น้ำตา ความตาย และเสียงร้องไห้

น้ำตา ความตาย และเสียงร้องไห้ ที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเจ็บปวดที่ฝังลึกลงจิตใจของคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยมิอาจหลีกหนีได้เลย จากเหตุการณ์ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนนี้ยังไม่มีใครตอบได้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะสงบลงเมื่อไร ทุกครั้งที่มีเสียงปืนหรือเสียงระเบิดดังขึ้น นั่นหมายถึงความสูญและความเจ็บปวดกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง มันไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าที่นี่ตอนนี้จะเกิดอะไรขึ้น จากเหตุ คาร์บอม กลางเที่ยง ในอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2555 ที่ผ่านมาทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากมาย เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ผู้คนได้รับบาดเจ็บหลายราย หลายครอบครัวต้องสูญเสีย หนึ่งในนั้นเป็นครอบครัวชาวนครศรีธรรมราชที่มาเยี่ยมญาติในพื้นที่ จากเหตุการณ์วันนั้นได้คร่าชีวิตลูกชายวัย 20 ปี จำนวน 1 ราย และหลานสาววัย 22 ปี จำนวน 1 ราย ภายในห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสายบุรี จังหวัด ปัตตานี เต็มไปด้วยผู้ได้รับบาดเจ็บร้องครวญครางเนื่องจากอาการบาดเจ็บ แต่ในขณะเดียวกันข้างหน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเต็มไปด้วยญาติและเพื่อนฝูงที่ไม่มีบาดแผลทางด้านร่างกาย แต่บาดแผลภายในใจของพวกเขาเหล่านั้นมันช่างทรมานเสียยิ่งกว่า เสียงร้องไห้ และน้ำตาที่ไหลออกจากดวงตาน้อยๆ มันยากมากที่จะประเมินความเจ็บปวดได้ ผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ็บแผล แต่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงเจ็บข้างในซึ่งไม่มีใครบอกได้ว่าเจ็บลึกขนาดไหน หนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บ ชาวนครศรีธรรมราชร้องครวญครางออกมาขณะที่พลเมืองดีนำส่งมายังโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสายบุรีซึ่งมาพร้อมกับลูกชายที่เสียชีวิตลงแล้ว “ช่วยลูกกะด้วย ช่วยลูกกะด้วย แกพูดซ้ำๆสักพักหนึ่งเสียงได้เงียบหายเนื่องจากเข้าไปในห้องฉุกเฉิน ผมเดินเข้าไปภายในห้องฉุกเฉิน ยังคงได้ยินเสียงร้องไห้ของคุณป้าอีก ผมยืนอยู่ข้างๆ “กะครับกะจะให้ผมติดต่อญาติๆของกะไหมครับ” คุณเป็นใครละ คุณป้าพูดเสียงดังออกมาแสดงว่า ณ เวลานั้นเขาคงต้องการคนที่ไว้ใจมากที่สุด “ ผมเป็นนักจิตวิทยา ที่นี่ครับ” สักพักหนึ่งคุณป้ายื่นโทรศัพท์มาให้ พร้อมกับบอกว่ากดเบอร์ตามที่เห็นนี้นะ แสดงว่า เวลานั้นเขาเริ่มไว้ใจเราแล้ว ผมมองถึงสายตาของคุณป้าคู่นั้นที่คุยโทรศัพท์กับญาติ ช่างบกบอกถึงความเจ็บแค้นที่มีอยู่ภายใจ เสียงคุยโทรศัพท์เงียบลง แสดงว่าบทสนทนาของคุณป้ากับญาติก็จบลง ผมจ้องมองเพื่อประเมินอาการและดูท่าทีคุณป้าเผื่อมีอะไรที่ผมสามรารถช่วยเขาได้ ผมเลยพูดกับเขาว่า “ผมทราบนะครับคุณป้าตอนนี้กำลังโกรธอยู่ แต่ถ้าคุณป้ามีอะไรอึดอัดภายในใจสามารถบอกกับผมได้นะครับ ผมจะฟัง และจะอยู่กับคุณป้าตลอดระยะเวลาที่เปลยังไม่เคลื่อนไปไหนนะครับ” ผมพูดออกไปอย่างกล้าๆกลัวๆ ด้วยความที่เป็นนักจิตวิทยาน้องใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงาน แต่ก็จะพยายามทำในสิ่งที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างเต็มที่ ผมพยายามนึกถึงหลักการทำการปฐมพยาบาลจิตใจเบื้องต้น ในใจก็คิดแต่ว่าจะต้องทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด อยู่มาสักระยะหนึ่งเสียงดังขึ้นมาอีกว่า “ ลูกกะอยู่ไหน ลูกกะอยู่ไหน ลูกกะยังไม่ตายใช่ไหม” ผมก็ได้แต่บอกไปว่ากะครับตอนนี้คุณหมอกำลังช่วยชีวิตอยู่นะครับ ณ เวลานั้นผมคุยอะไรได้ไม่มากหรอก สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นคือการอยู่เป็นเพื่อนเท่านั้น และหลังจากนั้นไม่นาน คำพูดของคุณป้าก็ดังอีกว่า “กูไม่น่ามาเลย กูไมน่ามาเลย ทำไมกูต้องมาที่นี่ด้วย ถ้ารู้อย่างนี้ไม่มาดีกว่า” และเสียงอันแข็งแกร่งก็เบาบางลงก่อนที่จะเข้าไปทำแผล และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลจังหวัด หลังจากนั้นไม่นานทาง เจ้าหน้าที่ศูนย์เยียวยาฟื้นฟูสุขภาพจิต โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสายบุรี ได้ลงติดตามอาการทางจิตอย่างต่อเนื่อง ที่โรงพยาบาลปัตตานี ปรากฏว่าลักษณะอาการพูดเสียงแข็งก็หมดไปนั่นก็หมายความว่า อาการที่คับแค้นใจเริ่มที่จะหมดจากหัวใจ ผมมองไปยังดวงตาคู่นั้นอีก มันช่างแตกต่างเหลือเกิน วันแรกมา กับวันนี้ แต่สิ่งที่ผมรับรู้ได้ คือ ความเป็นมิตรและความไว้เนื้อเชื่อใจ ความจริงใจในการช่วยเหลือ มันสามารถลบรอยแผลได้จริงๆ ถึงแม้มันไม่หมดไปทีเดียวแต่มันก็ช่วยบรรเทาอาการได้ ภาพของเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอย่างเต็มความสามารถก็ทำให้ความเจ็บปวดลดลงได้เช่นกัน
ผมไม่รู้หรอกว่าเหตุการณ์จะจบลงเมื่อไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่ได้จากการทำงานคือ การที่ต้องเตรียมความพร้อมอยู่ตลอดเวลา เตรียมกายเตรียมใจให้พร้อมที่รับกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เชื่อมันในวิชาชีพ และทำหน้าที่ให้ดีที่สุด