ต่อจากนี้เป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้  ท้าพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องจริง  ที่เป็นประสบการณ์  นำมาเล่า  หวังว่าจะเป็นเรื่องที่จูงใจให้คนทำความดี

เรื่องมันผ่านมา 10 กว่าปีแล้ว  แต่ก็เป็นเรื่องที่ดีเป็นประวัติแก่ครอบครัวของเรา

คืนหนึ่ง  คุณสมนึก กุ่ยกระโทก  พ่อบ้านของครูอ้อย  ทำงานรถไฟแขวงจังหวัดนครราชสีมา  เข้าเวรในคืนนั้น   ในขณะที่เดินทางกลับบ้าน(รถมอเตอร์ไซค์)  มืดแล้ว  เขาเล่าว่า  ขี่รถไปเห็นรถยนต์คันหนึ่งกลางเก่ากลางใหม่จอดอยู่  และมีผู้ชายคนหนึ่ง  ยืนเก้เก้กังกัง  ไม่รู้จะทำอะไรดี   คุณสมนึกจอดรถแต่ยังไม่ดับเครื่องยนต์ถามว่า

" รถเป็นอะไรครับ"

" ยางแตกครับ "

" มียางอะไหล่ไหมครั้บ   มีเครื่องมือไหมครับ "

มีรถ  แต่ไม่มีเครื่องมือ  คุณสมนึกก็เลยบอกเขาคนนั้นว่า  รอตรงนี้นะครับเดี๋ยวผมมา  แล้วคุณสมนึกก็ไปหาเพื่อนที่มีรถยนต์  ขอยืมอะไรต่ออะไรมา  จากนั้นก็จัดการรถจนสำเร็จ  ต่างคนต่างกลับบ้านได้อย่างสวัสดิภาพ  ก่อนจากกันก็บอกชื่อเสียงเรียงนามกันและกัน  ถ้าเป็นสมัยนี้คงบอกหมายเลขโทรศัพท์  เมมกันเลย

จากนั้นมาหลายปี  ประมาณ  พ.ศ.2534  ถ้าจำไม่ผิด

ลูกสาวคนที่สองของครูอ้อย  ต้องสอบเข้าชั้น ม.1  ด้วยโควต้าใกล้บ้าน  โดยมรกติกาว่าจะต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านคุณตา หรือคุณปู่  ถ้าไม่ใช่พ่อแม่  ลูกอยู่ในเกณฑ์มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านคุณปู่  แต่จบจากโรงเรียนในกรุงเทพฯ  ใส่กระโปรงแดง  แปลกจากคนอื่น  ครูที่รับสมัครก็ไม่รับลูกครูอ้อยด้วยเหตุผลนั้นๆ

คุณสมนึก  นึกออกสมชื่อ  ว่าครูที่คุณสมนึกสอนอยู่ที่นี่  คุณสมนึกบากหน้าไปหา  ท่านเป็นครูที่สอนดนตรี  พบด้วยค่ะ  ท่านรีบรุดมาช่วยพูดจนลูกสาวได้เรียนที่นี่  โรงเรียนสุรนารี  และได้อยู่ในวงดุริยางของโรงเรียน  ได้เดินทางไปประกวดดนตรีชนะเลิศที่ประเทศเกาหลี  และฝรั่งเศส

นอกจากนั้น  3 ปีต่อมา  ลูกสาวได้ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯตามแม่อ้อย  มาอยู่ที่โรงเรียนมัธยมสังคีตดอนเมือง  เรียนอยู่ได้ 1 เทอม  โรงเรียนได้เชิญอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมาสอนที่นี่ 1 ภาคเรียน

อาจารย์คนนั้น  ก็คือ ท่านอาจารย์.........อีกครั้ง

ลูกสาวครูอ้อยได้รับคัดเลือกไปร่วมคณะวงดุริยางค์หลายครั้งหลายหน  และทุกปีเราพบกัน  กินข้าวด้วยกันค่ะ

สรุปได้หรือยังคะว่า 

ความดี...ตอบแทนด้วย...ความดี