งานติดตามหนุนช่วยการป้องกันมาเลเรียในโรงเรียนชายแดน ของ KIASIA
โครงการนี้เพิ่มเส้นทางการสื่อสาร จากครูสู่นักเรียน จากนักเรัยนสู่เพื่อน และ ชุมชน ทดลองมองด้วยทฤษฎีพื้นฐานของการสื่อสารคือ S M C R โรงเรียนท่ี่ติดตามแล้ว 2 โรงคือ
1. ร.ร ท่านผู้หญิงวิไลอมาตยกุล หรือ ร.ร บ้านเปิ่งเคลิ่ง 2. โรงเรียนบ้านกุยเลอดอ เป็นโรงเรียนสาขา
ติดตามหนุนช่วยโรงแรก ทดลองวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีพื้นฐานของการสื่อสารคือ S M C R
S -ครูฝึกอบรมมา จาก KIASIA M คู่มือ เป็น 6 แผน ให้ข้อมุลความรู้/ความคิด/ประยุกต์ใช้
C- ช่องทาางชัดเจน ห้องเรียนตามคาบเวลา
R -ของครูือนักเรียน R- ของนักเรียนคือ พ่อแม่ คนในครอบครัวและ เพื่อน
ผลการติดตามจากผู้ปกครอง
โครงการนี้เพิ่มเส้นทางสื่อ จากครูสู่นักเรียน จากนักเรัยนสู่ชุมชน ทดลองมองด้วยทฤษฎีพื้นฐานของการสื่อสารคือ S M C R โรงเรียนท่ีตามแล้ว 2 โรงคือ
1 ร.ร ท่านผู้หญิงวิไลอมาตยกุล หรือร.ร บ้านเปิ่งเคลิ่ง ปลพ 2 โรงเรียนบ้านกุยเลอดอ
S ครูฝึกอบรมมา จาก KEASIA M คู่มือ เป็น 6 บทให้ข้อมุลความรู้/ความคิด/ประยุกต์ใช้ C ช่องทาางชัดเจน ห้องเรียนตามคาบเวลา R ของครูือนักเรียน R ของนักเรียนคือ พ่อแม่ คนในครอบครัว
ผลการติดตามผู้ปกครอง S คือครู S2 คือนักเรียน M นักเรียนไม่ชัด คือพูด/เล่าไม่ครบ สิ่งท่ีเล่าคือ มีมาเลเรียระบาด ต้องนอนกางมุ้ง 1. ส่วนท่ีขาดคือ แหล่งกำเนิดของยุง ครูสอนวงจรชีวิตยุง แต่ตอนการสื่อสารถึงผู้ปกครองขาดความรู้ขั้้นตอนการกัด การแพร่เชื้อของยุง และช่วงเวลาท่ียุงกัด คือช่วงที่เผลอ ได้แก่เวลาคำท่ีนั่งดูทีวี(บ้านเป่งเคลิ่ง)เป็นหมู่บ้านชายแดนติดพม่า จากเดิมไม่รู้จักชื่อยุงก้นปลอง รู้จักแต่ยุงลาย เมื่อตระหนักจุดเสี่ยงแล้วผู้ปกครองสะท้อนว่า กลางคืนมักจะ เดินไปคุยกันกับเจ้าหมู่ คือเพื่อนบ้าน ก็จะเดินข้ามห้วย และมียุงกัดด้วย แต่ไม่ได้เฉลียวใจว่านั่นจะเป็นยุงก้นปล่อง 2 อีกสถานการณ์หนึ่งคือเมื่อไฟฟ้าดับไม่มีพัดลมอากาศร้อน นอนในมุ้งไม่ได้ ก็ออกมานอนนอกมุ้ง ถูกยุงกัด บางคนสามีกินเหล้าเมา จะนอนท่ีไหนก็นอนไปเพราะไม่รู้เรื่อแล้ว ถูกยุงกัดและเป็นไข้มาเลเรียแล้ว รักษาทุกปีก็ไม่หาย เพราะขาดวินัยในการกินยา ชาวบ้านเปลี่ยนแจกันดอกไม้บูชาพระบ่อยขึ้น 2-3 วันต่อครั้ง
