คำว่า “กิจกรรมนอกหลักสูตร” มีมานานแล้ว ตั้งแต่ยุคแบ่งแยกระหว่าง “กิจกรรมในหลักสูตร” กับ “กิจกรรมนอกหลักสูตร”
แต่ในปัจจุบัน รอยต่อระหว่างกิจกรรมทั้งสองไม่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะ ตามหลักการเรียนรู้ในปัจจุบัน การเรียนรู้เกิดการการกระทำ + คิด ของผู้เรียนเท่านั้น กิจกรรมทั้งในหลักสูตรและนอกหลักสูตร ต้องเป็นไปเพื่อการเรียนรู้แบบผู้เรียนได้ลงมือทำ (และคิด)
ในสมัยก่อน “กิจกรรมในหลักสูตร” คือส่วนที่อาจารย์สอน แต่เดี๋ยวนี้เราต้องไม่เน้นสอน แต่เน้นจัดการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการลงมือทำ (และคิด)
ในสมัยก่อน “กิจกรรมในหลักสูตร” เน้นเพื่อเรียนวิชา แต่ในยุคปัจจุบัน การศึกษาต้องเน้นการเรียนให้ได้ทักษะ ที่เรียกว่า “ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑” ทั้งชุด ดังนั้น กิจกรรมในหลักสูตร ก็ต้องให้ผู้เรียนได้เรียนทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ส่วนที่เลยจากเนื้อวิชาด้วย
ในสมัยก่อน การเรียนรู้ส่วนที่ไม่ใช่เนื้อวิชา เน้นให้ไปเรียนรู้ผ่านกิจกรรมนักศึกษา หรือกิจกรรมนอกหลักสูตร แต่ในสมัยนี้ การเรียนรู้ส่วนที่ไม่ใช่เนื้อวิชา ต้องเรียนทั้งในเวลาของหลักสูตร และต้องเรียนนอกเวลาเรียนตามปกติด้วย
ที่แปลกยิ่งขึ้นไปอีกคือ เวลานี้เกิดขบวนการ “ห้องเรียนกลับทาง” ที่นักเรียน/นักศึกษา เรียนวิชาที่บ้าน และทำการบ้าน/แบบฝึกหัด/โครงการ ที่โรงเรียน/มหาวิทยาลัย การเรียนในหลักสูตรจึงรวมทั้งเวลาเรียนที่บ้านด้วย
เพราะหลักสูตร ต้องกำหนดให้ผู้เรียนได้งอกงามสั่งสมทักษะและความรู้ที่ซับซ้อนมาก “กิจกรรมนอกหลักสูตร” จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งที่โรงเรียน/มหาวิทยาลัย ส่งเสริมให้นักเรียน/นักศึกษา ทำ อย่างมีเป้าหมายของการเรียนรู้ ไม่ใช่เป็นการทำกิจกรรมแบบลอยๆ
วิจารณ์ พานิช
๒๐ พ.ค. ๕๖
เป็นแนวคิดที่ดี สำหรับการเรียนทั้งในหลักสูตร และนอกหลักสูตร ถ้าโรงเรียนปฏิบัติได้และปฏิบัติแบบจริงจังก็คงดีนะค่ะ แต่ทว่าการเรียนการสอนในโรงเรียน ผู้สอนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการสอนสักเท่าไร และคุณครูบางคนพูดจาหยาบคายมากๆ กับเด็กนักเรียน รู้สึกท้อใจกับการศึกษาไทยในปัจจุบันนี้ ซึ่งผู้ปกครองได้ฟังจากบุตรหลานแล้วเศร้าเอามากๆ
เรียนคุณต้นกรูด คงมีน้อยนะค่ะที่ครูพูดจาหยาบคายกับเด็กๆ และมีน้อยกับครูผู้สอนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการสอน ขึ้นชื่อว่าครูแล้วย่อมมีจิตวิญญาณของความเป็นครูคะ