้ให้ ด้วยความยินดีครับ ด้วยความยินดี” อาจารย์การีมนิ่งหน้าเข้ม

         เป็นการบรรยายหลายๆครั้งที่เหล่านักศึกษาหญิงตั้งอกตั้งใจฟัง เหล่าพวกเธอต่างมีความหวัง มีพลัง เมื่อได้ฟังแนวคิดและคำสั่งสอนของอาจารย์การีม หลายๆอย่างไม่ว่าปัญหาการเรียน ปัญหาครอบครัว ปัญหาต่างๆที่เหล่าพวกเธอได้ประสบ นักศึกษาหลายๆคนต่างก็เข้าหาปรึกษาอาจารย์การีม ไม่ว่าจะทางโทรศัพท์ ทางเฟสบุคหรือทางจดมายก็ดี วิถีชีวิต การเป็นอยู่ของพวกเธอจึงเปลี่ยนไปเป็นอย่างยิ่ง เป็นกลุ่ม เป็นความหวัง เป็นกลุ่มหญิงสาวที่มีความเข้มแข็ง มีคุณภาพและยืนหยัดได้ในสังคมมายานี้

                                                                                  4

          17.00น. กลุ่มนักศึกษาชายต่างทยอยเดินทางมาที่ลานหน้าชมรมศาสนสัมพันธ์ เป็นลานกิจกรรมที่เปิดกว้างให้นักศึกษาทั้งหลายจัดกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ทุกๆวันและทุกๆสัปดาห์จะมีการจัดกิจกรรม ตั้งแต่การบรรยายทางด้านวิชาการศาสนา ไปจนถึงการจัดปาร์ตี้ จัดคอนเสิร์ต การใช้สอยพื้นที่ของลานกิจกรรมนี้เป็นไปอย่างคุ้มค่ามากทีเดียว

      “ผมดีใจคับลุง ที่ลุงมาฟังบรรยายร่วมกับผมในวันนี้” อนุพูดและยิ้ม พลางนั่งใกล้ๆลุง

         “ลุงครับ เจ้าหมาน้อยของลุง ไปไหนหรือครับ ไม่เห็นมาด้วย” อนุถามเชิงสงสัย

        “ลุงขังมันไว้แล้ว หนุ่มเอ่ย ฝากมันไว้ที่หลังป้อมยามมหาลัย ลุงก็กลัวว่ามันจะมากวนพวกเธอ เห็นพวกเธอหลายๆคนไม่ชอบมัน ไอ้ที่ผ่านๆมาลุงก็ขอโทษด้วยแล้วกัน” ลุงฉีกยิ้มฝืดๆ

     การบรรยายพูดคุยเรื่องวิชาการศาสนาเริ่มขึ้น

       “โลกเรา สังคมเรา เปรียบสเมือนทะเลร้ายที่มีคลื่นลม พายุซัดสาด ความเห็นแก่ตัวก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คลื่นลมแรงขึ้น ระบบและระบอบการเมืองการปกครองหรืออื่นๆที่คิดค้นขึ้น หาใช่คำตอบที่จะแก้ไขปัญหาโลกมนุษย์ได้ไม่ มนุษย์หันห่างออกจากแนวทางของพระเจ้า และต่างก็ห่ำหั่นกันเองเพื่อที่ตัวเองจะได้มีสุข คนหนุ่มสาวก็เหมือนกับเรือน้อยที่ลอยกลางกระแสชล ฝ่ามรสุม เดินทางไต่ล้อต่อคลื่น บ้างก็จมลงสู่ทะเลอารมณ์ตัณหา บ้างก็หลุดลอยหายไปกับกระแสธารคลื่นลมที่เชี่ยวกราก ส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่ถึงฝังฝัน มันมิใช่อื่นใดเลย ด้วยเพราะต่างคนต่างแพ้จิตใจและอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเองทั้งสิ้น”

