๑๕  มิถุนายน ๒๕๕๖

เรียน  เพื่อนครู ผู้บริหารและผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน

วันเสาร์ที่ ๘  มิถุนายน ๒๕๕๖  ตื่นมาตั้งแต่ตี ๓ แต่สว่างเหมือนกลางวัน มองลอดหน้าต่างโรงแรม Katarina park hotel  ออกไปเห็นป้ายไฟฟ้าห้างเฟอร์นิเจอร์สีแดงเข้ม เสียแต่อ่านหนังสือรัสเซียไม่ออก จึงเหมือนคนมืดบอด นั่งคุยสับเพเหระกับ ผอ.ไพชยนต์ จากสพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต ๑ จน ๖ นาฬิกา อาบน้ำแต่งตัวลงไปทานอาหารเช้าเวลานัดหมาย ๗ นาฬิกา ได้แต่ขนมปังฝรั่งเศสกับกาแฟ เพราะแย่งเขาไม่ไหว จะไปโทษโรงแรมก็ไม่ได้เขาวางอาหารเป็นระบบแต่คนกินกลับกรูกันเข้าไปทุกทิศทาง เลยไปอั้นกันทั้งซ้ายทั้งขวารวมทั้งหน้าและหลัง อิ่มแล้วถือโอกาสแลกเงินจากตู้อัตโนมัติเป็นเงินรัสเซีย วิธีการกดปุ่มที่มีทั้งภาษารัสเซียและภาษาอังกฤษ เมื่อเครื่องสั่งเราก็สอดแบ็งค์ดอลลาร์ เข้าไปกดตามสั่งจนได้เงินรูเบิ้ล ออกมา ๑๐๐ ดอลลาร์แลกได้ ๓๒๑๐ รูเบิ้ล ใกล้เคียงกับเงินบาทของเรา เช้านี้โปรแกรมไปต่างจังหวัด เพื่อชมโบสถ์ โฮลีทรินิตี้ (Holy Trinity Monastery) เป็นโบสถ์แรกของเมืองซาร์กอร์ส ซึ่งอยู่ห่างจากมอสโกประมาณ ๘๐ กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๒ ชั่วโมงเพราะรถติดมากในตัวเมือง แต่พอหลุดออกไปด้านนอกสามารถทำเวลาได้ การเข้าชมโบสถ์แห่งนี้ต้องซื้อตั๋วและหากจะใช้กล้องถ่ายรูปก็ต้องซื้อบัตรอีก ๑๐๐ รูเบิ้ล จุดเด่นของโบสถ์นี้คือสถาปัตยกรรมแบบยอดโดมหัวหอมสีทอง ภายในตกแต่งด้วยภาพเฟรสโกและภาพไอคอน ๕ ชั้น ที่สำคัญคือมีโลงศพเงินของนักบุญเซอร์เจียส ภายในบรรจุกระดูกของท่านที่ประชาชนศัทธาและจะเดินทางมาสักการะด้วยการจูบฝาโลงศพเงิน ที่ตั้งอยู่มุมด้านขวาสุดของตัวโบสถ์ โบสถ์องค์ใหญ่กำลังบูรณะ เห็นคนที่มาส่วนใหญ่เคร่งขรึมกับการทำพิธีทางศาสนา มีพวกเราที่มาดูความงดงามเพียงอย่างเดียว หน้าวัดมีตลาดนัดเล็ก ๆ ขายผลไม้พื้นบ้านจำพวกเชอรี่ สะตรอเบอรี่ แต่ไม่มีเวลาเดินชม ออกจากวัดเลยเที่ยงเล็กน้อย มาทานอาหารท้องถิ่น เป็นอาหารแบบเมนคอส เริ่มด้วยสลัดผัก ขนมปังกับเนย น้ำซุป อาหารหลัก  ไอศกรีม และน้ำชากาแฟ กลับเข้าเมืองมอสโก เขาพามาเดินเล่นถนนอารบัท เป็นย่านสินค้าของที่ระลึก ต่าง ๆ จำพวกตุ๊กตาแม่ลูกดก ผ้าพันคอ หมวก กล้องส่องทางไกล แต่ราคาค่อนข้างแพง เดินออกมาดูตลาดผลไม้ อยากทานสะตรอเบอรี่ เขาขายกล่องละ ๓๐๐ รูเบิ้ล เท่ากับเงินไทย ๓๐๐ กว่าบาท ได้กินสมใจนึก รสชาติอร่อยเพราะสด ร้านปลาเค็มปลาย่างก็น่าสนใจได้แต่ยืนดู อาหารมื้อเย็นเป็นอาหารที่ภัตตาคารไทยไทย แต่รสชาติเพี้ยนไปหมดแล้ว กลางคืนไปดูละครสัตว์ ต้องซื้อตั๋วล่วงหน้า ที่นั่งเป็นอัฒจันทร์ ลานแสดงดูตรงกลางด้านล่าง มีทั้งร่ายรำ สลับกายกรรม สัตว์ที่นำมาแสดงมีม้า หมา และช้าง เขาฝึกได้ยอดเยี่ยมมาก เสียแต่เขาหวงเหลือเกินห้ามถ่ายภาพการแสดง  กลับที่พักเกือบ ๓ ทุ่ม แต่ก็สว่างเหมือนกลางวันไม้ผิดเพี้ยน 

                    

