เนื่องจากผมมีแนวคิดค่อนข้างจะเป็นแบบมนุษยนิยมซึ่งมนุษยนิยมแบ่งย่อยเป็นหลายแนวคิดแต่อาจแบ่งได้เป็นสองแนวคิดใหญ่

แนวคิดแรกคือ แนวคิดแบบมนุษย์นิยมที่ไม่เชื่อในศาสนา(Secularhumanism) ซึ่งเป็นแนวคิดแบบมนุษย์นิยมที่เชื่อมั่นในศักดิ์ศรีและศักยภาพความเป็นมนุษย์โดยไม่ให้ความสำคัญหรือปฏิเสธคำสอนทางศาสนา

แนวคิดที่สองคือแนวคิดแบบมนุษย์นิยมที่เชื่อในศาสนา (Religioushumanism)ซึ่งเป็นแนวคิดแบบมนุษย์นิยมที่เชื่อมั่นในศักดิ์ศรีและศักยภาพความเป็นมนุษย์แต่เชื่อว่า มนุษย์จะพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์ได้ก็แต่โดยอาศัยหลักคำสอนทางศาสนาเช่น แนวคิดแบบมนุษย์นิยมทางคริสต์ศาสนา (Christian Humanism) ซึ่งเป็นแนวคิดทางคริสต์ศาสนาที่ไม่ได้เชื่อว่าทุกอย่างต้องรอให้ถูกดลบันดาลจากพระเจ้าแนวคิดนี้เห็นว่าการรอให้พระเจ้าดลบันดาลสิ่งต่าง ๆให้เกิดขึ้นกับมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามคำสอนทางศาสนา

แม้แนวคิดแบบมนุษย์นิยมจะสามารถแบ่งย่อยเป็นอย่างน้อย2 แนวคิด แต่ก็มีแนวคิดพื้นฐานที่เหมือนกันคือ

1.เชื่อในศักยภาพของมนุษย์ในการแสวงความจริงและคำตอบในปัญหาต่างๆ เพราะมนุษย์ทุกคนทุกผู้เป็นสัมมาสัมพุทโธ มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการเข้าใจความจริงหรือความรู้ต่างๆไม่มีใครสามารถอ้างได้ว่าเป็นเจ้าของความรู้หรือความจริงสูงสุดที่มนุษย์ผู้อื่นไม่สามารถเข้าใจเพียงคนเดียวหรือกลุ่มบุคคลเดียวเช่น ความรู้ความสามารถพิเศษในการติดต่อกับพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

2.เชื่อในการใช้เหตุผลและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ถึงแม้ผมจะมีแนวคิดเป็นแบบพุทธแต่พุทธกับวิทยาศาสตร์ไม่สามารถจะมาเทียบแนวคิดกันและกันได้เช่นใช้ทฤษฎีแบบพุทธจึงจะเข้าใจควอนตัมฟิสิกส์ สำหรับผมแล้วเป็นเรื่องไร้สาระ

3.เชื่อว่า ความหมาย คุณค่าและเป้าหมายของมนุษย์สามารถพบได้ในชีวิตปัจจุบันไม่ใช่ตายไปแล้ว

4.เชื่อว่ามนุษย์มีเสรีภาพในการกระทำสิ่งต่างๆ แต่มนุษย์ต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ ตนเองกระทำ

5.เชื่อในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่คิดค้นโดยมนุษย์เพื่อตอบสนองความต้องการและการแก้ปัญหาในการดำรงชีวิตของมนุษย์

6.เชื่อในระบอบประชาธิปไตย หลักสิทธิมนุษยชนการมีเสรีภาพอย่างเท่าเทียม

แนวคิดแบบมนุษย์นิยมเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ในการใช้เหตุผลความมีอิสระทางความคิดและการกระทำโดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้อื่น(autonomy)และความรู้จักช่างสงสัย ซักถามและแสวงหาคำตอบ(scepticism) ของมนุษย์  เชื่อมั่นในการค้นคว้าหาความรู้หรือความจริงโดยตัวมนุษย์เองซึ่งจะนำไปสู่การสร้างชีวิตและสังคมที่ดีของมนุษย์ เพียงแต่มนุษย์ก็ต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อการใช้เหตุผลในการค้นพบและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เหล่านั้นซึ่งต่างจากความเชื่อว่าทุกอย่างในชีวิตมนุษย์ไม่ได้เป็นผู้กำหนดเองแต่ถูกกำหนดจากปัจจัยภายนอกเช่น พระเจ้า ชะตากรรม พรหมลิขิต สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในแง่นี้มนุษย์ก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งใด ๆเลยปล่อยให้เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว 

เมื่อมนุษย์พร้อมที่จะยอมรับความผิดพลาดจากการใช้เหตุผลของมนุษย์ย่อมแสดงว่า มนุษย์ทุกคนผิดพลาดได้ สิ่งที่ผู้หนึ่งคิดไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไปไม่มีใครสามารถจะบอกว่าตัวเองถูกต้องเสมอทุกสิ่งสามารถผิดได้และหักล้างได้โดยเหตุผลของผู้อื่น เช่นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกหักล้างโดยทฤษฎีใหม่และเปลี่ยนแปลงไปตลอด 