       ซัลมานยกมือขึ้น พลางขออณุญาตถามและแสดงความคิดเห็น

        “ในเมื่อพระเจ้าให้อิสรภาพแก่มนุษย์ มนุษย์จำเป็นที่ต้องใช้อิสรภาพอย่างเต็มที่ อิสรภาพที่เรามีและผลที่เรากระทำมันก็ไม่ก่อโทษให้แก่ใครเลย นอกจากตัวเราเอง เราจะดี เราจะคว่ำ เราจะจมดิ่งหายไปไหน มันก็คือทางของเรา เราได้ทำไปแล้ว ถ้าหากว่าเราไม่รู้จักจม ไม่รู้จักคว่ำ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใต้ท้องทะเลมันมีอะไรอยู่บ้าง มีปลาฉลามร้าย หรือมีเงือกที่แสนสวย บางทีนะครับคนที่ถึงฝั่งฝัน นั้นอาจจะว่ายน้ำไม่เป็น หรืออาจจะไปถึงฝั่งโดยเรือกลบังคับก็ได้ คนเรามีขึ้นมีลง แต่มันก็เป็นสิทธิของเรามิใช่หรือครับที่เราจะเลือกและกระทำตามใจ”

           “ใช่ ถูกต้อง เธอพูดถูกแต่ไม่ถูกทั้งหมด อาจารย์ไม่ปฏิเสธเลยครับ ทุกคนมีอิสรภาพอย่างเต็มที่ แต่บางครั้งเรื่องบางเรื่องมันต้องอยู่มนกรอบและกฏเกณฑ์ที่วางไว้ จะโดยพระเจ้าหรือโดยสังคมก็แล้วแต่ มิใช่ว่าเราจะยึดตนเองเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล โลกใบนี้ไม่ได้มีแค่เราเพียงคนเดียวเท่านั้น การกระทำของเราบางครั้งมองว่าคนอื่นไม่เดือนร้อน คนอื่นไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร แต่ลองนึกดูสิว่าการที่เรากระทำการใดๆลงไปนั้นไม่ว่าอะไรสักอย่างเถอะ มันก็เหมือนกับการที่เราได้โยนหินลงน้ำ เราได้แต่โยนไปเฉยๆ มันส่งผลกระทบแน่  ได้ก่อเป็นคลื่นทอดๆขยายตัวออกไป ใช่หรือเปล่าต้องไปโดนอะไรแน่แท้” อาจารย์การีมตอบเสียงแข็ง

          ซัลมาน พยักหน้ารับคำตอบรับและทำท่าว่าเห็นด้วย แต่ภายในจิตใจก็แสดงอาการขัดแย้งออกมาที่มีอย่างมากมาย เขานึกในใจ เกิดอาการสับสน สมองพลุ่งพล่าน ความคิดไม่ตกผลึก

         “อิสรภาพมันคืออิสรภาพ มันต้องมีขอบเขตเหรอ เสรีหรือเสรีภาพเราต้องปลดปล่อยไปใช่ไหม แต่อีกใจหนึ่งก็คิดได้ว่าอิสรภาพหรือเสรีภาพก็ตามนั้น จริงด้วยมันต้องมีขอบเขต มิเช่นนั้นแล้ว มันจะเป็นเครื่องมือในการบ่อนทำลายตัวเองและทุกๆอย่างให้พังทลายลง” ซัลมานคิดไม่ตก

         อาจารย์การีมจึงเสริมต่อ “มองไปอีกแบบหนึ่ง เหมือนว่าความมืดมิดมันปกคลุมทุกสรรพสิ่ง ในความมืดมิด มีสัตว์ร้าย มีอันตรายอยู่อย่างมากมายให้เราต้องเผชิญ เราจะอยู่ไม่ได้หากเราไม่มีคบไฟไว้นำทาง ไฟฉายก็ได้ หรือเครื่องนำทางอะไรก็ได้ที่ดี เพราะมันจะคอยช่วยเหลือ ให้แสงสว่าง ป้องกันเราจากสัตว์ร้าย อันตรายและอวิชชาต่างๆได้ เช่นกันผู้รู้คือแสงนำทาง ”