วันอาทิตย์ที่ ๙ มิถุนายน  ๒๕๕๖ ตื่นเช้าแต่ออกสายกว่าเมื่อวาน เก็บกระเป๋าเดินทางเข็นไปไว้หน้าห้อง โรงแรมจะมายกไปให้ข้างล่าง ลงไปกินอาหารเช้าเวลา ๘ นาฬิกา แน่นอนยังชุลมุนเหมือนเดิม ยิ่งมีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาสมทบด้วย เสียงจึงล้งเล้งไปทั้งห้อง รถออกจากโรงแรมเกือบสิบโมง จุดแรกเขาพาไปชมทิวทัศน์เมืองมอสโคว์ ณ จุดชมวิวที่สูงที่สุดของเมืองนี้อยู่ด้านหน้ามหาวิทยาลัยมอสโคว์ ที่เห็นอาคาร สไตล์สตาลินคอธิค อากาศดี มองด้านหลังเห็นแม่น้ำมอสโคว์ อยู่ด้านล่าง ลำดับถัดมาคือสถานีรถไฟใต้ดินกรุงมอสโคว์ ทางลงไปชั้นใต้ดินลึกมาก เป็นบันไดเลื่อนที่ยาวแบบเอียงดิ่งลงไปข้างล่างกะด้วยสายตาประมาณ ๒๐๐ เมตร ด้านล่างเป็นสถานีรถไฟหลายทิศทาง ที่น่าสนใจคือความวิจิตรพิสดารการตกแต่งแบบสถาปัตยกรรมหลากหลายรูปแบบ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นสถานีรถไฟใต้ดินแห่งเดียวในโลกที่มีศิลปะงดงาม พวกเราลองนั่งรถไฟ ๓ สถานี เขาพามาขึ้นตรงจตุรัสแดง ซึ่งเป็นย่านธุรกิจการค้าที่สำคัญ เป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้า GUM Department Store มีสินค้าแบรนด์เนมที่แสนแพงจำหน่ายในห้างนี้ แต่ทุกที่ทุกแห่งจะลำบากก็แต่ห้องน้ำที่คิวยาวและกลิ่นเหม็น บริเวณจตุรัสแดงมีอาคารโบสถ์สวยงามมาก แต่ไม่มีเวลาเข้าชมข้างใน เพียงชื่นชมอยู่ภายนอก ไปกินข้าวอาหารจีนเดินไกลจนขาลากรถรัสเซียไม่มีจิตบริการ แทนที่จะหาจุดจอดให้พวกเราลงใกล้เป้าหมาย กลับไปหาที่จอดแล้วปล่อยให้เดินเอาเอง จึงเสียกำลังไปมากกับเรื่องนี้ 

                    

บ่ายไปชมวังเคลมลินสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความยิ่งใหญ่ของรัสเซีย กำลังซ่อมแซมจึงถูกปกปิดด้วยวัสดุต่าง ๆ จนดูความงามไม่เห็น เดินชมสวนดอกไม้ด้านหน้ากำแพง แล้วมานั่งพักเอาหลังพิงต้นไม้ในสวนสาธารณะเพราะเมื่อยขาเต็มทน รถวนไปสะพานข้ามแม่น้ำตรง   วิหารเซ็นต์เดอะซาเวียร์ จากนั้นไปทานอาหารเย็นที่ภัตตาคารจีน ทุกคนเรียกหาไข่เจียว เขาก็จัดให้แต่ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ มาให้ ร้านอยู่บนเส้นทางที่จะไปสนามบินภายในประเทศ ความจริงก็เป็นสนามบินเดียวกับสนามบินนานาชาติชื่อโดโมเด็ทโดโว เพียงแต่ไม่ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองอีก ฝนตั้งเค้าคิดว่าคงตกลงมาแน่นอน หลังอิ่มกันแล้วเดินทางไปสนามบิน ฝนก็ตกลงมา สนามบินแห่งนี้ไม่มีที่หลบฝนสำหรับให้รถไปจอดส่งผู้โดยสารเหมือนบ้านเรา เขาจะไปจอดในลานจอดรถด้านนอก จากนั้นทุกคนก็ลงไปลากกระเป๋าฝ่าสายฝนไปยังอาคารสนามบินระยะทางประมาณ ๑๐๐ เมตร ใครหนอออกแบบดีเหลือเกิน โชคยังดีบารมีถึง ฝนหยุดตกพอดี จึงรอดพ้นสภาพลูกหมาตกน้ำไปได้ ลากกระเป๋าไปรับตั๋วเช็คอิน เข้าไปรอเครื่องที่ประตู ๔๔ คนแน่นจนไม่มีที่นั่งรอ ทุกคนต้องยืน จะอ่านหนังสือพิมพ์ฆ่าเวลาก็อ่านไม่ออก wifi ก็ใช้ไม่ได้ ไปยืนดูเครื่องบินขึ้นลงดีกว่า เวลา ๒๒.๓๐ น. ได้ขึ้นเครื่องเพราะเครื่องออกจากเซนต์ ปีเตอร์มาช้าเนื่องจากฝนตก  นั่งเครื่องประมาณ ๑ ชั่วโมงก็ถึงสนามบิน พลูโคโว่ เมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก เวลา ๒๓.๔๐ น. รับกระเป๋าลากไปขึ้นรถที่จอดไกลออกไปเกือบ ๓๐๐ เมตร เพื่อเข้าตัวเมือง แต่ก็โชคร้ายต้องไปจอดรอจนถึงเวลา ตี ๒ ครึ่งจึงจะข้ามแม่น้ำไปได้เนื่องจากเขาเปิดสะพานให้เรือเดินผ่านเหมือนสะพานพระพุทธยอดฟ้า พวกเราจึงมาถ่ายภาพยามค่ำคืนของมหาวิหารเซ็นต์ไฮแซคและแม่น้ำเนวา ก็ได้บรรยากาศที่ยอดเยี่ยมที่สุด แบบพลิกวิกฤติเป็นโอกาส โชคดีแค่ตี ๒ สะพานก็ใช้การได้ จึงมาเช็คอินเข้าที่พักโรงแรมพาร์คอินน์ ซึ่งด้านหลังติดทะเล เราจะพักที่นี่ทั้ง ๓ คืนจนถึงวันกลับ ไม่ต้องจัดกระเป๋าทุกวัน ผมได้ห้องพัก ๑๒๐๙๙ ตรงหน้าลิฟพอดีช่างเหมาะเจาะจริง ๆ 

