การศึกษาศาสนาพุทธ นอกจากจะศึกษาคำสอนของพระพุทธองค์แล้ว ยังต้องเชื่อมโยงสิ่งที่ปรากฏเป็นเนื้อตัวของพุทธศาสนาเข้าด้วยกัน ให้ทั่วถึงกันด้วย ไม่เช่นนั้น ก็อาจเกิดความสงสัยในพระพุทธองค์ หรือ คำสอนของพระองค์ขึ้นมา
เช่น มีการสงสัยว่า ในเมื่อพระพุทธองค์เห็นโทษของการครองเรือนจนกระทั่งทรงออกบวช แล้วทำไมจึงมีคำสอนให้มนุษย์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อครอบครัว ดังเช่นที่ปรากฏในสิงคาลกสูตร
สิงคาลกสูตรนี้ บางที่เรียก สิงคาลสูตร บางแห่งเรียก สิคาโลวาทสูตร หรือ สิงคาโลวาทสูตรก็มี ซึ่ง สองชื่อท้ายนี้ แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพระโอวาทที่ทรงแสดงแก่สิคาล หรือสิงคาลมาณพ เป็นสูตรที่ชาวยุโรปเลื่อมใสมากเนื่องจากมีการกำหนดหน้าที่ของทุกคนในสังคมโดยไม่มีการกดดันฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด อันทำให้สังคมสงบสุข ซึ่งเนื้อหาของพระสูตร พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวว่าพอจะแยกได้เป็น ๓ ส่วนคือ
๑การละเว้นความชั่ว ชำระกายใจให้สะอาดประดุจการอาบน้ำ โดยการละสิ่งชั่วร้าย ๑๔ ประการ คือ
- กรรมกิเลส ๔ (การเบียดเบียนร่างกายและชีวิตผู้อื่น,การลักทรัพย์,การประพฤติผิดในกาม,การพูดเท็จ)
-อคติ ๔ (การลำเอียงเพราะชอบ,การลำเอียงเพราะชัง,การลำเอียงเพราะเขลา,การลำเอียงเพราะกลัว ทั้งนี้เพื่อให้ดำรงอยู่ในธรรม มีความเที่ยงธรรม)
- อบายมุข ๖ (การเป็นนักเลงสุรา,การเป็นนักเที่ยว,การเป็นนักหมกมุ่นในการบันเทิง, การเป็นนักพนัน, การคบคนชั่วเป็นมิตร, การเกียจคร้านการงาน)
๒ เปิดโอกาสให้ตนเองได้รับสิ่งดีๆ ทั้งที่เป็นประโยชน์ปัจจุบัน และประโยชน์ที่ยิ่งขึ้น และรักษาสิ่งดีๆที่ได้นั้นไว้ อันประกอบด้วยการเลือกคบมิตร (พระพุทธองค์ให้ความสำคัญกับมิตรมาก ดังจะเห็นได้จากการที่ทรงชี้ให้เห็นว่า กัลยาณมิตร เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ เป็นต้น แต่ไม่ใช่ไม่คบคนชั่วเสียเลย เพราะทรงมีคำสอนที่ว่า ไม่ให้คบคนชั่ว เว้นแต่จะช่วยเหลือเขา ซึ่งหากเรามีการชำระล้างกายให้สะอาด เที่ยงธรรม ตามขั้นที่ ๑ สร้างสิ่งดีๆตามธรรมและรักษาสิ่งดีๆนั้นไว้ได้แล้ว ก็ย่อมเข้มแข็งพอที่จะช่วยผู้อื่นได้)
ประกอบอาชีพสุจริตเพื่อให้ได้โภคทรัพย์สำหรับการดำรงชีวิต แล้วพึงแบ่งโภคทรัพย์ออกเป็น ๔ ส่วน คือส่วนหนึ่งใช้สอย ๒ ส่วนใช้ประกอบการงานส่วนที่ ๔ เก็บไว้ด้วยหมายใจว่าจะใช้ในยามมีอันตราย
๓ 3ปฏิบัติหน้าที่ที่มีต่อบุคคลรอบข้าง และสังคม อย่างไม่บกพร่อง เพื่ออยู่ในสังคมอย่างเป็นสุข และเพื่อพัฒนาตน พัฒนาจิต ให้ยิ่งๆขึ้นไป
ซึ่งหากเราเชื่อมโยงทั้งคำสอน ทั้งจุดมุ่งหมายของคำสอน ทั้งองค์ธรรมที่มารับช่วงต่อกันเป็นทอดๆ ทั้งพระคุณ
