542. ค้นหาพลังสร้างสรรค์ (Theory U ตอนที่ 1)


ผมอยู่ในแวดวงการทำ OD และการศึกษาในแบบ MBA มาสิบปี เห็นผู้คน วิธีคิด ทฤษฎี ความสำเร็จ ความล้มเหลวมามากมาย วันนี้อยากพูดถึงเรื่องหนึ่ง เป็นทฤษฎีที่น่าสนใจทีเดียว นั่นคือ Theory U ของศาสตราจารย์อ๊อตโต้ ชามเมอร์ ศาสตราจารย์ด้าน OD แห่ง MIT สหรัฐอเมริกา

อาจารย์พูดในบทนำที่ท่านตั้งชื่อไว้ว่า “จุดบอด (Blind Spot ไบลน์ สป๊อต) ไว้อย่างน่าสนใจว่า การศึกษาในโลกนี้แบ่งออกเป็นสามประเภท อุปมาอุปไมยได้กับงานศิลปะ 

                      

แบบแรก เน้นที่การศึกษาา “ผลิตผล” ของกระบวนการสร้างสรรค์ นั่นคือ ภาพวาด ตรงนี้เราอาจศึกษาผลงานของใครเป็นแบบไหน ใครขายดี ขายได้ราคาแพงขนาดไหน ใครเป็นคนสร้าง ใช้เทคนิคอะไร

แบบที่สอง เน้นที่การศึกษา “กระบวนการสร้างสรรค์” งานศิลปะ ตรงนี้เป็นกระบวนการศึกษาวิธีการ เทคนิกของศิลปิน วิธีการสร้างแรงบันดาลใจข วิธีการลงเส้น การละเลงสี

แบบที่สาม เน้นที่การศึกษา "แรงจูงใจ หรือแรงผลักดันของศิลปิน” ที่กำลังยืนอยู่หน้าผ้าใบ

ตรงนี้เป็นการศึกษาถึงแรงจูงใจ แรงกดดัน แรงบันดาลใจทั้งด้านลบ และด้านบวก ซึ่งอาจารย์เรียกว่า “แหล่งที่มาของความคิดสร้างสรรรค์ (Source of Innovation)

พูดง่ายๆคือ เราจะศึกษา งานศิลป์ “หลังจาก” ที่มันถูกสร้างขึ้น หรือ ศึกษางานศิลป์ระหว่างที่มัน “กำลังถูกสร้างสรรค์ขึ้น” หรือ “ก่อนที่กระบวนการสร้างสรรค์กำลังจะเกิดขึ้น”

การศึกษาด้านบริหารธุรกิจในปัจจุบันอยู่ที่แบบแรก และแบบที่สองมากที่สุดครับ แบบที่สามนี่แทบไม่มีในหลักสูตร ซึ่งถ้าเราไม่ศึกษา อาจทำให้เราหลงทำอะไรที่เราไม่เคยตรวจสอบ ว่าต้นคิด มีแรงจูงใจอะไร ที่ตัวเขาเองก็อาจไม่เคยตรวจสอบ และถ้าไม่ตรวจสอบก็อาจตกยุคหรือเกิดความหายนะขึ้นมาได้ ในทางกลับกัน ถ้าเราศึกษา Source of Innovation นี้เราจะสามารถค้นพบเบื้องหลังความคิดนี้ แล้วเราอาจยกระดับทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดการสร้างสรรค์ร่วมกัน และทำงานร่วมกันด้วย  ตรงนี้แหละที่ศาสตราจารย์อ๊อตโต้ บอกว่าการศึกษา Source of Innovation จะทำให้เราค้บพบอะไรบางอย่าง ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน การสร้างผลงาน ที่เกิดจากความรู้ และแรงจูงใจเดิมๆ ที่อาจพิกลพิการ แต่ไม่มีใครตรวจสอบ ทำให้เราก้าวสู่อนาคต เราจะเห็นอนาคตปรากฏขึ้นต่อนหน้าต่อตา (Emerging Future) แล้วเราจะต่อยอดทำอะไรได้อีกมาก