                         

วันจันทร์ที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๖  โรงแรมพักสบาย แต่ก็หนักหน่อยตรงที่ปล่อยให้เพื่อนหลับก่อน เสียงกรนแบบไม่มีจังหวะทำให้หลับยาก ต้องใช้สมาธิขั้นสูงจึงหลับได้ประมาณตี ๔  เวลา ๗ นาฬิกาลงไปทานอาหารเช้า เขาจัดอาหารไว้หลายแห่ง แต่ก็แย่งกันกินเหมือนที่มอสโคว์ ออกมานั่งพักด้านหน้าโรงแรม ยามเช้าอุณหภูมิประมาณ ๑๕ องศาเซนเซียส อากาศดีมาก ๆ ด้านหน้าโรงแรมมีรูปปั้น ๒ รูป ที่อยู่ใกล้เป็นการปั้นเชิงศิลปะ ส่วนด้านหน้าริมถนนใหญ่น่าจะเป็นอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญเสียมากกว่า แต่ไม่ได้ถามใคร เพราะไม่อยากรู้ขึ้นมาเฉย ๆ แต่โดยสรุปทำเลที่ตั้งของโรงแรมดีมาก  โปรแกรมแรกของวันนี้เดินทางไปชม “ป้อมปีเตอร์ แอนด์ พอล” ซึ่งในอดีตเคยใช้เป็นที่คุมขังนักโทษทางการเมืองเป็นป้อมปราการที่สร้างขึ้นพร้อมๆ กับนครเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก ปัจจุบันใช้เป็นสุสานที่เก็บพระศพของสมาชิกในราชวงศ์ โรมานอฟทุกพระองค์ ด้านในสร้างวิจิตรงดงาม มีหีบพระศพหินอ่อนวางเรียงรายเป็นจุด ๆ สำหรับกษัตริย์โรมานอฟ นิโคลัสที่ ๒ วางไว้ในห้องด้านใน ออกจากป้อม ไปแวะซื้อของที่ระลึกแต่ราคาแพงมาก  เดินทางไปกินอาหารกลางวันแบบยุโรป ซึ่งรสเลี่ยนขึ้นทุกวัน อาศัยน้ำพริกที่ทัวร์นำมาจากไทยพอเจริญอาหารได้บ้าง  บ่ายเดินทางไปเมืองพุชกิ้น เข้าชมพระราชวังCatherine Palace หรือ Tsarskoye Selo ซาโกเย เซโล ในภาษารัสเซีย หมายถึง หมู่บ้านพระเจ้าซาร์ (Tsar's Village) สร้างในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช เป็นพระราชวังอันสวยงามตระการตา และมีสวนที่สวยงามร่มรื่น เป็นสถานที่ที่ใหญ่อีกแห่งหนึ่งของนครเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก ระยะทางประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จากใจกลางเมืองไปทางทิศใต้ ในปี ค.ศ. ๑๗๐๘- ๑๗๒๔ เป็นที่พักผ่อนในฤดูร้อนของพระมเหสีแคทเธอรีนที่ ๑(พระมเหสีองค์ที่ ๒) องค์โปรดของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ต่อมายกให้พระราชธิดาอลิซาเบธ (เป็นธิดาองค์ที่ ๒ ในสมเด็จพระเจ้าซาร์ปีเตอร์มหาราช กับ สมเด็จพระจักรพรรดินีแคทเธอรีนที่ ๑ )ในปี ค.ศ. ๑๗๔๑ ได้ตกแต่งทำให้พระราชวังมีความหรูหรามากขึ้น โดยขยายพื้นที่ของสวนออกไป สถาปนิกผู้ออกแบบคือ Bartolomeo Francesco Rastrelli ต่อมาในยุคพระนางแคทเธอรีนที่ ๒ มหาราช มีสถาปนิกผู้ออกแบบต่อเติมเพิ่ม คิอ Antonio Rinaldi, Yury Velten, Vasily Neyelov, Charles Cameron และ Giacomo Quarenghi ยิ่งทำให้พระราชวังแห่งนี้มีความโดดเด่นสวยงามมากยิ่งขึ้น พระราชวังแคทเธอรีน เป็นที่พักผ่อนในฤดูร้อนของพระเจ้าซาร์ต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งกษัติย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ก็มาพำนักอยู่ที่นี้ก่อนจะถูกจับตัวจากพรรคคอมมิวนิสต์บอลเซวิค ภายในพระราชวังประกอบด้วยห้องต่างๆ มากมาย โดยการออกแบบที่แตกต่างกัน และมีความสวยงามลงตัวในแต่ละห้อง ห้องที่มีชื่อเสียงมากที่สุดได้แก่ห้องอัมพัน (Amber Room) ซึ่งห้องทั้งห้องประดับด้วยอัมพันทั้งหมด ประดิษฐ์ประดอยอย่างวิจิตรบรรจง จึงทรงคุณค่ามาจนถึงทุกวันนี้ เป็นห้องที่ได้รับการถวายจากกษัตริย์ Friedrich Wilhelm ที่ ๑ ของปรัสเซีย ในฐานะที่เป็นประเทศร่วมรบและต่อต้านสวีเดน ในปี ๑๗๑๖ หลังจากที่พระเจ้าปีเตอร์ทรงสนพระทัยเป็นพิเศษ ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ห้องอำพันถูกกองทัพนาซี ขโมยไปหมด เริ่มบูรณะในปี ๑๙๗๙ โดยการเทียบเคียงจากภาพถ่าย และแล้วเสร็จในช่วงปี ๒๐๐๓ (๓๐๐ ปี นครเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก) เหตุผลที่พระราชวังนี้มีชื่อว่าแคทเธอรีน เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระมารดาของพระนางอลิซาเบธ (พระราชินีแคทเธอรีนที่ 1) พระราชวังแห่งนี้ประกอบด้วยห้องต่างๆ มากมาย มีผลงานจิตรกรรมของศิลปินในช่วงศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ และในยุคของพระนางแคทเธอรีนที่ ๒ มหาราช ได้ทรงต่อเติมห้องภาพ ผนัง ของพระราชวังด้วยศิลปะแบบคลาสสิก ทำให้พระราชวังสวยงามโดดเด่นยิ่งขึ้น   ขากลับฝนตกตลอดเส้นทางรถพาไปชมวิหารหยดเลือด ซึ่งสร้างเป็นที่ระลึกถึงพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ ๒ ย้อนกลับดูเรื่องราวที่น่าฉงนก่อนที่โบสถ์หยดเลือดจะเสร็จสมบูรณ์ ว่ากันว่าก่อนที่จะมีโบสถ์อันงดงามอยู่ข้างคลอง Griboyedov นั้น พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ ๒ ทรงไม่เชื่อคำทำนายของโหรที่ทักว่าไม่ให้จัดพิธีอภิเษกสมรสใน ๓ ปีนี้ ภายหลังจากที่พระมเหสีของพระองค์เพิ่งสิ้นพระชนม์ไป แต่พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดรอ์ที่ ๒ กลับดื้อดึงจะแต่งท่าเดียวก็ได้แต่งสมใจในช้วงต้นปี ๑๘๘๑ ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานพระองค์ก็ทรงถูกลอบปลงพระชนม์ในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน กลายเป็นที่มาของโบสถ์หยดเลือดแห่งนี้ ได้แต่มองผ่านหน้าต่างรถ เพราะฝนตก จากนั้นไปกินอาหารเย็นแบบฝรั่งที่ภัตตาคารแล้ว กลับโรงแรมที่พัก