จากบ้านนุเซะะโปล้ ไม่มีไฟฟ้าตลอดเวลา และยากจน ไม่มีปัญหาเรื่องดูทีวี และโรงเรียนเพิ่งเข้าโครงการปีนี้ C ลูกยังไม่เล่ากลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์ ลูกไม่ได้อยู่ ป. 5 รู้เรื่องราวจากการคุยกัน ภารโรงได้ยินเรื่องจากท่ีครูสอนในห้อง และคุยกันกับเพื่อนบ้าน ในชุมชน M ตอนนี้คือคนคุยกันว่ามีมาเลเรีย สายพันธ์ใหม่ร้ายแรงมาก แพร่มาจากศูนย์อพยพนุโพ ถึงแม้จะย้ายไปโลกท่ีสามแล้ว แต่ไปเพียง 1 ใน 3 และทั้งสองหมู่บ้านยืนยันซ้ำกันว่า คนท่ีเดินทางข้ามไปมาระหว่าง ไทย พม่า นำเชื้อเข้ามา มีหลายคนกลับจากพม่าแล้วก็เป็นไข้ บางคนฝากลูกไว้กับญาติหรือ เพื่อนบ้าน ตนเองก็เดินทางข้ามไปมา เด็กไม่ได้มีพ่อแม่ท่ีจะบอก/เล่าเรื่อง C ช่องทางการสื่อสารของเด็ก ไม่มีเวลา ขณะท่ีเล่าพ่อแม่ก็ทำงาน เด็กก็เล่าไม่ชัด พ่อแม่ก็ไม่ตั้งใจฟัง ได้แต่ฟังเอาเรื่องคร่าว ๆ ไม่ได้เก็บรายละเอียด และทัศนคติต่อการเรียน ผู้ปกครองมีความเชื่อมั่นต่อ โรงเรียนสูง เรื่องการให้ความรู้ แต่เป็นความรู้ในหนังสือจึงไม่ใส่ใจ เมื่อลูกพูดคุยอะไร ก็
สำทับซ้ำไปว่าให้ลูกตั้งใจเรียน เป็นเด็กดี เรียนให้เก่ง ๆ คิดว่าเรียนเก่งอย่างเดียวจะเป็นความสำเร็จไปในตัว ไม่ได้ตระหนักว่าตนเองต้องเรียนรู้จากลูกด้วย แต่จะชื่นชมว่าลูกมีความรู้ก็เป็นความสำเร็จสูงสุดแล้ว
ปัญหาของการสื่อสารท่ีพ่อแม่บอกก็คือเด็ก ป.5 บางคนยังอ่านไม่ออก เขียนไม่เก่ง เขาคาดว่าท่ีลูกเล่าไม่สมบุรณ์เพราะเหตุนี้ด้วย
S คือค1. ส่วนท่ีขาดหายไปคือ แหล่งกำเนิดของยุง ครูสอนวงจรชีวิตยุง แต่ตอนการสื่อสารถึงผู้ปกครองขาดความรู้ขั้้นตอนการกัด การแพร่เชื้อของยุง และช่วงเวลาท่ียุงกัด คือช่วงที่เผลอ ได้แก่เวลาคำที่นั่งดูทีวี (บ้านเปิ่งเคลิ่ง) เป็นหมู่บ้านชายแดนติดพม่า จากเดิมไม่รู้จักชื่อยุงก้นปลอง รู้จักแต่ยุงลาย เมื่อตระหนักแล้ว พบว่ามีจุดเสี่ยงจุดเสี่ยง ดังท่ีผู้ปกครองสะท้อนว่า กลางคืนมักจะ เดินไปคุยกันกับเจ้าหมู่ คือเพื่อนบ้าน ก็จะเดินข้ามห้วย และมียุงกัดด้วย แต่ไม่ได้เฉลียวใจว่านั่นจะเป็นยุงก้นปล่อง เพราะไม่รู้แหล่งเพาะเชื้อ
2 อีกสถานการณ์หนึ่งคือเมื่อไฟฟ้าดับไม่มีพัดลมอากาศร้อน นอนในมุ้งไม่ได้ ก็ออกมานอนนอกมุ้ง ถูกยุงกัด บางคนสามีกินเหล้าเมา จะนอนท่ีไหนก็นอนไปเพราะไม่รู้เรื่อแล้ว ถูกยุงกัดและเป็นไข้มาเลเรียแล้ว รักษาทุกปีก็ไม่หาย เพราะขาดวินัยในการกินยา ชาวบ้านเปลี่ยนแจกันดอกไม้บูชาพระบ่อยขึ้น 2-3 วันต่อครั้ง มีคำถามว่าจะปลอดภัยไหม
