ผมอยู่ในวงการ OD มาหลายปีครับ เรียนจบด้านนี้มาโดยตรง มีโอกาสได้นำความรู้ด้านนี้ไปพัฒนาคน พัฒนาองค์กรมาระดับหนึ่งครับ โดยระหว่างทางผมต้องมีโอกาสเจอผู้คนหลากหลายที่สนใจทำ OD เลยได้สอนได้โค้ช (Coaching) ครับ กลุ่ม AI Thailand ของเรา ไม่ได้ทำ AI อย่างเดียวครับ เมื่อผมสอน ผมพัฒนาคนด้วยแนวคิด AI นั้น ผมโค้ชเขาด้วยแนวคิด Positive Psycology Coaching ครับ 

AI กับ Positive Psychology หรือจิตวิทยาบวก หนีกันไม่พ้นครับ เพราะ Positive Psychology เป็นพื้นฐานแนวคิด AI ครับ เวลาเราโค้ช เราสอนคน เรา หนึ่งในแนวทางที่เราใช้คือ ทฤษฎี The Flow ครับ เป็นแนวคิดที่น่าสนใจมากๆ

The Flow เป็นหนึ่งในทฤษฎีที่น่าสนใจมากๆ ครับ Flow ภาษาไทยเรียกกันว่าภาวะลื่นไหล ประมาณว่าคล้ายๆ กับคุณทำอะไรเพลินๆ ลืมวันเวลานั่นเอง มันจะเกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่คุณทำอยู่ เกิดจากความสมดุลย์ระหว่างทักษะและความท้าทาย คือท้าทายชนิดว่าคุณต้องใช้ทักษะ ความรอบคอบ เช่นงานของหมอผ่าตัด... ท้าทายใช้ทักษะ ถึงหมอเก่งแค่ไหน การผ่าตัดก็ท้าทายทุกครั้ง ต้องระวัง เพราะเสี่ยง แต่ก็อยู่ในขอบข่ายที่หมอจะใช้ทักษะควบคุมสถานการณ์ได้ นี่ครับ หมอจะเข้าสู่ภาวะ Flow คือเพลินมีความสุขไปเลย... 

ส่วนภาวะอื่นๆ ไม่ค่อยดีนัก เช่นถ้างานไม่มีความท้าทายเลย แถมไม่มีทักษะนี่ คนหมดอาลัยตายอยากครับ คืองงชีวิต ถัดมาทักษะมากความท้าทายต่ำ นี่ก็เกิดเบื่อ ประมาณเอาคนจบนายร้อยไปเป็นรปภ. ส่วนงานบางงานความท้าทายสูงแต่คนทำมีทักษะน้อย นี่ก็เสี่ยงสติแตกได้ 

เวลาเราต้องโค้ชคน เราจะประเมินทักษะและความท้าทายของเขาก่อน แล้วค่อยทำอะไรบางอย่างเพื่อยกระดับเขามาสู่จุด Flow ให้ได้ หรือ Flow แล้วก็สร้างสรรค์ได้มากขึ้นกว้างไกลขึ้น ผมจะมาว่ากันมีละส่วนเลยนะครับ ตอนนี้ผมแบบคนเป็นสี่ส่วนตามแนวคิด The Flow อันนี้ผมแบ่งเองโดยอิงจากทฤษฎี  ครับ 

                         

กลุ่มแรก คือกลุ่มที่ทักษะก็น้อย  เจอกับงานที่ทักษะไม่มากอีก เปรียบเสมือนว่าคนๆ นี้กำลังเดินอยู่บนทางรถไฟ ที่ทอดยาวออกไปไม่สิ้นสุด เคยอยู่ในภาวะอย่างนี้ไหมครับ มันเป็นความเบื่อหน่ายอย่างยาวนาน งานก็น่าเบื่อ มองไม่เห็นปัจจุบัน ไม่เห็นอนาคต 

                     

ผมเคยเจอลูกศิษย์เป็นแบบนี้ มีคนหนึ่ง เคยทำงานด้วยกันจบมาก็ได้ทำงานในสาขาที่ใช้ทักษะน้อยกว่าที่เรียน งานก็ง่ายเพราะจบโท ..ดูเธอมีชีวิตไปวันๆ วันหนึ่งเลยตัดสินใจช่วย ชวนคุยเรื่องหนังสือ เคยอ่าน The Secret ไหม เคย... เออคิดไง ก็เดินคุยกัน ที่สุดลองชวนเล่นๆ เออ เธอจินตนาการสิ อยากไปทำอะไร... “อยากทำงานบริษัทฝรั่ง”... ที่สุดไม่นานคุยสองสามรอบ เธอก็นึกได้ว่ามีเพื่อนทำงานอยู่มูลนิธิอเมริกัน เลยติดต่อไปว่ามีตำแหน่งไหม... มีจริงๆ เลยลองสมัคร  แต่ก็ขนหัวลุก เพราะเจอแต่คนจบมาจากจุฬา ธรรมศาสตร์ บางคนจบนอก.. ก็มี... “อาจารย์หนูจะเอาอะไรไปสู้เขา จบมข. บ้านนอกกว่าเขาเลย... แถมไม่มีประสบการณ์” 