                  

วันอังคารที่ ๑๑  มิถุนายน ๒๕๕๖  ลงไปรอทานอาหารเช้าตั้งแต่ก่อนอาหารเปิด มีเวลาออกเตร่รับอากาศเย็น ๑๕ องศา หลังอาหารเช้าเดินทางเข้าชมมหาวิหารเซ็นต์ไฮแซค ที่เคยมาถ่ายรูปวันเดินทางมาถึงเพื่อรอเวลาสะพานเปิดให้รถเดิน วันนี้เข้าคิว เป็นกลุ่มแรก  จึงได้เข้าไปชมเร็วแต่เขามีกติกามากมาย แต่เมื่อชมความวิจิตรบรรจงทั้งสถาปัตยกรรม และภาพวาดต้องยอมรับว่าสวยงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้  ยอดโดมทำด้วยทองคำแผ่นหนักถึง ๑๐๐ กก. เป็นวิหารทรงโดมที่สูงที่สุดในโลก ไกด์เล่าว่าเมื่อครั้งที่ตัวเมืองถูกทิ้งระเบิด จากทหารเยอรมันราบคาบไปทั้งเมือง แต่วิหารแห่งนี้สามารถอยู่รอดปลอดภัย   จากนั้นไปชมพระราชวังฤดูหนาว หรือ พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ เป็นอาคาร ๓ ชั้น ขนาดใหญ่และยาว ทาสีฟ้าและตัดขอบหน้าต่างสีขาว ด้านหน้าเป็นสนามหญ้า ไ้ม้ดอกไม้ประดับ และไม้ยืนต้น  ด้านในแบ่งเป็นห้องต่าง ๆ จัดอย่างหรูหรา เขาอนุญาตให้ถ่ายภาพได้ แต่ห้ามใช้เฟรส มีคนมาชมกันหลายคณะหลายชาติทั้งยุโรปและเอเซีย ใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมงก็ครบทุกห้อง  ไกด์เล่าว่าตัวอาคารที่เห็นอยู่เป็นของใหม่ที่สร้างจำลองของเดิมที่ถูกฝ่ายเยอรมันเผาไปในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ส่วนของที่นำมาแสดงเป็นของจริง ซึ่งถูกนำไปเก็บไว้ที่ไซบีเรีย ระหว่างสงคราม  พระราชวังฤดูหนาว ( Hermitage ) สร้างเพื่อเป็นพระราชวังที่ประทับของพระนางอลิซาเบธ สร้างเสร็จในปี ๑๗๖๒ แต่พระนางสิ้นพระชนม์ก่อนที่จะได้ประทับ จึงกลายเป็นที่ประทับของพระนางแคเธอรีนที่ ๒ มหาราชินี พระนางทรงให้ชื่อว่า Hermitage ซึ่งมีความหมายว่า ที่ปลดปล่อยอารมณ์โดดเดี่ยว และในปี ๑๗๖๔ ทรงรวบรวมศิลปวัตถุจากหลายๆ ที่และต้องการมีห้องสะสมจึงสร้างห้องเล็กๆ ไว้เก็บข้าวของมีค่า ต่อมาของสะสมมีมากขึ้นจึงถูกขยับขยายไปยังห้องต่างๆภายในพระราชวัง ในส่วนของห้องโถงใหญ่ประดับประดาไปด้วยศาสตราวุธ มีภาพเหมือนของทหารหาญที่รบชนะ ซึ่งใช้เวลาวาด ๑๐ ปี และหากท่านใดสิ้นชีวิตระหว่างการสู้รบก็จะมีเพียงกรอบรูปเว้นว่างไว้ จารึกเพียงแต่ชื่อ ห้องโถงของเซนต์จอร์จเป็นห้องโถงที่ใหญ่ที่สุดในเฮอมิเทจเซนต์จอร์จเป็นชื่อนักบุญอุปถัมป์ของประเทศรัสเซีย ลายเพดานกับลายบนพื้นห้องจะกลายเป็นลายเดียว ใช้เป็นห้องรับรองแขกผู้ใหญ่จัดงานเลี้ยง และยังเป็นห้องที่ปราศจากความลับเนื่องจากมีการวางผังห้องไว้ให้ฟังเสียงคนคุยกันได้อย่างชัดเจน จากห้องโถงมีส่วนที่ต่อเชื่อมไปยัง Small Hermitage พื้นเป็นไม้ปาร์เกต์วาดลาย ถัดไปคือ Old Hermitage เป็นส่วนต่อขยายมีแจกันมาลาไคต์ใบใหญ่ ห้องสถาปัตยกรรมเลอเนสซองส์ ตู้โชว์ภาพวาดเก่าจากอิตาลี กระดองเต่าแกะลายฝังเป็นบานประตู มีอาคารโรงละครส่วนพระองค์ต่อเพิ่มเติม มีระเบียงผลงานช่างชาวรัสเซียที่ถูกส่งไปคัดลอกจากนครวาติกันด้วย