ทั้งพระประวัติของพระองค์ เข้าด้วยกันได้ ก็จะเข้าใจคำถามนี้ได้เช่นกัน
สำหรับการพิจารณาเรื่องนี้ ควรแยกพิจารณาเป็นสองส่วน คือ
๑ทำไมพระพุทธองค์จึงทรงทิ้งครอบครัวเพื่อออกบวช
เพราะเมื่อทรงเห็นว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ ทำอย่างไร พระองค์ และสรรพสัตว์ จึงจะพ้นออกจากทุกข์เหล่านี้ได้ และเพราะทรงเมตตาสัตว์โดยเสมอกัน ไม่มีแบ่งเขาแบ่งเรา ด้วยทรงเห็นว่าเมื่อหาทางออกจากทุกข์ได้แล้วและนำหนทางที่ทรงค้นพบมาสั่งสอน สรรพสัตว์จะได้ประโยชน์โดยเสมอหน้ากัน
พระเมตตาของพระองค์นี้ ได้ทรงปรารภมาเนิ่นนานตั้งแต่เมื่อครั้งที่เสวยพระชาติเป็นสุเมธดาบส ดังที่ปรากฏในพระสุตตันตปิฎกว่า
"เราสยายผมแล้ว เอาผ้าคากรองและหนังสัตว์ลาดลงบนเปือกตม นอนคว่ำลง ณ ที่นั้น ด้วยคิดว่า พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวก จงทรงเหยียบ เราเสด็จไปเถิด อย่าทรงเหยียบเปือกตมนั้นเลย ข้อนั้นจักเป็น ประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา เมื่อเรานอนอยู่ที่พื้นดิน ได้มีความคิดอย่าง นี้ว่า เรา (มิได้) ปรารถนาว่า วันนี้ พระพุทธเจ้าพึงทรงเผากิเลสของเราประโยชน์อะไรแก่เราด้วยเพศที่ใครๆ ไม่รู้จัก และด้วยการทำให้แจ้งซึ่งธรรม ณ ที่นี้ เราพึงบรรลุสัพพัญญุตญาณหลุดพ้นแล้ว พึงเปลื้องหมู่สัตว์พร้อมทั้งเทวดาให้หลุดพ้นเถิด ประโยชน์อะไร ด้วยเราผู้เป็นคนมีกำลังจะข้ามไปคนเดียวเล่า เราบรรลุสัพพัญญุต ญาณได้ และจะช่วยหมู่ชนให้ข้ามได้เป็นอันมาก ด้วยอธิการที่เราทำแล้วในพระพุทธเจ้านี้ เราตัดกระแสสงสารกำจัดภพทั้ง ๓ ขึ้น สู่เรือคือธรรมแล้ว จักช่วยหมู่สัตว์พร้อมทั้งเทวดาให้ข้ามได้
พระพุทธทีปังกรผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชาประทับยืนอยู่ เหนือศีรษะเรา ตรัสพระดำรัสว่า ท่านทั้งหลายจงดูชฎิลดาบสผู้มี ตบะอันรุ่งเรืองนี้ เขาจักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลกในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ พระตถาคตชินเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีพระเกียรติยศมาก จักเสด็จออกจากพระนครกบิลพัสดุ์ อันน่ารื่นรมย์ จักทรงบำเพ็ญความเพียรทำทุกกรกิริยา แล้วเสด็จไปประทับนั่งที่ควงไม้อชปาลนิโครธทรงรับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้ว เสด็จไปยังแม่น้ำ เนรัญชรา พระองค์เสวยข้าวมธุปายาสที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา แล้วเสด็จดำเนินตามทางราบเรียบที่เขาตกแต่งไว้ไปที่ควงไม้โพธิพฤกษ์ แต่นั้นทรงทำประทักษิณโพธิมณฑลอันยอดเยี่ยมแล้ว จักตรัสรู้ที่ควงไม้อัสสัตถพฤกษ์ พระมารดาบังเกิดเกล้าของพระตถาคตพระองค์นี้ จักมีพระนามว่ามายา พระบิดามีพระนามว่าสุทโธทนะ พระตถาคตนี้จักมีพระนามว่าโคดม พระตถาคตพระองค์นั้น จักมีพระอัครสาวกผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะมีจิตสงบระงับมั่นคง"
สำหรับการที่พระชายา พระโอรส ทุกข์ที่สูญเสียพระองค์ไปในระยะเวลาไม่นานนัก เมื่อเทียบกับโอกาสที่จะพ้นจากทุกข์อย่างถาวร คือ พ้นไปจากวัฏฏะ ย่อมไม่สามารถนำมาเทียบกันได้ สมกับคำสอนของพระองค์ที่ได้สั่งสอนเมื่อทรงตรัสรู้แล้วที่ว่า หากเห็นแก่ประโยชน์ใหญ่ ก็ควรละประโยชน์น้อยเสีย
ประกอบกับบารมีในด้านต่างๆที่ทรงสะสมมาจึงทำให้ทรงพรั่งพร้อมด้วยลาภ ยศ จนไม่ต้องกังวลว่า เมื่อไม่มีหัวหน้าครอบครัว พระชายา พระโอรส จะตกอยู่ในความลำบาก
๒ทำไมจึงมีคำสอนให้รับผิดชอบต่อครอบครัว มีการกำหนดหน้าที่ของแต่ละคนในสถาบันครอบครัว
สัจจะหรือความจริงนั้น มีซ้อนกันหลายชั้น พุทธศาสนาพุทธยอมรับทุกสัจจะและเห็นว่าต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกัน
" สัจจะมีซับซ้อนกันหลายชั้นหลายอย่างดังนี้ ถ้านำไปพูดกันผิดที่ผิดทาง ก็สับสนไม่เข้าใจ ชีวิตที่ยังดำเนินอยู่ในโลก ต้องอาศัยสัจจะทั้งหมดนี้จึงอยู่ได้ จะมีเพียงปรมัตถสัจจอย่างเดียวหาได้ไม่ เหมือนอย่างต้นไม้ ถ้ามีแต่แก่น ก็อยู่ไม่ได้ ต้องมีทั้งเปลือก กระพี้ กิ่ง ใบ เป็นต้น พุทธศาสนาก็แสดงธรรมเหมือนอย่างต้นไม้ที่มีพร้อมทุกอย่าง คือ ประกอบด้วยสัจจะทุกอย่าง"
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก หลักการทำสมาธิเบื้องต้น หน้า ๗๐ - ๗๑
สัจจะนั้น มี ๓ คือ โลกสัจจะ สมมุติสัจจะ (สมมติสัจจะ) และ ปรมัตถสัจจะ
โลกสัจจะ คือ สัจจะของโลก เช่น คน สัตว์ดิรัจฉาน ต้นไม้ ภูเขา (บางที่รวมสัจจะนี้ไว้ในสมมุติสัจจะ)
สมมุติสัจจะ คือสัจจะที่รับรู้ร่วมกัน รู้ด้วยกัน จริงโดยตกลงกัน เช่น ชื่อคน ชื่อต้นไม้ บรรดาศักดิ์ต่างๆ ภาษาพูดต่างๆ
ปรมัตถสัจจะ คือ จริงโดยเด็ดขาด จริงโดยเนื้อความละเอียดอย่างยิ่ง ไม่ใช่จริงด้วยสัจจะอื่น เพราะแท้จริงแล้ว ไม่มีคน ไม่มีภูเขา ไม่มีต้นไม้ มีแต่ขันธ์ อายตนะ ธาตุ หรือ มีแต่อริยสัจจ์ทั้ง ๔
เราคงต้องเข้าใจแต่ละสัจจะ ความสัมพันธ์ของแต่ละสัจจะที่มีต่อกัน การปฏิบัติต่อแต่ละสัจจะ เช่น นาย A. แต่งงานกับ น.ส. B เมื่อแต่งงานกัน นาย A ได้ชื่อว่าเป็นสามี นางสาว B ได้ชื่อว่าเป็นภรรยา เมื่อมีลูก นาย A นอกจากจะได้ชื่อ หรือ รับรู้ร่วมกันว่าเป็นสามีแล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็นพ่ออีกด้วย เมื่อเป็นสามี เป็นพ่อ ก็มีหน้าที่ที่ต้องทำตามความจริงที่ปรากฏ ตามบทบาทที่มี
ส่วนสัจจะโดยปรมัตถนั้น เนื่องจากเป็นความจริงสูงสุด จึงเป็นสัจจะที่ตรงตามสภาวะ ความจริงที่เหตุและผลต้องตรงกัน การดำเนินชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข เราควรเข้าใจสัจจะนี้ด้วย ควบคู่ไปกับสัจจะอื่นๆ เช่น เมื่อเหตุคือการทำงาน ผลก็คืองานได้รับการทำ เมื่องานได้รับการทำ งานก็สำเร็จ ส่วนค่าตอบแทนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นสิ่งที่สมมติซ้อนขึ้นมา ว่าถ้าทำงานเสร็จจะได้รับค่าตอบแทนตามที่ตกลงกัน
