วันคืนผ่านไป เด็กๆ เติบใหญ่ไปตามวันเวลา ในขณะที่คนมีอายุก็ร่วงโรยลง บางชีวิตดับสูญ บางชีวิตได้ก่อกำเนิดขึ้น

พ่อได้รับคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนบ้านอุดมชาติ (อุดมชาติสามัคคี) อำเภอวารินชำราบ ซึ่งสร้างความอาลัยให้แก่ชาวบ้านคุ้มเป็นอย่างยิ่ง แต่ทุกคนก็เข้าใจว่า ไม่มีครูคนใดสอนประจำที่โรงเรียนได้นาน ยิ่งครูใหญ่ด้วยแล้วอยู่ได้ไม่กี่ปี ก็ย้าย


พ่อจัดหาเกวียนหลายเล่ม ที่มีประทุนใช้สำหรับโดยสาร ที่ไม่มีประทุนใช้บรรทุกสิ่งของ ก่อนการเดินทางไม่กี่วันชาวบ้านหลายคนเอาของฝากมาให้แม่ บ้างมีปลาช่อนตากแห้ง ปลาร้า ข้าวสาร ข้าวเปลือก พริกแห้ง ตามที่ตนเองมี โดยเฉพาะปลาร้า แม่รวมเอาใส่ไหได้จนเต็มไห ข้าวเปลือกได้หลายกระสอบป่าน

วันเดินทางมาถึง เด็กผอมเล็กตื่นนอนด้วยเสียงคนหลายคนพูดคุยกัน บ้างก็ตะโกนบอกกัน แต่มีเสียงหนึ่งแทรกเข้ามาที่ทำให้เด็กชายรีบลุกขึ้น เดินออกมาจากห้องนอน เป็นเสียงกระดิ่งของวัวเทียมเกวียนนั่นเอง

พ่อขอให้เกวียนมาที่บ้านตั้งแต่เช้าเพื่อจัดของขึ้นเกวียน จะได้ไม่ร้อนและรับประทานอาหารเช้าที่บ้านด้วย
เด็กผอมยืนที่ชานเรือนตามองวัวคู่งามเทียมเกวียน ที่หลายคู่คนขับเกวียนได้ปลดออกจากแอกโดยใช้ไม้ค้ำเกวียนแทน แล้วจอดเป็นแถวบนทางเกวียนหน้าบ้าน


หญิงสาวหลายคนสาระวนอยู่ในครัว ชายหนุ่มสี่ห้าคนช่วยกันยกโต๊ะและเก้าอี้ทำงานอันใหญ่ของพ่อ ซึ่งเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่หนัก นอกนั้นก็เป็นของใช้และเสื้อผ้า

"ไหวเอ๊ย ลงมาใต้ถุน มาอยู่กับพี่ๆ อย่าเกะกะเขา" แม่พูดเสียงดังจากหัวบันไดบ้าน
เด็กผอมเล็กเดินสวนแม่ลงบันไดบ้านส่วนแม่เดินเข้าไปในครัว


ที่ใต้ถุนบ้านมีพี่สามคนอยู่กันครบหน้า พี่คนโตกำลังไกวเปลผ้าขาวม้าที่แม่ผูกกับเสาบ้านและไม้หลักที่ฝังอยู่ใต้ถุนอย่างแน่นหนา ภายในเปลมีเด็กหญิงอ้วนกลมนอนหลับตานิ่ง เด็กน้อยเพิ่งคลอดได้ไม่กี่เดือน ส่วนเด็กหญิงพี่คนรองและเด็กผอมสูงเดินเกร่ไปมาอยู่ข้างๆ

วันนั้น ยังคงมีชาวบ้านทะยอยนำของฝากมาให้เรา ทั้งข้าวเปลือก ข้าวสาร ปลาร้า หลายคนเอามะละกอ ถั่วฝักยาวมาทำอาหาร และนำข้าวเหนียวมารับประทานตอนกลางวันด้วย