ก็เลยนั่งโค้ชต่อ... เอาลองเล่าเรื่องที่ตัวเองภาคภูมิใจที่สุดสิ ตอนทำงาน”... “เออ ทำงานไม่เก่งนะอาจารย์ แต่จะคอยประสานความเข้าใจเพื่อนให้ไปด้วยกันให้ได้”  “เอาเลย... เวลาไปสอบสัมภาษณ์ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นๆ เน้นเรื่องนี้...” ที่สุดเธอเป็นเด็กมข. คนเดียวในนั้นท่ามกลางคนจบมหาลัยดังทั้งในและต่างประเทศ”  “อาจารย์ ภูมิใจมาก คนที่ตกสัมภาษณ์บางคนจบยูท๊อปเท๊นด้วย”... ล่าสุดเธอย้ายไปทำงานอยู่แคนาดา เขียนภาษาอังกฤษตอนนี้เก่งกว่าผมอีก... สรุปแล้วคนกลุ่มนี้กำลังหลงทางครับ ดูเหมือนทางตรงก็จริง แต่เป็นหนทางที่น่าเบื่อและทอดยาวอย่างไม่สิ้นสุด... ค่อยๆ ให้เขาคิดไปไกลกว่าเดิม และเสริมจุดแข็งเขา เดี๋ยวเปล่งประกายเอง..

กลุ่มที่สองตกอยู่ที่จุด ความท้าทายสูง แต่ทักษะไม่มาก เปรียบได้กับคนเดินทางมาถึงหุบเหว แล้วต้องข้ามให้ได้ เป็นใครก็เครียดจริงไหม ต่อให้มีอุปกรณ์เถอะ ก็ต้องหัดใช้ จนประคองตัวได้  

                     

... กรณีนี้ทำได้หลายวิธีครับ.. คนพวกนี้ในกลุ่ม AI หรือที่ทำงานทั่วไปคือพวกที่ต้องเริ่มทำอะไรใหม่ๆ หรือทำอะไรไปพักหนึ่งแล้วถึงทางตัน.. เราช่วยได้ด้วยการจัดระบบการโค้ชครับ ผมเองมีเว็บไซต์ www.aithailand.org เก็บงานวิจัยด้าน AI ที่ได้ผล และบทความเช่นที่เขียนมาในวันนี้ เพื่อเป็นจุดตั้งต้นที่ดีให้ผู้เริ่มต้น.. จากนั้นก็จัดระบบเพื่อพัฒนาศักยภาพ เช่นต้องอ่านเล่มนี้ก่อน แล้วมาคุยกัน... ช่วยกันออกแบบคำถาม และแล้วส่งเสริมให้ไปรู้จัก สร้างเครือข่ายกับคนทำ AI ตามองค์กรต่างๆ ที่อยู่ไกล้บ้านเขา ไปถามของจริงเลย ได้ไอเดียก็มาลุยต่อ ให้กำลังใจไปเรื่อย ติดปัญหา การันตีครับ มือถือมาได้เลย ตอนไหนก็ได้ ที่สุดก็ทะลุเอง ยกระดับจนเขาก้าวสู่ The Flow  ได้เอง

แต่บางคนพยายามแล้วพยายามอีกก็ข้ามเหวไม่ได้ คุณดูแล้วถ้าดันทุรังไปอาจตายเปล่า อาจช่วยให้เขาหาทางออกดีๆ เช่นมีนักศึกษารายหนึ่งเศร้ามาก เธดได้เกรด 2.1 ที่ถือว่าน้อยมาก (MBA ต้อง 3.00 อย่างต่ำถึงจบ) ผมดูแล้วไปไม่ไหว ก็ให้กำลังใจไปว่า “... คุณลาออกเถอนะ ที่นี่อาจไม่เหมาะ เรียน MBA สำคัญที่เครือข่าย เรียนนี่มาครึ่งปีแล้ว ออกไป เพื่อนก็ยังเป็นเพื่อนนะ  ถ้าคุณไปเรียนที่รามซึ่งก็ดีมากๆ เหมือนกัน ผมรู้จักคนเรียนราม น่าจะเหมาะกับสไตล์คุณมากกว่า ไปรามสิ คุณจะดีกว่า แถมได้เพื่อนสองที่อีก...” เธอหายไปอีกสองปีเธอมางานรับปริญญาเพื่อนที่มข.  “อาจารย์ขอบคุณมากค่ะ หนูไปเรียนราม ตอนนี้ได้ MBA แถมไปจบศึกษาศาสตรร์มาอีกตัว ได้เพื่อนมาสามคณะเลย”

กลุ่มที่สาม คือพวกที่ความท้าทายต่ำ แต่ทักษะสูง เปรียบเสมือนคนขับรถในถนนที่ตนคุ้นเคย ขับไปมาทุกวัน แทบหลับตาขับได้ อยู่ไปทุกวันก็เบื่อ คนพวกนี้มีเยอะครับ

                       