         ไม่มีใครคาดคิด ลุงพูดสวนคำกับอาจารย์การีม ทุกคนหันมามองเป็นสายตาเดียวกัน

         “เรามองไปนั้น หากว่าแสงนำทาง ชี้นำใครผู้ใดไปสู่ห่าเหว เราก็มิควรจะตามลงไป มันมิถูกเสมอไปที่เราจะต้องตามความคิดของใครเสมอๆ ทุกคนพระเจ้าประทานสติปัญญามาให้เราคิดพิจารณา แต่กระนั้นมิใช่ว่าเราจะไม่ฟังใครเลย ผู้รู้ก็จำเป็นต้องปรึกษา ขอความรู้และให้เกียรติ การเดินทางเดินไปนั้น ความรู้จากผู้รู้เป็นแสงส่องทาง มิใช่ว่าให้เป็นเชือกที่คอยลากจูงให้ไปทางนั้นทางนี้ เราต้องใช้ความคิดและการใคร่ครวญที่ลึกซึ้งในการใช้ชีวิต”

       “อืมๆๆ ใช่ๆๆเห็นด้วยเลยครับ” ซัลมานและพรรคพวกต่างสนับสนุนความคิดเห็นนั้น

         การบรรยายและการพูดคุยในหมู่นักศึกษาชายจบลง ทุกคนต่างแยกย้ายกลับบ้าน ปริศนาที่เกิดขึ้นในจิตใจอนุ ซัลมาน อาจารย์การีมและเหล่านักศึกษาทั้งหลาย ความขัดแย้งทางความรู้สึก ความเชื่อ  แรงศรัทธาที่ดำรงอยู่ในจิตใจของแต่ละคน คำพูด ข้อคิดเห็นที่ต่างแสดงออกมาล้วนก่อเกิดผลกระทบทางความรู้สึกและหลักยึดภายในจิตใจของแต่ละคน

          เมื่ออนุหลับตาลงนอน เสียง เสียงนั้น คำพูดนั้น ยังตามมาหลอกหลอนในฝันของอนุ เขารัก เคารพและศรัทธาในตัวของอาจารย์การีมอย่างมาก ทุกๆครั้งที่เขาจะทำกิจกรรมหรือจะดำเนินการอะไรสักอย่าง ไม่ว่าเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องส่วนรวม เขาต้องปรึกษาอาจารย์การีมเสมอๆ ในความฝันของอนุ เขามีสองร่างที่ต่างถกเถียงกัน

        ร่างหนึ่งได้ถามอีกร่างหนึ่งว่า“เอ็งคิดเองอะไรไม่เป็นหรือว่ะ เอะอะก็ถามอาจารย์ตลอด  เอ็งโตแล้วนะเว้ย อ่านหนังสือก็ออก น่าจะคิดได้บ้างในบางเรื่อง”  อีกร่างก็สวนมาทันควัน“มันไม่ดีหรือที่เราถามและปรึกษาผู้รู้ ผู้รู้เขารู้กว่าเรา ดีกว่าเรา เราต้องไปสู่ทางที่ดีแน่แท้”

        ฝ่ายแรกก็สวนกลับมาอีกรอบหนึ่ง“ความรู้ที่ผู้รู้มอบให้สำหรับเราเป็นแสงส่องทางหรือเป็นเชือกจูงจมูกที่ลากไปมาๆไม่ต่างจากวัวควายกระนั้นหรือ เอาแบบไหนหรือ” ทั้งสองฝ่ายต่างถกเถียงกันเป็นเวลานาน จนถึงขั้นลงไม้ลงมือต่อกัน

       เขาสะดุ้งตื่นเหงื่อกาฬแตกพล่าน คืนนี้เขานอนไม่หลับ เสียงของการถกเถียงมันยังคงมาหลอหลอนเขาอยู่เช่นเคย มันเกิดอะไรขึ้น อะไรคือความจริง อะไรคือความเชื่อ เราต้องอยู่ฝั่งไหนฝ่ายไหนดี เขาพึมพำในใจ

                                                                                    5

          หลังจากนั้นหลายเดือน อนุก็มีเรื่องมาปรึกษาอาจารย์การีม

          “อาจารย์ครับ อาจารย์ผมมีเรื่องมาปรึกษาครับผม ผมพูดตรงๆเลยนะครับไม่อ้อมค้อม ผมอยากแต่งงานครับอาจารย์ ผมรักอารีตา ผมอยากจะขอเธอแต่งงาน อยากให้อาจารย์ช่วยคุยทาบทามให้หน่อยครับ” อนุพูดอย่างมั่นใจ

