อชันตา ( Ajanta Caves)…. Unseen in India
“ แต่ก่อนเคยเชื่อว่า ใครมาอินเดียแล้วไม่ได้ไปดูทัชมาฮาล ก็เท่ากับไม่ได้มาอินเดียนั่นเอง นับแต่นี้ไป
ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า ใครมาอินเดียไม่ได้มาดูถ้ำอชันตา ก็เท่ากับไม่ได้มาอินเดีย
( โดยสารนาท ในหนังสือตามรอยบาทพระพุทธองค์) ”
ดิฉันเห็นด้วยกับคำกล่าวข้างบนนี้จริงๆค่ะ และนับว่าเป็นโชคดีของดิฉันมากเลยค่ะ ที่ดิฉันมีโอกาสได้ไปทัศนศึกษาในโครงการศึกษาดูงานพระพุทธศาสนาเพื่อสังคมในประเทศอินเดีย ณ ถ้ำอชันตา-เอลโลร่า แดนพุทธมรดกโลก ของนักศึกษาหลักสูตรปริญญาเอก สาขาวิชาพระพุทธศาสนา รุ่นที่1 ในช่วงวันที่ 25-29 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นโดยศูนย์บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น วันนี้ดิฉันจะพาทุกท่านไปเยี่ยมชมถ้ำอชันตาด้วยกันนะคะ
"คณะอาจารย์และนักศึกษาหลักสูตรปริญญาเอก สาขาวิชาพระพุทธศาสนา รุ่นที่1 ค่ะ"
อชันตา
ถ้ำมหัศจรรย์ที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น ( Ajanta man-made caves)
อชันตา หรือเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “ อชินฐาเลณี ” ( Ajintha Leni ) เป็นหมู่ถ้ำหินที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นด้วยการเจาะเข้าไปในภูเขาเพื่อใช้เป็นโบสถ์ วิหาร เจดีย์ หอสวดมนต์ และสังฆารามเป็นเสนาสนะที่พักอาศัยของพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก (Unesco)ในปีพ.ศ.2526(ค.ศ.1983) จนได้รับการยอมรับว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์แห่งหนึ่งของโลก ซึ่งอยู่ในประเทศอินเดีย


.......มาอินเดียคราวนี้เราก้อได้มาดูถ้ำอชันตาให้เห็นกะตาแล้ว...ยิ่งใหญ่ สวยงาม มหัศจรรย์สมคำร่ำลือจริงๆ….
อชันตาตั้งตามชื่อหมู่บ้านใกล้เคียง ผู้คนจึงเรียกถ้ำตามนามของหมู่บ้าน ถ้ำอชันตาตั้งอยู่บนเทือกเขาอินทิยาทรี ( Indiyadri) เมืองออรังคาบาด รัฐมหาราษฏร์ ลักษณะของภูเขายาวโค้งคล้ายรูปเกือกม้า มีแม่น้ำ “ วาฆูร่า” ( Vaghura) ไหลผ่านห่างจากเมืองออรังคาบาดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 108 กิโลเมตร จากมหาวีระโจก ( Mahavir Chowk) ที่เมืองออรังคบาดถึงที่จอดรถ ( Amenity Center ) 104 ก.ม. จากที่จอดรถไปถึงเชิงเขาอีก 4 ก.ม. ก่อนถึงถ้ำอชันตาจะไม่สามารถมองเห็นภูเขา แต่เมื่อแผ่นดินลาดต่ำลงจึงเริ่มมองเห็นภูเขา หรือหุบเขาชัดเจน ภูเขานี้เคยเป็นภูเขาไฟมาก่อน ดังจะเห็นได้จากบางถ้ำที่ขุดเจาะไม่เสร็จยังสามารถมองเห็นลาวาภูเขาไฟที่แข็งตัวบนผนังถ้ำได้อย่างชัดเจน


ถ้ำอชันตา (Ajanta Caves)ได้ชื่อว่าเป็นวัดถ้ำในพุทธศาสนาที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดในโลก เรื่องราวการสร้างวัดถ้ำของพระสงฆ์ก็ได้เริ่มต้นขึ้นที่นี่ตั้งแต่พุทธศักราช 350 ท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อนบนที่ราบสูงเดกกัน พระภิกษุในสมัยนั้นได้ค้นพบสถานที่ที่เหมาะสำหรับทำเป็นกุฏิเพื่ออยู่อย่างสันโดษ ห่างไกลผู้คนและทำให้ประวัติศาสตร์หน้าต่อมาของ ศาสนาพุทธ ในอินเดียได้ปรากฏขึ้นในหมู่ถ้ำบริเวณฝั่งตะวันตกของที่ราบสูงเดกกันนั่นเอง


พุทธศักราช 2362 จอห์น สมิธ นายทหารชาวอังกฤษได้ตามล่าเสือเข้ามาถึงยอดเขาแห่งหนึ่งบริเวณหมู่บ้านอชันตา ใกล้เมืองออรังคบาด ขณะที่เขามองไปที่หน้าผาหินฝั่งตรงข้ามซึ่งปกคลุมไปด้วยต้นไม้หนาทึบ ก็ได้สังเกตเห็นสิ่งหนึ่งที่มีรูปร่างแปลกไปจากลักษณะหน้าผาหินธรรมชาติในบริเวณนั้น สิ่งนั้นดูคล้ายกับส่วนโค้งของสิ่งก่อสร้างที่มนุษย์ทำขึ้น ด้วยความแปลกใจ จอห์น สมิธ จึงปีนหน้าผาลงไปสำรวจ และเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าบริเวณนั้นมีวัดถ้ำเป็นจำนวนมากซ่อนตัวอยู่ในหน้าผาท่ามกลางป่ารกแห่งนั้น