วิธีการศึกษา Source of Innovation ทำโดยใช้ Theory U ที่เริ่มจากการไม่ตัดสิน การห้อยแขวน แล้วสังเกตดู เราจะพบอะไรที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวต่างๆ แล้วเราจะสามารถค้นหาวิสัยทัศน์ แล้วสร้างสรรค์ร่วมกันได้ในที่สุด 

ตามที่ผมเรียนรู้และ ทำมาเราต้องผสมผสาน Dialogue เข้าไปในขั้นตอนที่เราจะไม่ตัดสินกันครับ จะช่วยได้มากๆ 

เช่นพอทำ Dialogue ด้วยการฟังแบบไม่ตัดสินกัน  ฟังมากๆ เจออะไนครับ  เช่นลูกศิษย์ผม นั่งคุยกันแบบ Dialogue สองคนอยู่ต่างแผนกกัน พอคุยกัน ปรากฏว่าพึ่งค้นพบว่าอีกฝ่ายเป็นโรคหัวใจทั้งที่เป็นสุภาพสตรีอายุยังน้อย ดูประวัติก็คือมาจากภาคใต้ บ้านยากจน ตื่นเช้า นอนดึกมาจนโต ใช้ชีวิตลำบากมาตลอด ส่วนอีกคนมีคุณพ่อที่เป็นโรคหัวใจ ที่พึ่งเสียไป ที่เขาก็ดูแลท่านมาตลอด พอมานั่งคุยกัน จากความรู้สึกว่า อีกคนก็เหมือนคนทั่วไป พอฟังแล้วไม่ตัดสิน ก็ทำให้เข้าถึง The Source of Innovation นั่นคือจุดล่างสุดของ Theory U หรือจุด Presencing (พรีเซ๊นส์ซิ่ง)... ทั้งสองค้นพบแล้วว่าจะทำอะไรร่วมกัน จะดูแลกัน... ต่อไปการทำงานในองค์กรจะราบรื่นขึ้นแน่นอน

อีกคนนั่งคุยกับหัวหน้า เห็นเลยว่าที่หัวหน้าที่ขึ้นชื่อว่่าเฮี๊ยบมากๆ เข้มงวดกับลูกน้องมากๆ.. เขาบอกเลยว่า ค้นพบ Source of Innovation แล้ว นั่นคือ หัวหน้าเขาต้องรับผิดชอบมากนั่นเอง และการละเลยรายละเอียดอาจนำมาซึ่งความหายนะของแผนกได้.. เรื่องนี้นำมาสู่ความร่วมมือกันทำงาน มีการออกแบบปรับปรุงกระบวนการทำงานใหม่

บริษัทหนึ่งทะเลาะกันกับลูกค้ามานาน ชนิดไม่เผาผีกัน พอไปฟังลูกค้าแบบไม่ตัดสิน ก็ไปเจอ Source of Innovation (ทำไม๊ ถึงได้คิดวิธีการทำลายกัน ทะเลาะกันได้อย่างนี้) ก็ไปเจอว่าด้วยกระบวนการรายงานหลายต่อ ทำให้ทุกเช้าเวลาประชุมร่วมกับผู้บริหารคนอื่น เขามักรู้ปัญหาในแผนกตนเองที่หลังคนอื่นเสมอ ไม่แปลกที่เขาต้องมาลงกับผู้รับเหมา ที่เขาดูแลอยู่ นั่นคือลูกศิษย์ผมเอง เมื่อรู้แล้ว เลยเข้าไปคุยกับผู้บริหารของทั้งสองฝ่าย หาทางตัดขั้นตอนการรายงานตามสายบังคับบัญชาที่ไม่จำเป็นออก ตอนนี้ “พวกเรากลายเป็นพาทเนอร์กันไปแล้ว โทรไปหาเขาตี 2 ลูกค้ารีบตื่นมารับสายอย่างดีใจ แล้วรีบประสานงานให้” เขาไม่ต้องเสียหน้าในตอนเช้าอีกต่อไป เพราะเขารู้ปัญหาเป็นคนแรก