ข้อมูลจากบ้านนุเซะะโปล้( 4 มิย.) ไม่มีไฟฟ้าตลอดเวลา และยากจน ไม่มีปัญหาเรื่องดูทีวี และโรงเรียนเพิ่งเข้าโครงการปีนี้
C ลูกยังไม่เล่ากลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์ ลูกไม่ได้อยู่ ป. 5 รู้เรื่องราวจากการคุยกัน ภารโรงได้ยินเรื่องจากที่ครูสอนในห้อง และคุยกันกับเพื่อนบ้าน ในชุมชน
M ตอนนี้คือคนคุยกันว่ามีมาเลเรีย สายพันธ์ใหม่ร้ายแรงมาก แพร่มาจากศูนย์อพยพนุโพ ถึงแม้จะย้ายไปโลกที่สามแล้ว แต่ไปเพียง 1 ใน 3 และทั้งสองหมู่บ้านยืนยันซ้ำกันว่า คนที่เดินทางข้ามไปมาระหว่าง ไทย พม่า นำเชื้อเข้ามา มีหลายคนกลับจากพม่าแล้วก็เป็นไข้ บางคนฝากลูกไว้กับญาติหรือ เพื่อนบ้าน ตนเองก็เดินทางข้ามไปมา เด็กไม่ได้มีพ่อแม่ท่ีจะบอก/เล่าเรื่อง
C ช่องทางการสื่อสารของเด็ก ไม่มี และไม่มีเวลา เช่น ขณะที่เล่าพ่อแม่ก็ทำงาน เด็กก็เล่าไม่ชัด พ่อแม่ก็ไม่ตั้งใจฟัง ได้แต่ฟังเอาเรื่องไม่ได้เก็บรายละเอียด และทัศนคติต่อการเรียน ผู้ปกครองมีความเชื่อมั่นต่อ โรงเรียนสูง เรื่องการให้ความรู้ แต่เป็นความรู้ในหนังสือจึงไม่ใส่ใจ เมื่อลูกพูดคุยอะไร ก็สำทัยซ้ำไปว่าให้ลูกตั้งใจเรียน เป็นเด็กดี เรียนให้เก่ง ๆ คิดว่าเรียนเก่งอย่างเดียวจะเป็นควางสุมสำเร็จไปในตัว ไม่ได้ตระหนักว่าตนเองต้องเรียนรู้จากลูกด้วย แต่จะชื่นชมว่าลูกมีความรู้ก็เป็นความสำเร็จสูงสุดแล้ว
ปัญหาของการสื่อสารที่พ่อแม่บอกก็คือเด็ก ป.5 บางคนยังอ่านไม่ออก เขียนไม่เก่ง เขาคาดว่าที่ลูกเล่าไม่สมบุรณ์เพราะเหตุนี้ด้วย
สรุป สิ่งที่ชัดเจนที่ชาวบ้านรับรู้ตอนนี้คือนอนกางมุ้ง แต่ก็มีโอกาสเสี่ยง ไม่รู้แหล่งกำเนิดยุงก้นปล่อง จึงกำจัดแต่แหล่งยุงลาย คือ คว่ำน้ำขัง และใส่ ซายอะเบทในน้ำกันยุง กินยาไม่ครบ
ข้อเสนอแนะจากชุมชน
1.ขอให้สอนเด็กให้ขัดเจน มีกี่เรื่อง สิ่งท่ีนักเรียนต้องเล่า ควรมีกำกับหัวข้อ 1 2 3 เป็นต้น
2.ชาวบ้านไม่มีความรู้เรื่องไข้มาเลเรีย เพราะได้ยินคนเล่าว่ามาเลเรียสายพันธ์ใหม่ ร้ายแรงมากรักษายาก
ความรู้เรื่อมาลาเรียไม่ชัด ไม่รู้จักหรือจำชื่อยงไม่ได้ ไม่รู้เรื่องแหล่งกำเนิดยูงก้นปล่อง อยากได้ความรู้ ถ้าเอาโปสเตอร์ไปติดในหมู่่บ้านก็จะดี
-.มีคำถามว่าถ้ายุงไปกัดสัตว์จะติดต่อถึงคนไหม
จากผู้บันทึก
พ่อแม่มีทัศนคติว่า ครู/โรงรียน คือแหล่งความรู้ ซึ่งถูก แต่เป็นความรู้ที่หยุดนิ่ง ไม่เข้าใจเรื่อง การนำความรู้มาปรับใช้
จึงไม่ตั้งใจฟัง เข้าใจว่าความรู้จะมีคุณค่าในตัวเบ็ดเสร็จ
3 มิย.2556