พระราชวังฤดูหนาว รวบรวมผลงานศิลปะไว้มากกว่า ๒ ล้าน ๗ แสนชิ้น ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า ๕ ปี ในการเที่ยวชม  ไปทานอาหารกลางวันสไตล์ยุโรปจากนั้นเดินทางไปชมพระราชวังฤดูร้อนปีเตอร์ฮอฟ ( Peterhof ) แต่มีเรื่องตื่นเต้นปนเศร้าเกิดขึ้นเป็นเหตุให้การเข้าชมล่าช้าเพราะไกด์ชาวโรเมเนียซื้อตั๋วเข้าชมร่วม ๑๖,๐๐๐ บาทหาย ต้องซื้อใหม่ด้วยเงินตัวเอง จึงมีการบรรยายเคล้าหยดน้ำตาเกิดขึ้น เสียบรรยากาศไปเลย  พระราชวังแห่งนี้สวยงามไม่เหมือนใคร สร้างด้วยศิลปะผสมทั้งแบบเรอเนสซองส์ บารอก และคลาสสิก โดยใช้สถาปนิก วิศวกร จิตรกร และปฏิมากรที่มีชื่อเสียงหลายท่าน  พระเจ้าปีเตอร์มหาราชโปรดให้สร้างขึ้นใช้เวลาราว ๑๐ ปี ด้านหน้าของพระราชวังหันออกสู่อ่าวฟินแลนด์ มีน้ำพุ บ่อน้ำ แจกัน อ่างและรูปปั้นสวยงามประดับตกแต่งอย่างสวยงามตระการตา โดยเฉพาะรูปปั้นทองตรงอ่างน้ำพุใหญ่ เป็นรูปแซมซั่นฉีกปากสิงโต น้ำพุต่างๆ สร้างด้วยกลไกที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด โดยอาศัยแรงดันน้ำจากทะเลบอลติกเป็นแรงดัน  ส่วนต้อนรับส่วนแรกในพระราชวังเป็นห้องเลขาณุการสีฟ้ามีภาพวาดของพระราชวังในส่วนต่างประดับประดาอยู่ ถัดไปเป็นห้องสไตล์บารอกใช้เป็นห้องเต้นรำของเชื้อพระวงศ์ ประดับด้วยสีน้ำมันเรื่องราวการรบของรัสเซีย ภาพระเบิดเรือตามจินตนาการของศิลปิน ห้องโถงใหญ่ของพระราชวังไม่มีการตกแต่งด้วยเครื่องทอง แต่ใช้สีอ่อนเรียบง่าย เรียกว่า คลาสสิกสไตล์มีภาพเขียนสีน้ำมัน ภาพพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ พระมเหสี พระโอรส พระธิดา พระญาติพระวงศ์และภาพพระนางแคเธอรีนที่ ๒ มหาราช ทรงม้า ตอนแต่งกองทัพไปยึดอำนาจจากพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ ๓ ที่พระราชวังฤดูหนาว ห้องเสวยพระกระยาหารเป็นห้องสีขาว มีเครื่องกระเบื้องเคลือบจากอังกฤษ ๕๕๕ ชิ้น แสดงบนโต๊ะ ๑๙๘ ชิ้น ใต้จานอาหารมีภาชนะที่ทำให้อาหารอุ่นอยู่เสมอเป็นภูมิปัญญาอันปลาดเปรื่องของคนสมัยก่อน นอกจากนั้นยังมีห้องจีน ห้องที่ใช้ผ้าไหมทอเป็นลายนกทำเป็นผนังห้อง ห้องภาพ ( Picture Hall ) มีภาพวาดของหญิงสาว ๘ คน ในท่วงท่าและเสื้อผ้าที่แตกต่างกันจำนวน ๓๖๒  รูปเป็นห้องที่อยู่จุดกึ่งกลางของพระราชวัง ห้องนี้มีเตียงนอนที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะตุรกี แสดงภาพของพระนางแคเธอรีนขณะยังทรงพระเยาว์ ห้องบรรทมที่นี่มีเตียงโบราน มีเก้าอี้ที่ทำเป็นช่องไว้ขับถ่าย ห้องทรงพระอักษรของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชอยู่ก่อนทางลงบันได   กลับเข้าเมืองๆปทานข้าวแบบชาววังที่ The Nikolaevsky Palace st. Petersburg เป็นอาหารฝรั่งแบบ Gala Dinner ต่อด้วยการแสดงของรัสเซีย กลับโรงแรม ๔ ทุ่มกว่า แต่ฟ้ายังแจ้งจางปางเหมือนกลางวัน จัดกระเป๋าเดินทางเพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางกลับแล้ว

