
ครูปุ้มมีโอกาสดีได้เข้าร่วมนำเสนองานวิจัย ในงานการประชุมสัมมนาวิชาการระดับชาติ จัดขึ้นโดย สพฐ.ค่ะ สโลแกนเดิมของครูปุ้มคือ "มีเวทีของคุณครูที่ไหน ต้องกระโดดเข้าไปร่วมที่นั้นค่ะ" (ถ้าเราไม่ร่วม ต่อไปเค้าไม่จัด เราก็โทษใครไม่ได้เนาะ เพราะเราไม่ให้ความสำคัญ ดังนั้น ต้องไปมีส่วนร่วมกันค่ะ)....ครูได้นำเสนอในตอนบ่าย ตอนเช้าจึงมีโอกาสได้ฟังท่าน ผศ.ดร.ไมตรี อิทร์ประสิทธิ์ ซึ่งครูปุ้มเองประทับใจมาก จึงอยากนำมาแบ่งปันทุกคนค่ะ
"งานด้านการศึกษาเป็นงานที่ใช้ระยะเวลายาวนานในการดำเนินการ ...ดังนั้นบุคลากรทางการศึกษาจึงจำเป็นต้องรู้ว่า เรากำลังเดินไปทางไหน...และภาพความสำเร็จของการศึกษาไทยควรเป็นอย่างไร ตอนนี้เราอยู่ ณ จุดไหน ท่านขึ้นต้นด้วยคำถามที่ทำให้ครูปุ้มต้องตะลึงไปสักพักหนึ่ง และคิดตามไปด้วยว่า นั่นซิ คืออะไรหนอ?
คำถามคือ : ภาพความสำเร็จของการศึกษาไทยคืออะไร อะไรคือคุณภาพของผู้เรียน
คำคุ้นชิน คำคุ้นเคยของคนในวงการศึกษาไทยคือ "การพัฒาผู้เรียนให้มีคุณภาพ" แต่ว่าเราเข้าใจคำว่าคุณภาพของผู้เรียนอย่างไร อย่างไหนจึงจะเรียกว่าคุณภาพของผู้เรียน

ในมาตรา 22 ที่ครูทุกคนท่องได้จนขึ้นใจ แต่ในทางปฏิบัตินั้นยังไม่เกิดขึ้นจริง ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเราเข้าใจว่านักเรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้ ดูได้จากเรามักคุ้นชินกับการตัดสินผู้เรียนว่า เด็กคนนั้นเก่ง
คนนี้อ่อน คนนั้นฉลาด คนนี้แย่ หรือคนนั้นเบาปัญญามาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ฯลฯ
อาจารย์เล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งอาจารย์ไปศึกษาดูงาน สมัยที่อาจารย์ยังเรียนป.เอกที่ญี่ปุ่น อาจารย์ของอาจารย์ชี้ให้เห็นนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ นั่งน้ำลายไหลอยู่บนเก้าอี้เพราะไม่สามารถเดินได้
อาจารย์ของอาจารย์ : เห็นอะไรไหม
อาจารย์ : เห็นเด็กน้ำลายไหล
อาจารย์ของอาจารย์ : เห็นอะไรมากกว่านั้นไหม เค้ายังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม
อาจารย์ : เริ่มคิดว่าคำถามนี้ต้องการคำตอบมากกว่าคำว่าใช่
อาจารย์ของอาจารย์ : (ถามต่อ) ในฐานนะนักการศึกษา เราจะทำอย่างไร
การมีชีวิตอยู่ทางการศึกษาหมายความว่ายังสามารถเรียนรู้ได้
(เรื่องเล่านี้กระทบใจครูปุ้มอย่างจัง ลองอ่านอีกครั้งซิค่ะ "เมื่อยังมีชีวิตอยู่หมายความว่า ยังสามารถเรียนรู้ได้")
ดังนั้นเด็กที่ท้าตี ท้าต่อยกัน ทำท่าเฮ้วๆใส่ครู เค้าต้องเรียนรู้ได้
ประเด็นต่อมา "......สอดคล้องตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ" ดังนั้นอีกประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ ความแตกต่างระหว่างผู้เรียน ความแตกต่างนี่คือธรรมชาติปกติของคนนะ ถ้าคนเหมือนกันหมดต่างหากคือความประหลาด คือของแปลก แต่การที่ทุกคนแตกต่างกันนี่เป็นเรื่องปกติ ประเทศญี่ปุ่นมองว่า ความแตกต่างคือทรัพยากรที่มีค่าอย่างยิ่ง สนับสนุนให้เด็กๆคิดให้แตกต่างกัน ใครคิดต่างให้ยกมือ ใครคิดต่างแสดงว่าเจ๋ง ใครคิดต่างแสดงว่าช่างคืด แต่เมืองไทย ใครคิดค่าง ดูเหมือนจะไม่ค่อยฉลาดนะ นักเรียนกลัวมากถ้าจะคิดต่างจากเพื่อน ครูเรามองว่าความแตกต่างกลายเป็นปัญหาเชิงลบอย่างมาก กลายเป็นว่าครูจะสนใจเฉพาะเด็กแถวหน้า เด็กที่ตั้งใจเรียน แล้วเด็กหลังห้องล่ะ...ครูจะทำอย่างไรดี
การจะบอกว่าเด็กมีความแตกต่างดูที่ไหน รูปร่าง หน้าตา การแต่งกาย ??? เปล่าเลย เหล่านี้ดูว่าแตกต่างได้ แต่ไม่ใช่การแตกต่างระกว่างบุคคล เพราะการแตกต่างระหว่างบุคคลอยู่ที่ "ความคิด"
ดังนั้นครูจะทิ้ง 2 เงื่อนไขนี้ไม่ได้ เรียกว่าเป็นกฏหมายของชีวิตการสอนเลยทีเดียว
![]()
เมื่อดูจากเงื่อนไขแล้ว คำถาม : ครูต้องสอนให้เด็กคิดเป็น ทำยังไงเด็กจะคิดเป็น?
ครูตอบทันที คิดให้ดู
หลักการสอนคิดให้เป็นส่วนใหญ่ = คิดให้เด็กดู
ซึ่งแค่คิดก็ผิดแล้ว
ญี่ปุ่นจึงต้องขยายความให้เข้าใจตรงกันว่า การสอนให้คิด หมายถึง การให้เด็กคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง ด้วยตัวของนักเรียนเอง
สิงคโปร์ ก็เช่นกัน ระบุว่า การสอนคิด คือการสอนให้แก้ปัญหาด้วยตัวเอง
คำถาม : แล้วนักเรียนจะแก้ปัญหาอย่างไร ปัญหามาจากไหน
ครูบอกว่า ครูเอาปัญหาเข้าไปในห้องเรียนวันละ 10 ข้อทุกวัน ให้นักเรียนแก้ปัญหา ทำไมนักเรียนไม่แก้ปัญหา