          “การแต่งงานเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นสิ่งที่ศาสนาส่งเสริม เธอคิดดีแล้วใช่ไหม จะแต่งงานกับอารีตา แล้วเธอคิดว่าอารีตาคิดต่อเธออย่างไรหรือ การแต่งงานสำหรับนักทำงานแบบเธอ เธอจงจำไว้ว่า จงอย่าหลงใหลในรูปโฉมรูปกายและความสวยสง่า บางทีการแต่งงานที่ไม่ได้ยั้งคิด อาจจะเป็นบ่วงพันธนาการที่จะมาทำลายเธอทั้งสองคนได้ในภายหลัง เธอต้องเป็นคนที่หลุดพ้นจากความรักที่เป็นตัณหา เธอจะพบความสุขที่แท้จริง”อาจารย์การีมพูดจบ ก็หันหลังกลับเข้าบ้านพักทันที

        อนุ รู้ดีถึงคำตอบที่ได้รับ บางทีเขาอาจจะใจร้อนเกินไปก็ได้ แต่อีกใจหนึ่งก็คิดอีกแบบ มันไม่ใช้การมีเกียรติหรือที่เราจะเดินและคุยแบบลูกผู้ชาย รักใครชอบใครก็ไปบอกเขา ไปขอแต่งงาน ได้ไม่ได้ให้มันรู้ไป  จะได้ทำใจ คิดเรื่องอื่นต่อไป แล้วจะเอาไงต่อดีชีวิต

                                                                                 6

            “พี่ซัลมานค่ะ พี่ซัลมาน”

          “ไงครับผม หนูอารีตา ยิ้มแย้มมาเชียวนะ อารมณ์ดีมาจากไหนหนอ มีอะไรให้พี่รับใช้ครับผม” ซัลมานยิ้มอยากเอ็นดู

          “ หนูจะถามพี่ซัลมานหน่อยค่ะ เรื่องความรัก หากเรารักใคร เราต้องบอกเขามั้ย เราจะเก็บความรู้สึกนั้นได้อย่างไร ต้องทำอย่างไรหรือค่ะ” หนูอยากรู้

           “พี่ก็ไม่ชำนาญนะเรื่องนี้นะหนู แล้วใครกันคือผู้โชคดีคนนั้นเอ่ย เราจะรักจะชอบใครก็แต่งงานกันเลยก็ไม่เห็นเสียหาย ดีออกแบบนี้ ถูกต้องและมีเกียรติ” ซัลมานพยักหน้าล้อเล่น

            “หนูถามเฉยๆค่ะพี่ซัลมาน หนูไม่อยากรู้แล้วก็ได้ อืมหนูมีเรียนต่อช่วงบ่ายค่ะ หนูไปก่อนนะค่ะพี่ซัลมาน” เธอก้มหน้าเดินจากไป เก็บความรู้สึกไว้ข้างใน ซัลมานรู้ดีถึงสายตาที่อารีตามองมายังเขา แต่ถึงอย่างไร เขาคิดว่าเธอเป็นเพียงแค่น้องสาวคนหนึ่ง หามีความรู้สึกรักใคร่ไปในทางชู้สาวไม่

                                                                                     7

               มีข่าวลือกันหนาหู ลือกันให้แซ่ดไปทั่ว ว่าอาจารย์การีมได้อย่ากับภรรยา  ภรรยาได้เก็บข้าวเก็บของหอบกลับบ้านเกิด เสียงลือหนาหูนั้นรู้มาถึงหูอารีตา และอารีตาก็รู้ความจริงมาบางอย่างที่ทำให้เธอเจ็บปวด มีเพื่อนสนิทของเธอ คือยัสมีนและรีนา ได้มาพบเธอเมื่อคืนก่อน ทั้งสามคนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันจนดึกดื่น เธอทราบความจริงมาว่า ยัสมีนและรีนา ซึ่งเป็นเพื่อนสนิท แท้จริงแล้วทั้งสองได้มาสืบข้อมูลและประวัติส่วนตัวของเธอ ทั้งสองได้มาสารภาพผิดต่ออารีตา ทั้งสองคนจึงบอกไปว่า ที่เป็นแบบนี้ ทำไปก็เพราะอาจารย์การีมฝากมา อาจารย์อยากจะแต่งงานกับเธอจึงอย่ากับภรรยาเสีย คนเขาลือกันให้แซ่ด ว่าสาเหตุแห่งการแตกแยกแตกร้าวของครอบครัว ก็เพราะเธอคนเดียว