                       

วันพุธที่ ๑๒  มิถุนายน  ๒๕๕๖  ตื่นเช้ามาจัดกระเป๋าเดินทางอีกรอบ แต่งตัวลงไปกินอาหารเช้า ขึ้นไปลำเลียงกระเป๋ามารอขึ้นรถไว้ที่ล็อบบี้ของโรงแรม ออกไปรับความเย็นด้านหน้าโรงแรม เขามีเทอร์โมมิเตอร์ดิจิตอลแสดงอุณหภมิไว้ ๑๕ องศาเซนเซียส  ๗ โมงเช้าล้อหมุน ไปแวะซื้อของชำร่วยบนถนนด้านหน้าเรือลาดตระเวน ออโรร่า ที่จอดปลดประจำการเป็นอนุสรณ์แห่งการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งสำคัญของรัสเซีย เรือลำนี้เคยมาเยือนไทยเมื่อ ค.ศ. ๑๙๑๗ เพราะเป็นพาหนะของผู้แทนพระองค์ พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ ๒ ที่ส่งมาร่วมงาน พระราชพิธีราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระมวกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นกษัตริย์ในรัชกาลที่ ๖ ของไทย วันนี้ของชำร่วยขายดิบขายดีเพราะเป็นวันสั่งลาเงินรูเบิ้ล จากนั้นไปร้านขายของที่ระลึกหน้าบ้านปีเตอร์ที่ ๑ (The House of Peter I) ดูราคาแพงกว่าร้านอื่นมาก ประกอบกับไม่คิดจะซื้ออะไร จึงไม่ได้อุดหนุนเขา มาแวะทานอาหารกลางวันเร็วกว่าปกติ คือ ประมาณ ๑๐ นาฬิกา ไกด์บอกว่าไม่มีเวลาอีกแล้ว จากนั้นเดินทางไปสนามบินพลูโคโว่ เดินทางสู่มอสโคว์  ถึงสนมบินนานาชาติโดโมเด็ทโดโว จัดแจงเรื่องตั๋วและการตรวจคนออกจากเมือง เขาเรียกขึ้นเครื่องเวลา ๑๗.๔๕ น. เที่ยวบินการบินไทย TG 975 ออกเดินทางสู่ไทยเวลา ๑๘.๒๕ น. หลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดเส้นทาง ๙ ชั่วโมง คืนนี้ฝันว่านั่งเฮลิคอปเตอร์ไปตรวจงานโรงเรียนนายร้อยตำรวจบนภูเขาสูง แต่นักบินบังคับเครื่องไม่ค่อยนิ่งจนตกใจตื่นขึ้นมา พบว่าเครื่องกำลังเขย่าพวกเราอยู่เพราะเป็นกองหลังนั่งตอนสุดท้าย

                         

วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ มิถุนายน  ๒๕๕๖ เวลา ๐๖.๑๐ น. ล้อเครื่องบินก็แตะรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิ วันนี้ไม่เทียบงวงช้าง แต่มีรถบัสมารับ ไปส่งทางเข้าใกล้ด่านตรวจคนเข้าเมือง มีเวลาแลกเงิน ซื้อของฝาก ออกมารับกระเป๋า ทีมงานเลขามารับไปส่งที่บ้านพัก จัดแจงกับตัวเองให้หมดกลิ่นอายของรัสเซีย พอมีกำลังขึ้นบ่ายจึงเดินทางไปสำนักงานเขตเพื่อดูความพร้อมในการประเมินสำนักงานของคณะกรรมการจาก สพฐ. ในวันพรุ่งนี้ เท่าที่เห็นก็เรียบร้อยดี