เมื่อมีสมมุติสัจจะอย่างไร เราก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามสมมุติที่ได้รับ หากเราไม่ทำหน้าที่ตามที่ควรทำ ความวุ่นวายก็จะตามมาอันจะทำให้ทั้งตัวเราและบุคคลรอบข้างไม่สามารถหาความสงบสุขได้
รูปกาย มีสิ่งที่ทานเข้าไปเป็นอาหารคอยหล่อเลี้ยง จิต มีปีติ (ธรรมปีติ) เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ซึ่งในเบื้องต้นสุขที่หล่อเลี้ยงเราคือกามสุขอันเป็นสุขหยาบ เช่น สุขจากการได้ลิ้มรสอร่อยทางลิ้น (ดังเช่นที่ตรัสในสิงคาลกสูตรว่า นายควรหาของกินแปลกๆให้บ่าว) สุขจากการยินดีกับเครื่องตกแต่ง (เช่น สามีหาเครื่องประดับตามสมควรให้ภรรยา) สุขจากการได้อยู่ร่วมกับคู่ครอง สุขจากการทำงานอันไม่มีโทษ ฯลฯ แต่หากเราตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่มีแต่ความวุ่นวาย เช่น ต้องคอยกังวลว่าใครจะจับเราได้หรือไม่กับการที่เราไปยินดีคู่ของคนอื่น, ไม่หาเลี้ยงครอบครัว ปล่อยให้ทุกคนในครอบครัวเดือดร้อน เป็นต้น เราย่อมไม่มีโอกาสได้ความสุขในเบื้องต้น ซึ่งแม้แต่กามสุขอันเป็นสุขในเบื้องต้นเรายังไม่มีโอกาสได้ จะมีโอกาสหรือกำลังใจที่จะหาสิ่งที่ประณีตขึ้นไป เช่น ฌานสุข นิพพานสุข ได้อย่างไร
ศาสนาพุทธไม่ได้ปฏิเสธกามสุข ตรงข้าม ยอมรับและมองกามสุขตามความเป็นจริง คือมีคุณน้อยและโทษมาก
เพราะมีผลให้วนเวียนอยู่ในวัฏฏะ ที่สำคัญ ยังมีสุขอื่นที่ประณีตกว่ากามสุขอีกเป็นขั้นๆขึ้นไปประณีตจนถึงขั้นทำให้หลุดพ้นจากการเวียนวนไปได้เลยก็มี ดังนั้น จึงควรปฏิบัติต่อความสุขเป็นขั้นๆ ซึ่งเนื้อหาของพระสูตร พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวว่าพอจะแยกได้เป็น ๓ ส่วน ตามคำตรัสในเทวทหสูตรโดยการ
ไม่หาทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีทุกข์ ๑
ไม่ทิ้งความสุขที่ชอบธรรม ๑
แม้สุขที่ชอบธรรมก็ไม่ยอมสยบมัวเมา ๑
และ เพียรหาสุขที่ประณีตยิ่งๆขึ้นไป ๑
การปฏิบัติธรรม ควรปฏิบัติหน้าที่ตามสมมติสัจจะไม่ให้บกพร่อง แต่ขณะเดียวกัน ก็ให้คล้อยตามปรมัตถสัจจะ จึงจะค่อยๆวางใจเป็นกลางกับเรื่องต่างๆได้ทีละเรื่องๆ ความสงบสุขก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นตามเรื่องที่เราละวางไปได้ สมดังคำตรัสที่ว่า ละกิเลสส่วนไหนได้ ส่วนนั้นก็ทำให้สุข
เมื่อละได้หมดในที่สุด ก็สงบอย่างถาวร
แวะมาให้กำลังใจ บันทึก ดีีดี ของคุณ ณัฐรดา นะครับ
เข้ามาอ่านสมมุติสัจจะ ไ้ด้เห็น ได้เรียนรู้
สวัสดีค่ะมาด้วยความคิดถึง ได้สาระมากๆจากการติดตามอ่านค่ะ
มาอ่านข้อธรรมะที่ให้ข้อคิดดี ๆ จ้ะ
Thank you for this food for thought.
