นักศึกษาจำนวน 70 คน ในวิชา Human-Computer Interaction (HCI) ที่สอนเทอมนี้ ดิฉันเริ่มต้นด้วยการเรียนการสอนในห้อง lecture แต่ด้วยความตั้งใจที่จะสอนแบบ Flipped classroom หรือห้องเรียนกลับทาง จึงได้ย้ายกันไปเรียนที่ห้องแลบคอมพิวเตอร์เพื่อนักศึกษาจะได้ดูตัวอย่างการออกแบบเว็บไซต์ต่างๆ ที่ดิฉันได้นำมาเสนอไปด้วยจะได้เห็นภาพได้ลองคลิ้กเองและได้ถามตอบกันได้อย่างสนุกสนานค่ะ

เราตั้งกฎกติกากันว่าเราจะไม่เปิดเว็บหรือโปรแกรมอื่นใดที่ดิฉันไม่ได้ให้เปิดค่ะ เรียนมาได้สองครั้งค่ะปรากฎว่านักศึกษาไม่สามารถอดทนอดกลั้นต่อหน้าจอมอนิเตอร์ที่อยู่ด้านหน้าได้ พากันเปิดเว็บสื่อสังคมออนไลน์เพื่อติดตามข่าวสารและเล่นเกมส์กันแบบพยายามหลบสายตาอาจารย์ผู้สอน แต่ภาษาใบหน้าและท่าทางอากัปกิริยาก็ฟ้องออกมาอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

ปัญหา Social media addiction ในการเรียนรู้และการอ่านหนังสือของเยาวชนไทยนี่รุนแรงขึ้นทุกวันค่ะ ทำให้เด็กเรามีสมาธิสั้นลง หรือ Attention span ในการเรียนรู้ต่ำลงมากค่ะ จึงไม่น่าแปลกที่เยาวชนไทยอ่านหนังสือน้อยลงค่ะ ดิฉันคิดว่ามันแรงจนถึงขนาดเปลี่ยนสมองคนเราที่ใช้ในการ process ข้อมูลต่างๆ ได้ทีเดียวค่ะ นี่เป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งของการเรียนการสอนแบบ Flipped classroom นะคะ

ดิฉันตัดสินใจเปลี่ยนกลับไปเรียนกันในห้อง lecture เหมือนเดิมค่ะ (ดังรูป) และอนุญาตให้ผู้เรียนนำแท็บเล็ต (Tablets) หรือโน้ตบุ้ค (Notebooks) มาได้ค่ะเพื่อใช้ในการหาข้อมูลเพิ่มเติมในระหว่างเรียนค่ะ

ห้อง lecture นี่นั่งเรียนเป็นกลุ่มเพื่อทำ PBL ลำบากค่ะ ดิฉันไม่สามารถเดินไปดูผู้เรียนได้ทุกกลุ่มจำนวน 14 กลุ่ม ได้อย่างทั่วถึงค่ะ แต่ก็ดีกว่าห้องแลบที่มีจอมอนิเตอร์ตั้งกั้นหน้าผู้เรียนอยู่ทุกโต๊ะค่ะ

ข้อเสียอีกอย่างสำหรับห้อง lecture คือ ผู้เรียนไม่มีเครื่องมือในการใช้เว็บ http://ClassStart.org เพื่อบันทึกการเรียนรู้ตอนที่ดิฉันสอนอยู่ หรือส่งแบบฝึกหัดงานกลุ่มที่ทำในห้องเรียนได้ทันทีค่ะ ดิฉันแก้ไขวิธีนี้โดยการให้ผู้เรียนถ่ายภาพกระดาษคำตอบแล้วส่งเข้าแบบฝึกหัดทีหลังเมื่อกลับไปที่พักค่ะ



ภาพห้องเรียนวิชา HCI


ภาพจาก: http://blog.socialappshq.com/2012/09/26/is-social-media-ruining-our-minds/