อนันต์ มีชัย. (2556). การศึกษาลายซุงลายลำเพลินของกลุ่มวัฒนธรรมลำเพลินแถบลุ่มแม่น้ำโขง
งานวิจัยเล่มนี้ เป็นงานวิจัยทางมานุษยดุริยางควิทยาโดยศึกษาวิจัย เรื่อง การศึกษาลายซุง ลายลำเพลินของกลุ่มวัฒนธรรมลำเพลินแถบลุ่มแม่น้ำโขง มีจุดมุ่งหมายของการวิจัย ดังนี้
1. เพื่อศึกษาประวัติการก่อตั้งคณะลำเพลินและประวัติหมอซุงในคณะลำเพลินของกลุ่มวัฒนธรรมลำเพลินแถบลุ่มแม่น้ำโขง
2. เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานลายซุงลายลำเพลินของกลุ่มวัฒนธรรมลำเพลินแถบลุ่มแม่น้ำโขง
3. เพื่อศึกษาวิธีการดีดซุงลายลำเพลินของหมอซุงของกลุ่มวัฒนธรรมลำเพลินแถบลุ่มแม่น้ำโขง
ผลการศึกษา พบว่า
กลุ่มวัฒนธรรมลำเพลินแถบลุ่มแม่น้ำโขง ประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือ กลุ่มวัฒนธรรม ลำเพลินในจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มวัฒนธรรมลำเพลินในจังหวัดอำนาจเจริญ และกลุ่มวัฒนธรรม ลำเพลินในจังหวัดยโสธรที่แยกตัวออกมาจังหวัดอุบลราชธานี คณะลำเพลินแถบลุ่มแม่น้ำโขง เริ่มก่อตั้งตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2500 โดยพัฒนามาจากหมอลำเรื่องต่อกลอนและหมอลำเวียง ในสมัยนั้นคณะลำเพลินที่มีชื่อเสียงในจังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ คณะ ส.สามัคคีศิลป์ ในจังหวัดยโสธร ได้แก่ คณะอีสานลำเพลิน คณะ ผ.รุ่งศิลป์ คณะฟ้าอีสาน คณะอัศวินดาวรุ่ง คณะ ส.เจริญรุ่งนิรันดร์ เป็นต้น ส่วนในจังหวัดอำนาจเจริญ ได้แก่ คณะลูกหนองหารรุ่งลำเพลิน คณะ ถ.บันเทิงศิลป์ และคณะหมอลำบ้านปลาค้าว ลำเพลินมีลักษณะทำนอง 2 รูปแบบ คือ ทำนองช้าหรือทำนองเกริ่น และทำนองเร็วเป็นทำนองลำเพลินที่สนุกสนานเร้าใจ มีซุง แคน กลอง ฉิ่งและฉาบ เป็นเครื่องดนตรีประกอบ โดยเฉพาะหมอซุงทำหน้าที่ดีดซุงประกอบสร้างสีสันให้กับการแสดงลำเพลิน ลายที่ดีดประกอบลำเพลิน คือ ลายลำเพลิน โดยพัฒนาวิธีการดีดจากการจำและนำมาดัดแปลงจนเกิดเป็นลายลำเพลินของตนเอง
ข้อมูลพื้นฐานของลายซุงลายลำเพลิน มีที่มาจากการฝึกฝนด้วยตนเองโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเพิ่มเติม มีอัตราจังหวะความเร็วปานกลาง ใช้วิธีการดีดโดยการสะบัดข้อมือเพื่อเน้นจังหวะหนักและเบา รูปแบบทำนองมีการเลื่อนไหลของตัวโน้ตขึ้นและการใช้โน้ตสอดแทรกเพื่อสร้างสีสันให้กับแนวทำนอง
วิธีการดีดซุงลายลำเพลินของหมอซุงแต่ละคนมีรูปแบบคล้ายคลึงกันทั้งท่าทางการจับซุง การจับไม้ดีด วิธีการสะบัดข้อดีดซุงลงและขึ้นเพื่อเน้นจังหวะ การใช้นิ้วกดสายส่วนใหญ่จะใช้นิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนาง การตั้งสายซุงจะตั้งสายที่ 1 ก่อนจากนั้นจึงตั้งสายที่ 2 และตั้งสายที่ 3 ให้มีระดับเสียงตรงกันกับสายที่ 2 ในขณะที่ดีดซุงลงและขึ้นพร้อมกันทั้งสามสายด้วยจังหวะที่ต่อเนื่องจะทำให้เกิดเสียงเสพหรือเสียงประสานไปในตัวเนื่องจากทำนองส่วนมากจะกดตำแหน่งเสียงที่สายที่ 1 และ 2 เท่านั้น