I think "different circumstancess in different times should be considered".
A Gotama prince left his home, wife and son to search for answers to the question of life.
But it was a Buddha who taught a young brahmin -- later.
คนเราก่อนที่จะสอนคนอื่นได้ ตนเองต้องมีประสบการณ์และองค์ความรู้ ประมาณนี้ มั้ยคะ
ขอบคุณทุกท่านที่มาเยี่ยมกัน มาอ่าน มาแสดงความเห็นค่ะ
ได้นำบางส่วนในพระสุตตันตปิฏกมาเพิ่มเติมไว้อีกเล็กน้อย ต้องขออภัยค่ะที่ไม่ได้นึกถึงในตอนแรกค่ะ
ขออนุญาติ สรุปสั่นๆนะครับ
- พระโพธิสัตว์ (ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าครับ) ทรงมองหาสาระหลัก คือการพ้นทุกข์ ส่วนอื่นๆ เช่นการครองเรือน การเลี้ยงดูบุตรเป็นต้น มีสาระน้อย จึงทรงออกบวช
- ส่วนบางคน ที่ยังไม่อาจตัดขาดการเรือน ออกบวชได้ พระพุทธเจ้าก็สอนให้ครองเรือนอย่างเป็นกุศล
- และแน่นอน พระพุทธเจ้า ทรงสรรเสริญการบวชว่าดีกว่าการครองเรือนอยู่แล้ว
ขอบคุณความเห็นของคุณ จั๋ว ด้วยค่ะ
มีคนมากมายที่กล่าวหาว่าเจ้าชายสิทธัตถะ(ตอนนั้นยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า) ไม่รับผิดชอบครอบครัวทิ้งลูกเมียออกบวช ก็เลยไม่ศรัทธาต่อพุทธศาสนา พูดในฐานะคนทั่วไป ถ้าเจ้าชายสิทธัตถะครองเรือนต่อไม่ออกบวชก็ต้องทำหน้าที่ของกษัตริย์ ก็ต้องออกรบไม่ว่าจะอยากเป็นจักรพรรดิ์ไหม ถ้าอยากก็ต้องจากลูกเมียไปรบ อาจจะนานมาก อย่างนี้จะเรียกไม่รับผิดชอบไหม เดี๋ยวนี้คนก็ต้องไปหากินไกลๆเพื่อเลี้ยงครอบครัว ถ้าไม่ไปก็ไม่รับผิดชอบ ถึงท่านไม่ไปรบไม่ออกบวชเมื่อเกิดมาก็ต้องแก่ เจ็บ ตายซึ่งตายเมื่อไหร่อย่างไรก็ไม่รู้ จะให้ท่านรับผิดชอบเรื่องตายได้หรือ เมื่อท่านออกบวชก็คือการรบกับกิเลสซึ่งยากกว่าการรบธรรมดามากมาย รู้แต่จุดหมายเพื่อเอาชนะการเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่จะโดยวิธีไหนทำได้หรือไม่ก็ไม่รู้ คนที่ทำแล้วล้มเหลวมีมากมาย อย่างไหนที่เรียกว่าไม่รับผิดชอบ การจะพิจารณาสิ่งใดต้องมีอคติต่อปัญหานั้นน้อยที่สุด พิจารณาให้รอบด้าน ไม่งั้นก็จะเสียโอกาสศึกษาศาสนาพุทธที่พระพุทธองค์ตรัสรู้กฏธรรมชาติแล้วนำมาประยุกต์สอนพวกเรา