            ผู้ที่เสียใจมิใช่จะมีเพียงอารีตาคนเดียวไม่ อนุก็เสียใจไม่หย่อนยิ่งไปกว่าเธอ ศิษย์รักของอาจารย์การีม ที่ต่างเชื่อฟังและหลงเคารพรักศรัทธาแนวคิดอาจารย์การีมมาตลอด เขารู้และเข้าใจในตอนนี้ เข้าใจดีว่าเหตุใดกันที่อาจารย์ถึงไม่ได้ไปพูดคุยทาบทามเรื่องการแต่งงานกับอารีตาให้แก่เขา เขาแอบรักอารีตา อยากแต่งงานกับเธอ ไอ้ที่ทำแบบนี้ก็เพราะแกหึงและอยากได้อารีตาไปเป็นภรรยาเสียเอง เขารู้สึกเหมือนโดนหลอก อาการชาแผ่กระจายไปทั่วตัว น้ำใสๆอุ่นๆไหลออกจากตา ประหนึ่งว่าเขาได้สูญสิ้นทุกอย่างไปเสียแล้ว

                                                                                                  8

                      เรื่องดูเหมือนจะจบเงียบลงเพียงเท่านั้น แต่ก็หาไม่ เพราะวันหนึ่งซัลมานได้ลืมโน๊ตบุคและกระเป๋าหิ้วเอาไว้ที่หน้าลานชมรมศาสนสัมพันธ์ เพื่อนๆในชมรมพบเข้า จึงฝากอารีตาให้เอากลับไปคืนให้ เพราะดูแล้วสนิทสนมกันดี เธอเห็นว่ามืดค่ำแล้ว คาดไว้ว่าพรุ่งนี้ค่อยเอาไปคืนแล้วกัน เธอเดินกลับบ้านไป เข้าห้องนอน วางโน๊ตบุคและกระเป๋าหิ้วไว้บนเตียง แล้วผละตัวเข้าห้องอาบไปอาบน้ำ  เสียงโกรกกรากๆ ครึงๆ ตึบๆ กระเป๋าหล่นกระจาย สมุดบันทึก รูปถ่าย กระดาษ เอกสารต่างๆเกลื่อนห้องนอน

                    “อาลีฟอีกแล้วนะแก ไอ้ตัวยุ่ง” อารีตาเดินออกจากห้องน้ำ พร้อมจับเจ้าแมวอ้วนตัวโปรดของเธอขึ้นอุ้ม เธอจับมันเข้ากรงแล้วใส่อาหารให้

                 หันหลังกลับมาเห็นข้าวของกระจัดกระจายไปทั่วห้อง ซองข้าวเกรียบปลาที่มีรอยกัดตั้งอยู่ เธอจึงรู้ได้เลยว่าเจ้าอาลีฟมันต้องมาหาสิ่งนี้แน่ๆ ข้าวของเกลื่อนเลยทีเดียว เจ้าแมวซ่า

              เธอแปลกใจอย่างยิ่ง ไหนได้ ว่าทำไมมันกระเป๋าของซัลมานแต่ทำไมมีรูปอนุและรูปน้องๆในมหาวิทลัยเต็มไปหมด เธอหยิบรูปขึ้นมา ดู รูปแล้วรูปเล่าก็พบแต่รูปของอนุ เมื่อหยิบสมุดบันทึกมาอ่านดู เธออ่านข้อความและบันทึกที่เขียนไว้ เธอจึงร้องไห้ออกมาทันที น้ำในตามันหลั่งออกมาอย่างต่อเนื่อง ในเวลาไม่ช้าเธอตัดสินใจเปิดโน๊ตบุคของซัลมานดู ก็พบกับรูปถ่ายอนุและรูปถ่ายรุ่นน้องผู้ชายที่หน้าตาดีหลายๆคนมากทีเดียว ยิ่งดูไปๆภาพที่ตัดต่อ ยิ่งทำให้เธอแทบจะหยิบโน๊ตบุคทิ้ง มันมีแต่รูปผู้ชายกล้ามใหญ่ หน้าตาดี ข้อความที่เขียนไว้ที่รูป อ่านแล้วแทบจะอาเจียนออกมากันเลยทีเดียว