ถ้ำเหล่านี้ถูกเจาะลึกเข้าไปในภูเขาเพื่อสร้างเป็นวัด มีวิหารขนาดใหญ่ภายในเต็มไปด้วยงานแกะสลักหิน เป็นเจดีย์ เป็นพระพุทธรูป เป็นเรื่องราวต่างๆ ในพุทธประวัติและชาดกเต็มไปหมด ส่วนสิ่งที่เขามองเห็นแต่ไกลนั้นก็คือส่วนโค้งของประตูถ้ำขนาดมหึมาแห่งหนึ่งที่โผล่พ้นยอดไม้ออกมานั่นเอง และที่น่าตื่นเต้นที่สุดก็คือ ถ้ำเหล่านี้ซุกซ่อนตัวอยู่ที่นี่มานานถึงกว่า 1,500 ปีแล้วโดยไม่ถูกรุกล้ำนับจากวันที่ถูกทิ้งร้าง
ถ้ำอชันตา ตั้งอยู่บนไหล่เขาสหทรี สูงขึ้นไปจากเชิงเขาประมาณ 76 เมตร ซึ่งสูงกว่าถ้ำเอลโลร่าที่อยู่ติดกับเชิงเขา ต้องเดินไต่บันไดขึ้นไปหรือไม่ก็นั่งเสลี่ยงหามขึ้นไป แล้วจึงเดินตามไหล่เขาประมาณ 1 ก.ม.


ขอศึกษารายละเอียดก่อนขึ้นสักนิดนะจ๊ะ...และถ้าขึ้นไม่ไหวก้อสามารถใช้บริการนั่งเสลี่ยงหาบขึ้นชมถ้ำได้จ้า....
การค้นพบหมู่ถ้ำอชันตาในครั้งนั้นทำให้โลกต้องตื่นตะลึงกับความมหัศจรรย์ของศิลปะวัดถ้ำที่ไม่มีใครเคยเห็นหรือรู้เรื่องมาก่อน ขณะเดียวกันก็ทำให้นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวของ ศาสนาพุทธ ในอินเดียได้อย่างชัดเจนเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ด้วยการศึกษาจากภาพแกะสลักหินภายในถ้ำที่ยังคงอยู่อย่างยืนยง ไม่ผุกร่อนพังทลายไปเหมือนพุทธสถานอื่นๆ เพราะทุกอย่างที่นี่สลักขึ้นจากภูเขาทั้งลูก

…ถึงจะต้องเดินขึ้นเขาเหนื่อยแค่ไหน...ทุกคนก้อมีความสุขมากๆค่ะ...
ถ้ำเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่ของสงฆ์ เป็นวัด เป็นวิหาร โดยใช้วิธีเจาะภูเขาทั้งลูกเข้าไป บางถ้ำมีถึงสามชั้น มีทางเดินเชื่อมถึงกันตลอด ถ้ำที่ก่อสร้างในยุคแรกๆ เป็นวัดถ้ำของพุทธฝ่ายเถรวาท พระสงฆ์ในยุคนั้นได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยอย่างเรียบง่าย โดยเจาะหินเข้าไปเป็นห้องโถงเปิดโล่ง ใช้เป็นที่นั่งสนทนาธรรม ส่วนผนังทั้งสามด้านก็สกัดหิน เจาะเข้าไปเป็นห้องนอน ภายในมีเตียงหินห้องละสองหลัง

…ผู้คนมากมายหลายเชื้อชาติ มีทุกเพศทุกวัย ..แต่ทุกคนมาด้วยใจและความศรัทธาจริงๆค่ะ ...
อารามแต่ละแห่งอาจมีพระสงฆ์อาศัยอยู่รวมกันตั้งแต่ 2 รูปจนถึง 20 รูป วัดถ้ำบางแห่งยังมีร่องรอยให้เห็นว่ายังสร้างไม่เสร็จ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า พระสงฆ์จะใช้วิธีสร้างไปอยู่อาศัยไป พอมีกำลังทรัพย์ที่ชาวบ้านบริจาคมาจึงจะก่อสร้างเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ

…เดิน เดิน แล้วก้อเดิน เหนื่อยก้อหยุดพักจ้า ....
วัดของพุทธฝ่ายเถรวาทหลายถ้ำสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นห้องบูชาด้วย ฝีมือการแกะสลักของช่างในยุคนั้น พวกเขาได้สกัดหินจากด้านนอกเข้าไปและสกัดจากเพดานถ้ำลงมา จนได้ห้องโถงขนาดใหญ่ มีระเบียงทางเดินอยู่ด้านข้าง มีเจดีย์อยู่ปลายสุดของห้อง

Unseen in India
การสร้างเจดีย์ไว้เพื่อสักการบูชาแทนองค์พระพุทธเจ้าเป็นธรรมเนียมเดียวกับการสร้างพระสถูปเจดีย์ที่สืบทอดมาจากชาวพุทธทางอินเดียตอนเหนือนั่นเอง ถ้ำอชันตาในยุคแรกจึงยังไม่มีการแกะสลักพระพุทธรูปให้เห็น

สวยงาม...เกินบรรยาย


........... ไหว้สวยงามแบบไทยจ้า ....
.... คอยติดตามเรื่องราวดีีๆต่อไปใน อชันตา ( Ajanta Caves)…. Unseen in India ( Part II ) นะคะ....
<p>
</p>
เป็นบันทึกที่น่าสนใจเรียนรู้นะครับผม
น่าไปศึกษาจังเลยค่ะ
ขอบคุณเรื่องเล่าบันทึกนี้