ด้วยเหตุนี้ การใช้เหตุผลของมนุษย์จึงถูกขับเคลื่อนด้วยสองอย่างคือการวิพากษ์(criticism) และการรู้จักสงสัย (scepticism)ข้ออ้างถึงสิ่งต่าง ๆ หรือความรู้ในสิ่งต่าง ๆสามารถพิสูจน์ได้ว่าผิดเสมอ ไม่มีผู้ใดอ้างได้ว่าความรู้ที่ตนเองค้นพบหรือคิดค้นขึ้นเป็นความจริงที่ถูกต้องนิรันดร์ไม่สามารถหักล้างได้ ดังนั้นความรู้ในทัศนะแบบมนุษยนิยมจึงมีลักษณะสาธารณะหรือมีลักษณะเป็นวัตถุวิสัย (objective)กล่าวคือสามารถ พิสูจน์ แสดงเหตุผลสนับสนุน อธิบายให้ทุกคนเข้าใจได้ไม่ใช่เป็นความรู้ที่อ้างว่ามาจากการที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลหนึ่งมีอำนาจพิเศษต่างจากมนุษย์ผู้อื่นในการรับรู้ถึงความรู้นั้นๆ และความรู้นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอดังนั้นความรู้ในแบบมนุษยนิยมมีลักษณะสำคัญที่เด่นชัดอยู่ที่พลังที่ขับเคลื่อนให้ความรู้นั้นก้าวหน้าคือ ความเป็นสากลในวิธีการได้มาซึ่งความรู้ คือ การวิพากษ์ การรู้จักสงสัยการเป็นความรู้ที่พร้อมที่ผิดได้ และมีความเป็นสาธารณะ 

อย่างไรก็ตามในตอนนี้มีแนวคิดที่ค่อนข้างจะแตกหักไม่ฟังเหตุผลซึ่งกันและกันพร้อมที่จะฟาดฟันแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับตนเองอย่างเทสาดเทเสียจนละเลยการวิพากษ์และการรู้จักสงสัยไปเสียหมดสิ้น ในเฟจบุ๊คนี้ผมเคยสนับสนุนแนวคิดเรื่องชาติถึงแม้นจะรู้ว่าชาติเป็นเพียงสิ่งสมมติ แต่ชาติก็ให้เรามีที่ยืนดำรงอยู่ได้ไม่ใช่หรือ ผมเกลียดการคอรัปชั่นแต่ไม่เคยใช้รัฐประหารมาแก้การคอร์รัปชั่น ผมเกลียดทักษิณแต่ผมคิดว่าทักษิณสามารถจะทนการตรวจสอบจากประชาสังคมได้หรือ อุดมการณ์ประชาธิปไตยการเรียกร้องความเสมอภาคเป็นเรื่องดีแต่ข้อเสียของมันก็คือการเรียกร้องนี้ทำให้เราลืมอีกหลายชีวิตที่อยู่ในสังคมแบบนี้ซึ่งเป็นพวกสุขนิยมจนไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของเขา จนบางทีพร้อมที่จะมองดูความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อฝ่ายตรงข้ามถ้าไม่โดนพวกเดียวกันโดยสรุปก็คือว่าชีวิตทางการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่สลับซ้อนหลากหลาย มีคุณค่าความดีหลายอย่างที่เราอยากไปบรรลุ เรารักประชาธิปไตยและก็รักชาติด้วย เราไม่ชอบคอร์รัปชั่น แต่เราก็เห็นคุณค่าของสิทธิเสรีภาพด้วยในการไปบรรลุเป้าหมายคุณค่าที่ดีงามอย่างหนึ่ง อย่าบ้ามันหรือหน้ามืดจนหักหาญทำลายคุณค่าอื่นๆ ลงหมด ถ้าทำแบบนั้น ก็จะเกิดการไม่เลือกวิธีการที่ใช้ สกปรกต่ำช้าอย่างไรก็ได้  การไม่สุดโต่งคือยึดหลักจริยธรรมของวิธีการซึ่งแปลว่าเป้าหมายดี ต้องใช้วิธีการที่ดีงามไปบรรลุมันจะใช้วิธีการเลวไปบรรลุเป้าหมายที่ดีมันเป็นไปไม่ได้ต้องมีเอกภาพความสอดคล้องทางจริยธรรมระหว่างเป้าหมายกับวิธีการนี่จึงเป็นวิธีการอย่างมนุษยนิยมกล่าวคือใช้เหตุผล การอยากรู้ ไปตรวจสอบความคิดแต่ละฝ่ายอย่างเท่าเทียมอาจไม่เห็นด้วยทั้งหมด หรืออาจไม่เห็นส่วนเลยแต่อย่าลืมว่านี่คือเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยครับมันเป็นสิทธิของเราที่จะเชื่ออะไรก็ได้ตราบใดที่สิทธิของเราไม่ไปทำลายสิทธิของผู้อื่น แต่คิดอย่างนี้จะโดนว่าหรือไม่ผมอาจไม่รู้ สุดแท้แต่เสรีภาพของคุณ