นอกจากเหตุผลด้านเศรษฐกิจที่ว่ายุคนี้เรื่องอะไรๆก็ต้องประหยัดไว้ก่อนแล้ว เป้าหมายในด้านสิ่งแวดล้อมและความคุ้มค่าในการใช้พลังงานยังเป็นค่านิยมใหม่ๆที่ช่างสอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบัน ยกตัวอย่างเรื่องที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันอย่างพลังงานสำหรับหุงต้ม ใครจะรู้ว่าหากคุณรู้จักวิธีคิดสร้างสรรค์ สร้างนวัตกรรมเพียงเล็กน้อย เมื่อรวมกับความตั้งใจจริง จะสามารถทำให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.อุษา อ้นทอง ผู้จัดการโครงการพลังงานทางเลือก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เล่าผ่าน“กระจายสุข” ว่า กระแสเรื่องประหยัดพลังงานที่ว่านี้ ทำให้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2555) ได้ริเริ่มติดตั้งถังหมักแก๊สชีวภาพที่เกาะสมุย เพราะเล็งเห็นว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ มีขีดจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการบริการด้านสาธารณูปโภคต่างๆ ดังนั้นหากไม่ป้องกันไว้ก่อนอาจจะพบวิกฤติขาดแคลนด้านพลังงาน

“เธอ” จึงทำถังหมักแก๊สชีวภาพขนาด 200 ลิตร (1 ถังหมัก + 2 ถังเก็บ) โดยการใส่เศษอาหารลงไป 2 ลิตรต่อวัน เพื่อนำไปหมักและผ่านกระบวนการผลิตแก๊ส โดยถังจะตั้งอยู่ในจุดที่ง่ายต่อการขนถ่ายเศษอาหาร และ การทำท่อลำเลียงก๊าซกลับสู่โรงอาหารอีกครั้งหนึ่ง การออกแบบบ่อหมักก๊าซจึงเป็นระบบปิดซึ่งไม่มีกลิ่น และ มีระบบที่ให้ความมั่นใจด้านความปลอดภัย “กระบวนการง่ายๆ เช่นนี้ สามารถทำให้เกิดแก็สที่ใช้ทำกับข้าวได้ทั้งเช้า กลางวัน เย็น เฉลี่ยมื้อละประมาณ 40 นาที แต่ถ้ามีความต้องการใช้นานกว่านั้นให้เพิ่มจำนวนถังหมักและถังกักเก็บได้ ซึ่งสุดท้ายน้ำหมักและกากตะกอนจากถังหมักก๊าซชีวภาพก็นำไปใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปลูกพืชผักได้อีก แถมยังช่วยกำจัดขยะอีกด้วย”เธอบอกและว่า ไม่เคยควักเงินซื้อก๊าซหุงต้มมากว่า 7 ปีแล้ว และหักลบตัวเลขแล้ว แค่เปลี่ยนแนวคิดเพียงนิดเดียว ทำให้ประหยัดเงินแล้วมากกว่า 24,000 บาท

การเริ่มต้นด้วยจุดเล็กๆจึงได้ผลมากกว่าที่คิด อีกตัวอย่างหนึ่ง ชุมพล พิพัฒน์เมฆินทร์ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนทอสี เล่าถึงแนวทางการประหยัดพลังงานในแบบของตัวเองว่า อยากปลูกผักไว้บริโภคเองเป็นทุนเดิมแต่มีปัญหาเพราะพื้นที่ในบ้านไม่เอื้ออำนวย จึงไปขอใช้พื้นที่ว่างเปล่าของโรงเรียนทอสี โดยเริ่มทำเป็นแปลงผัก หลังจากนั้นก็พยายามชวนผู้ปกครองท่านอื่นมาช่วยกันทำ ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างดี

“ชุมพล” บอกว่า จุดมุ่งหวังคืออยากให้คนได้เรียนรู้ว่าเกษตรอินทรีย์เป็นอย่างไร และดีอย่างไร ซึ่งประเด็นนี้ตรงเป้าประสงค์ของโรงเรียนทอสีอยู่แล้ว ทั้งนี้ยิ่งได้ข้อมูลว่า สสส.-มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนได้ทำโครงการ “สวนผักคนเมือง” และสนับสนุนให้คนเมืองปลูกผัก จึงไม่รีรอที่จะเข้าร่วม เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้กัน ผ่านโซเชี่ยลมีเดีย ศึกษาผ่านเว็ปไซต์ต่างๆ “ทางโรงเรียนทอสีนั้น เป็นโรงเรียนวิถีพุทธ ที่เชื่อว่าการศึกษาเริ่มต้นด้วยการกินอยู่เป็นอยู่แล้ว คือกินพอดี ไม่ทิ้งขว้าง และกินแบบรู้ที่มาที่ไป รู้ว่าใครปลูก ซึ่งจะนำความปลอดภัยมาสู่เรา พืชผักที่ปลูกในโรงเรียนนั้น โตด้วยปุ๋ยที่ทำจากเศษอาหารในโรงอาหาร หรือผักที่ไม่สวยนำไปทำอาหารไม่ได้ก็ช่วยลดปัญหาเรื่องขยะได้ แต่วันนี้เห็นโครงการพลังงานทางเลือก ซึ่งเมื่อก่อนเราคิดไม่ถึง ใครจะรู้ว่าแค่คิดจะประหยัดพลังงาน ก็สามารถหาวิธีการมาประยุกต์ให้เหมาะกับเราได้ และเชื่อมโยงในหลายด้าน”

การผนวกรวมเรื่องของความประหยัดและสิ่งแวดล้อมจึงเชื่อมโยงกันได้อย่างกลมกลืน ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยในอาหารการกิน ซ้ำผักหรือเศษอาหารยังสามารถนำไปผลิตเป็นพลังงานเพื่อนำกลับมาใช้อีก ใครอยากช่วยโลก และประหยัดเงินในกระเป๋าได้ไปพร้อมกัน ต้องลองดู!
..... ร่วมด้วยช่วยกัน นะคะ