พอตกบ่ายผู้คนยิ่งเยอะ บนบ้านมีผู้เฒ่าชายหญิงทำพานบายศรี สาวๆ ที่ทำครัวต้องย้ายครัวลงมาอยู่ข้างล่างหลังบ้าน ส่วนหน้าบ้านและข้างบ้านใต้ร่มฉำฉา ชาวบ้านใช้เสื่อปูนั่งดื่มกินและคุยกันอยู่เต็มบริเวณ ส่วนใต้ถุนบ้านนอกจากเด็กๆ เจ้าของบ้านแล้ว ยังมีเด็กนักเรียนอีกนับสิบคนยึดใช้เป็นที่กิน เล่นและหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน

บ่ายคล้อยพี่น้องสี่คนถูกเรียกขึ้นไปข้างบนบ้าน ให้นั่งล้อมพานบายศรีร่วมกับพ่อและแม่ นั่งตรงข้ามกับผู้เฒ่าท่านหนึ่ง
"ได้เวลาบายศรีสู่ขวัญแล้ว ขอให้เงียบๆ ตั้งใจฟังกันทุกคนนะ" ชายชราคนนั้นพูดขึ้นเบาๆ แต่ได้ผล คนบนบ้านเงียบ ผู้คนข้างล่้างก็พลอยเงียบไปด้วย 

พ่อจุดเทียนบายศรีแล้วผูกแขนให้พ่อหมอ หลังจากนั้นพ่อหมอก็เริ่มสู่ขวัญบายศรี

หลังอาหารเย็นก่อนตะวันตกดินวันนั้น ขบวนกองเกวียนก็เคลื่อนที่ออกจากบ้านข้างโรงเรียน เด็กผอมเล็กอยู่ในเกวียนมีประทุนเล่มแรกกับแม่พร้อมกับน้องหญิงตัวอ้วนกลม พี่ๆ อยู่เกวียนมีประทุนอีกเล่มถัดไป ส่วนพ่อดูแลสิ่งของอยู่ท้ายขบวน

ชาวบ้านทั้งหญิงและชาย มายืนส่งพ่อและแม่จำนวนมาก คนแก่ตนเฒ่าหลายคนน้ำตาคลอ ยืนโบกมืออวยพรให้ไปดี

โรงเรียนอยู่ท้ายหมู่บ้าน กองเกวียนจึงเข้าสู่ทุ่งนา พ้นจากทุ่งนาเป็นป่าโปร่ง ทางเกวียนค่อนข้างราบเรียบไม่เหมือนผ่านท้องนา เพราะดินแข็งกว่า ในขณะที่ความมืดไล่ความสว่างออกไปทีละน้อย


เด็กผอมเล็กนอนฟังเสียงล้อเกวียนเสียดสีกับดุมดัง อิ๊ด แอ๊ดๆ เป็นจังหวะตามรอบของล้อ นานๆ จะมีเสียงคนขับเกวียนที่อยู่ด้านหน้าพูดกับวัวของเขาแทรกเข้ามา


"ไหว...หิวไหม" แม่ถามแต่ตาจับอยู่ที่เด็กน้อยกลมอ้วนที่อุ้มแนบอกและกำลังให้ดื่มนม
เด็กน้อยส่ายหน้าแทนคำตอบ แล้วกลับพูดไปอีกเรื่อง "เซียงเมี่ยง"


แม่ค่อยๆ วางเด็กน้อยอ้วนกลมที่อิ่มและหลับแล้วลงข้างๆ คนละด้านกับเด็กผอมเล็ก แล้วเล่านิทานซ้ำอีกรอบ


"เซียงเมี่ยงใช้วิธีของเสือไม่ได้ผล ก็มาใช้วิธีของนก เขาปีนขึ้นไปบนต้นไม้ริมห้วยที่มีน้ำใส มองหาปลาที่โผล่ขึ้นมาหายใจ พอเห็นปลาก็กระโจนลงหมายจับปลาให้ได้ แต่ปลาก็มุดน้ำหนีไป สุดท้ายเซียงเมี่ยงก็มาใช้วิธีของไก่"
เด็กผอมเล็กหลับไปแล้ว 

คลิกอ่านตอนที่ 10 คืนหมาหอน.....เสียงโหนหวน