เห็นไหมว่าเรามองกันผิดประเด็นไปหลายอย่าง จึงต้องกลับมาเริ่มต้นด้วยกันไหม เพราะครูไทยขยันนะ ทำทุกอย่าง ทำจนเหนื่อย แต่เราไม่ได้ผลอะไร ไม่เห็นอะไรที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน มันจึงถึงเวลาที่เราต้องหยุดพินิจใคร่ครวญว่าเราต้องทำอย่างไร
ญี่ปุ่นจึงคิดว่า ครูต้องเป็นผู้สร้างสถานการณ์ให้เด็กเห็นปัญหา เด็กจะได้แก้ปัญหา ถ้าเด็กไม่เห็นปัญหา เด็กก็จะไม่แก้ปัญหา
การสร้างสถานการณ์ปัญหา มันยาก ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยครูหลายคน จึงเกิดเป็น Lesson Study คือการนำครูมาช่วยกันสร้างสถานการณ์ การสะท้อนผลเมื่อนำสถานการณ์เข้าไปในห้องเรียน ว่าสถานการณ์นั้นเหมาะกับผู้เรียนหรือไม่ ปรับปรุงกันใหม่ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทำให้เข้าใจแนวคิดของนักเรียนแต่ละคน จัดสถานการณ์ได้เหมาะสม ตรงจุด นักเรียนทุกคนก็จะเห็นปัญหาที่แตกต่างกันในสถานการณ์เดียวกัน เกิดความหลากหลายของปัญหาที่เรียกว่า Open-Ended Approach ครูจะไม่ทำลายแนวคิดหรือความคิดของแต่ละคน แต่จัดการให้นักเรียนแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง

อาจารย์ลงท้ายการบรรยายด้วยวิดีโอการสอนของอาจารย์ในประเทศญี่ปุ่น ที่จัดการเรียนการสอนได้จริงจากแนวคิดนี้ ดังนั้นหากท่านสนใจ ติดตามงานของท่านอาจารย์ได้เลยค่ะ
สำหรับครูปุ้ม ได้ประเด็นที่น่าสนใจคือ สถานการณ์อย่างไร จึงจะทำให้เด็กๆเห็นปัญหาและอยากแก้ปัญหาในวิชาชีววิทยาค่ะ
คุณครูท่านอื่นละค่ะ อ่านจบแล้วได้ประเด็นอะไรคิดต่อบ้างค่ะ