                           

วันศุกร์ที่ ๑๔  มิถุนายน  ๒๕๕๖ เช้าถึงสำนักงานดูความพร้อมในการรับการประเมิน ประมาณ ๙ นาฬิกา คณะกรรมการเดินทางมาถึง ได้ต้อนรับและให้ผู้เกี่ยวข้องนำเสนอผลงานตามหัวข้อที่กำหนด  เวลา ๑๐.๐๐ น. ประชุมคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง เพื่อแจ้ง สว.๒ ให้ผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งก็นัดมารับทราบคำสั่งและข้อกล่าวหาในวันนี้เช่นกัน แม้จะเป็นข้าราชการครูนอกพื้นที่จังหวัดแต่ก็ได้รับความร่วมมือด้วยดี  กลางวันพาคณะผู้ประเมินไปกินข้าวที่ร้านบ้านสวนริมคลอง  บ่ายเขากลับมาประเมินต่อ เวลา ๑๕.๓๐ น. นัดผู้อำนวยการโรงเรียนซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๓ ของครูผู้ช่วยที่ถูกล่าวหาว่าทุจริตการสอบ มาทำความเข้าใจขั้นตอน วิธีการ รูปแบบอันเป็นสาระสำคัญในการดำเนินการตามมาตรา ๔๙ ตามมติ ก.ค.ศ. คณะประเมินเดินทางกลับประมาณ ๑๗ นาฬิกา  เป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ที่เหน็ดเหนื่อย พรุ่งนี้จะไปพักผ่อนสังสรรค์กับเพื่อนร่วมรุ่น นปส. ๕๓ ที่อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

                                                                         นายกำจัด  คงหนู

                                      ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑


ระบบการศึกษาในรัสเซีย


การศึกษาของรัสเซียมีลักษณะเป็นระบบต่อเนื่อง มีหลายรูปแบบของสถาบันการศึกษาในระดับต่างๆ ระดับการศึกษาในระบบการศึกษาของรัสเซีย แบ่งเป็น


การศึกษาก่อนโรงเรียน ปัจจุบันมีเด็กเข้าเรียนอยู่ประมาณร้อยละ 84 ของจำนวนเด็กทั้งหมดในช่วงวัย 5 – 6 ปี เพิ่มจากร้อยละ 67 ในปี 1999 ในรัสเซีย ระบบการดูแลเด็กค่อนข้างดี ตั้งแต่สมัยโซเวียต เด็กวัย 1 – 3 ปีจะต้องเข้าเรียนในแผนกเด็กเล็ก (เตรียมอนุบาล) และ 3 – 7 ปีจะเข้าเรียนในชั้นอนุบาล นอกจากนี้ ยังมีสถาบันการศึกษาเพื่อเน้นการพัฒนาเฉพาะทางของเด็ก เช่น อนุบาลเพื่อการพัฒนาการด้านสมองและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อนุบาลเพื่อการพัฒนาสุนทรียศาสตร์ อนุบาลเพื่อการพัฒนาทางร่างกาย อนุบาลเพื่อการปรับความผิดปกติด้านร่างกายและจิตวิทยาเด็ก อนุบาลเพื่อการฟื้นฟูสภาพอนามัย เป็นต้น อีกด้วย

                                      

ประถม-มัธยมศึกษา หรือเกรด 1 – 9 และต่อในเกรด 10 – 11 สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐานในแบบปกติ แต่เดิม การศึกษาขั้นพื้นฐานบังคับเพียงแค่ 9 ปี เท่านั้น การศึกษาแบบนี้แบ่งเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงต้น (เกรด 1 – 4) ช่วงกลาง (เกรด 5 – 9) และช่วงปลาย (เกรด 10 – 11) ในบางพื้นที่ที่จำนวนครูไม่เพียงพอต่อการสอน จะมีการแบ่งนักเรียนเป็นกะเช้าหรือกะเย็น ใน 1 ปีการศึกษาจะแบ่งเป็น 4 เทอม ตั้งแต่ 1 กันยายน ถึงเดือนพฤษภาคม วิชาในแต่ละเทอมจะบังคับและกำหนดตายตัวโดยโรงเรียน จำนวนชั่วโมงในแต่ละปีตั้งแต่ 638 – 893 ชั่วโมง (น้อยกว่าในประเทศไทย) เกณฑ์การผ่านสอบมี 5 ระดับ ตั้งแต่ 5 (ดีเยี่ยม) ถึง 1 (ล้มเหลว - เรียนซ่อม) ซึ่งต่างจากประเทศไทยที่ใช้เกณฑ์เทียบ 100 คะแนน

                     