           “บ้าจริง มันไม่จริงใช่มั้ย ที่พี่ไม่รักไม่ชอบหนู ก็เพราะพี่ชอบผู้ชายด้วยกันนี่ใช่ไหม มันบ้าจริง ไอ้พวกลักเพศ น่าเกลียดที่สุด น่าขยะแขยง เราก็หลงหัวปักหัวปำ อี้ๆๆๆๆแหวะ” เธอนอนร้องไห้ทั้งคืน

             เช้ารุ่งขึ้น เธอนำกระเป๋าและข้าวของไปคืนให้ให้ซัลมานทันที สายตาเธอเปลี่ยนไป หลังจากนั้นเธอไม่มาพูดคุยและไม่มาหาซัลมานอีกเลย

           อาจารย์การีมก็หายหน้าหายตาไปจากที่นี่  มีข่าวว่าแกไปเผยแผ่แนวคิดและเที่ยวตระเวณบรรยายไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆในภาคเหนือของประเทศซารีย์

                 ประกาศจากมหาวิทยาลัย มีการจัดปาฐกฐาพิเศษจากCEO ของUSB Faree Groub ยักษ์ใหญ่ด้านการอาหารและพลังงานของประเทศซารีย์ ในวันที่ 30 มิถุนายน 2556 เหล่านักศึกษาและประชาชนทั่วไปต่างตั้งตารอฟังรอชมการปาฐกฐาพิเศษนี้ CEO มือทองท่านนี้ชื่อเสียงโด่งดังมาก พรรคการเมืองใหญ่ๆในประเทศซารีย์ต่างทาบทามให้ไปเป็นหัวหน้าพรรค แต่ท่านก็มิได้สนใจและยุ่งเกี่ยวด้วย  ทั่วประเทศต่างก็รักใคร่และชื่นชม มันแปลกอีกอย่างหนึ่ง ไม่มีใครรู้จักหรือรู้หน้าคร่าตาที่แท้จริงของท่าน ไม่รู้ท่านเป็นอยู่อย่างไร

          USB Faree Groub ยักษ์ใหญ่ด้านการอาหารและพลังงานของประเทศซารีย์ เป็นบริษัทมหาชนที่มีเครือข่ายทั้งในประเทศซารีย์และประเทศอื่นๆกว่า 112 ประเทศทั่วโลก เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง ได้รับรางวัลมาตรฐานสากลและรางวัลคุณภาพจากหน่วยงานต่างๆทั่วโลกตลอดมาเสมอ

         วันที่ 30-3- มิถุนายน 2556 เวลา 10.00น. ณ จตุรัสปาดังฟาร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติซารีย์ นักศึกษาและประชาชนนับพันๆคนต่างแห่มาร่วมฟังกันอย่างแน่นขนัด

          สักพักโพเดี่ยมว่างเปล่าที่มีไมโคโฟน ช่อดอกไม้วางไว้ มีชายชราท่าทางภูมิฐาน มาดมั่นมั่นใจ ดูมีสง่าบารมีจับประกาย เดินขึ้นไปบนเวทีและยืนนิ่งสงบ นักข่าวจากสถานีต่างๆต่างเยื้อแย่งสาดแสงแฟลตและกดถ่ายรูปอย่างเต็มที่ เพราะชายผู้นี้หาตัวจับยาก งานสังคมงานเลี้ยงไม่เคยออก ไม่เคยมี ภาพแต่ละภาพถือว่าเป็นภาพทองคำ ที่ในวันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ทุกฉบับคงลงหน้าหนึ่งหมดเกลี้ยงเป็นแน่แท้

               (ต่อ)