เช่นลูกศิษย์คนหนึ่ง สนใจ AI มากๆ อยากเป็นอย่างผม ทักษะก็เริ่มมีแล้ว เลยยุเปิดบริษัทที่ปรึกษา “อาจารย์..ผมจะทำได้ไง ไม่รู้จักใครเลย” นี่ไงความ้ทาทายของเขา  ก็เลยแนะนำให้ไปเข้ากลุ่ม HRD Pro และTraining Club ที่มีวิทยากร และผู้จัดการฝ่าย HRD เข้าไปดูข่าวสารกันมากๆ แล้วโอกาสก็มาถึง เมื่อมีการจัด meeting กัน ลูกศิษย์ผมก็ไปทำความรู้จัก... เริ่มได้งานมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ถือเป็นวิทยากรที่ขยับตัวขึ้นมาอยู่แถวหน้าระดับหนึ่งแล้ว ได้งานเยอะมาก  สรุปคนที่กำลังขับรถอยู่ในถนนที่น่าเบื่อนี้ คุณสามารถช่วยเขาได้ด้วยการชี้ช่องทางให้ครับ และอาจต้องคอบบอกทางเขาหน่อย แต่สักพักเขาจะไปได้เอง ไปเจอหนทางใหม่ จนเข้าสู่ระดับ Flow ..ตอนนี้เขาบอกว่า “อาจารย์ ชีวิตผมมันส์มากๆครับ” และ ลูกศิษย์คนนี้กำลังเรียนเอกด้าน OD อยู่ครับ.. ซึ่งผมก็ยังตามให้คำปรึกษาอยู่... แต่เขาไปไกลแน่นอน

กลุ่มสุดท้ายคือพวกที่เดินทางข้ามกาลเวลาได้ครับ พวกนี้รู้จักรูหนอน (Wormhole เส้นทางทะลุมิติในหนังอวกาศ) คือพวกที่ Flow อยู่แล้ว มีความมันส์ ความสุข ความสำเร็จในงานที่เขาทำอยู่ ผมเองก็สนุกครับ วัดยังไง.. ถ้าคุณอยากตื่นมาทำงานทุกวัน หลับก็ฝันดีนี่ใช่ครับ.. ผมเองก็ประมาณนั้น.. มีความสุขความเพลินกับงานที่ทำ รู้สึกท้าทาย ใช้ทักษะมากๆ แต่ก็สุขใจ ซึ่งผมก็พบว่าไม่ได้มีผมคนเดียว ผมเจอคนอย่างนี้รอบตัวนับสิบ 

                      

ทำอย่างไรครับ เราก็เอาเรื่องดีๆ มาแบ่งปันกัน.. มาสร้างสรรค์ร่วมกัน เป็นพันธมิตรธุรกิจ หรือกัลยาณมิตรด้านจิตวิญญาณครับ.. บางท่านผมก็ร่วมทำงานด้วย ออกแบบการสอน หลักสูตรร่วมกันไปลุยด้วยกัน.. ความรู้ก็มากขึ้น แวดวงก็กว้างขึ้น ทักษะก็สูงขึ้น.. บางท่านไม่ไปทางธุรกิจ ก็มาคิดทำอะไรดีๆ ร่วมกันในด้านอื่นๆ เช่นงานบุญ งานวิชาการเพื่อสังคม.. ก็มีความสุขกันดีครับ แนะนำหน่อยว่าต้องลองทำงานด้วยกัน จะพัฒนากันได้เองครับ ถ้ามีโอกาสผมเองก็จะไป Observe การทำงานของเพื่อนผม แล้วเอ๊ เราน่าจะเชื่อมโยง และพัฒนาอะไรด้วยกัน ซึ่งก็จะพบว่าสามารถทำอะไรใหม่ๆร่วมกันได้เสมอ... การได้รู้จักได้ทำงานร่วมกับคนกลุ่มนี้ ชีวิตเหมือนก้าวกระโดด ข้ามกาลเวลาจริงๆ เรียกว่าทะลุจักรวาลไปเลย... ผมว่าถ้าผมจะสร้างสมขึ้นเอง กว่าจะได้ถึงปัจจุบันคงต้องไปเกิดใหม่ก่อนครับ.. การสร้างสรรค์ร่วมกันกับคนที่อยู่ใน The  Flow นี่ดีกว่ามากๆ สุขใจ และได้ผลกว่าครับ

ลองมองคนจากมิตินี้ แล้วลองพัฒนาความสามารถในการยกระดับเพื่อนมนุษย์และตัวเองดูครับ ผมลองมาหลายปี เห็นผมดีๆมามากครับ แต่ก็ยังต้องปรับปรุงฝีมืออยู่ครับ


วันนี้เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

References:

Book1: Flow: the Psychology of Optimal Experience

Picture 1: http://www.campsharrow.com/the-age-of-apathy/
Picture 2:http://www.johnchow.com/6-effective-ways-to-write-a-boring-headline/
Picture 3:http://www.desperatehousecows.com/2010/07/anxiety-attacks/
Picture 4:http://www.drogistenweekblad.nl/nieuws/algemeen-nieuws/538-vrouwen-voelen-zich-aantrekkelijk-in-de-zomer