ประถม-มัธยมศึกษาพิเศษ / อาชีวศึกษา หรือเกรด 10 และ 11 แบบพิเศษ นักเรียนที่จบจากระดับนี้ จะก้าวไปศึกษาต่อในสถานอุดมศึกษา หรือไม่ก็ออกมาประกอบอาชีพตามสาขาที่เรียนมา สถาบันศึกษาในระดับนี้ มีหลากหลายแบบ เช่น แบบธรรมดา แบบเน้นความรู้เฉพาะทาง (คณิตศาสตร์) แบบ Lyceum (เน้นวิชาด้านเทคนิค วิทยาศาสตร์เฉพาะทาง วรรณคดี หรือวัฒนธรรม จะเริ่มรับเข้าเรียนตั้งแต่ชั้น ม. 4 เป็นต้นไป เท่านั้น) แบบ Gymnasium (เน้นเทคนิค วิชาการเฉพาะทาง วรรณคดี หรือวัฒนธรรมเช่นกัน แต่ต่างตรงที่ จะรับเด็กตั้งแต่ชั้น ป. 5 เป้นต้นไป และจะเน้นเฉพาะวิชาเฉพาะสาขาเท่านั้น เช่น เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ฯลฯ) มีสองระดับย่อยในสายอาชีวะแบบนี้ คือ อาชีวะขั้นพื้นฐาน และอาชีวะขั้นสูง หลังจากที่ศึกษาสำเร็จขั้นพื้นฐานแล้ว นักศึกษาจะได้วุฒิที่เรียกว่า L-technician หากเทียบแล้ว จะเท่ากับระดับ ปวช. ของประเทศไทย อาชีวขั้นสูงจะเสริมการศึกษาในเชิงลึกและขยายฐานความสามารถของบุคคลกร โดยผู้ที่เรียนจะต้องเรียนต่ออีก 1 ปี สถาบันการศึกษาสำหรับการศึกษารูปแบบนี้ มี 2 ประเภท คือ


Technicum จะสอนหลักสูตรขั้นพื้นฐานของสายอาชีวะ

College จะสอนทั้งหลักสูตรขั้นพื้นฐานและขั้นสูง ของสายอาชีวศึกษา 


อุดมศึกษา มีลักษณะคล้ายคลึงกับที่ประเทศไทย แต่ในรัสเซีย มีระดับการศึกษาหลังปริญญาตรีอยู่อีก 2 ระดับ คือ


Candidate of Sciences (Kandidaat Nauk) และ

Doctor of Sciences (Doktor Nauk)

ผู้ที่มีคุณวุฒิทั้งสองประเภท สามารถมีปริญญาในสาขาที่แตกต่างกันได้ แต่ไม่สามารถทำต่อเนื่องในสาขาที่แตกต่างกันได้ บางครั้งอาจพบผู้ที่มีวุฒิของ Doctor of Sciences และถือวุฒิของ Candidate of Sciences ในสาขาอื่นที่ต่างกันไปได้เช่นกัน ส่วนมากต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปี จึงจะสามารถจบวุฒิ Doctor of Sciences 

                     

การศึกษาในรัสเซียบริหารโดยภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ และควบคุมดูแลโดยกระทรวงศึกษาและวิทยาศาสตร์แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย การดำเนินการเป็นไปตามกลไกของกฎหมายสหพันธรัฐ รัฐบาลรัสเซียใส่ใจกับการศึกษาของเด็กในอนาคต โดยตั้งงบประมาณเพื่อการศึกษาคิดเป็นร้อยละ 13 จากงบประมาณแผ่นดิน หรือร้อยละ 3.6 ของ GDP

                    

ในปี 2007 รัฐบาลเปลี่ยนแปลงกฎหมายโดยขยายการศึกษาภาคบังคับจากเดิม 9 ปี เป็น 11 ปี สถาบันการศึกษาในรัสเซียมีทั้งแบบเสียค่าใช้จ่ายและไม่เสียค่าใช้จ่าย การศึกษาในสถาบันการศึกษาของรัฐไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ส่วนในระดับอุดมศึกษามีโควต้าของนักเรียนที่เรียนเก่ง จะได้รับเข้าเรียนฟรี เป็นจำนวนหนึ่งในทุกๆปี จำนวนที่เหลือ จะต้องเสียค่าใช้จ่ายตามปกติ

                       

มีสถาบันหลายแห่งในรัสเซียเช่นกันที่ดำเนินการสอนในแบบครบวงจร ตั้งแต่ระดับอนุบาล-ก่อนเตรียมประถม ไปจนถึงระดับอุดมศึกษา นอกจากนี้ หลายแห่งยังดำเนินการในลักษณะกึ่งสถาบันวิจัยเชิงวิชาการ ซึ่งลักษณะนี้มักจะดำเนินการร่วมมือกับสถาบันอื่นๆและบริษัทภาคเอกชนหลายๆแห่ง

                                

จากรายงานสถิติด้านการศึกษา ระดับผู้มีการศึกษาในรัสเซียมีอัตราที่สูง คือ ร้อยละ 99.4 (ผู้ชาย ร้อยละ 99.7 ผู้หญิงร้อยละ 99.2) ร้อยละ 16 ของจำนวนคนที่อยู่ในวัยมากกว่า 16 ปีขึ้นไป (ประมาณ 17.6 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด) ได้รับการศึกษาขั้นอุดมศึกษา ร้อยละ 47.7 สำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว (10 – 11 ปีการศึกษา) ส่วนร้อยละ 26.5 สำเร็จการศึกษาขั้นกลาง (8 – 9 ปีการศึกษา) และร้อยละ 8.1 สำเร็จการศึกษาขั้นต้น


                                       ที่มา: Royal Thai Embassy, Moscow