มีคนมาถามผมว่า เขาเป็นผู้จัดการ Fitness ชื่อดังแห่งหนึ่ง มีลูกน้องที่ย้ายงานมาจากสองบริษัทยักษ์ ที่มีวัฒนธรรมการทำงานไม่เหมือนกัน ถ้ามาจากที่หนึ่งจะบริการลูกค้าตลอดไม่มีเงื่อนไข แต่ถ้ามาอีกทีหนึ่งจะบริการสองสามครั้ง ถ้าลูกค้าไม่ซื้อสมาชิก ก็จะเลิกบริการ นี่แหละครับ เขาถามว่าจะเปลี่ยนอย่างไร ผมว่าตรงนี้น่าจะใช้ Theory U และ Dialogue ดูครับ ลองดูว่า Source of Innovation (ที่สร้างสรรค์ หรือทำลาย) ของทั้งสองฝ่ายมาจากอะไร ลองจับสองฝ่ายคุยกัน ทั้งพนักงานทั้งผู้บริหาร แล้วเราอาจหา Source of Inovation เจอ

และที่ท่านพูดว่า Blind Spot หรือจุดบอด นี่น่าสนใจมากๆ คือว่า ถ้าเราสนใจเพียงแค่ตัวงานศิลป์ และวิธีการสร้างสรรค์ เรากำลังตาบอดอยู่ครับ เราไม่ได้สนใจเลยว่าที่มาของมันคืออะไร สิ่งที่ดีอยู่อาจไม่ได้ดีจริงๆก็ได้ อาจมาจากคนโรคจิตก็ได้ หรืออาจมาจากคนที่เพียงทำไปเพราะรู้สึกโดนจริตตัวเองเท่านั้น มันจะถูกไม่ถูกไม่ได้สนใจ ... ถ้าเราไม่สนใจที่มา เราอาจอยู่ในมุมมืด อยู่ในจุดบอดไปนานครับ 

ในมุมมองของผมการทำ Dialouge และจากนั้นใช้ Theory U อธิบาย มักจะทำให้คนเราค้นพบ แรงจูงใจ ที่มาของพฤติกรรม การกระทำของตนเอง รวมทั้งเข้าใจที่สิ่งเหล่านี้ของคนอื่นด้วย เมื่อเข้าใจก็มักจะเกิดการปลดปล่อยความเชื่อ ความรู้เดิมออกไปแล้ว สร้างสรรค์ความคิดใหม่ขึ้นมา พูดง่ายๆ เป็นปฏิบัติการที่ทำให้ “คลายความยึดมั่นถือมันลง” แล้ว “ปัญญาใหม่” ที่มีโอกาสสูงที่จะไปสู่การปฏิบัติอย่างสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นมาเอง จนนำมาสู่ “อนาคตที่ดีกว่า สร้างสรรค์กว่า” ได้ไม่ยากมากนัก

วันนี้เป็นตอนแรก เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูเอาเองนะครับ

อ้างอิง

หนังสือ  Theory U

Credit ภาพ 

รูปแรก

http://www.aliexpress.com/products/chinese-painting-artists.html


หมายเลขบันทึก: 536061เขียนเมื่อ 15 พฤษภาคม 2013 14:53 น. ()แก้ไขเมื่อ 15 พฤษภาคม 2013 16:21 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (7)

เข้ามาเรียนรู้

ได้ความรู้

และสามารถทำได้เลย

ผลอีกเรื่องหนึ่ง

ขอบคุณครับอาจารย์

หลังอ่านบันทึกนี้จบ ผมตั้งใจจะเดินไปหาเพื่อนหัวหน้าอีกแผนกหนึ่ง ที่หลังๆมานี้รู้สึกจะไม่ได้เอาปัญหาที่แท้จริงไปนั่งคุยกัน

การฟังคือประตูบานแรกของความเข้าใจนะคะ ขอบคุณมากค่ะ

เห็นด้วยอย่างยิ่ง คะ  ปัจจุบันเราฟังกัน อย่างตั้งใจน้อยลง ส่วนใหญ่ แค่ได้ยิน คะ (hear not listening)  

"ไม่ว่าง"

"งานยุ่ง"

"แค่นี้ปัญหาก็มากพอแล้ว"

........ หลายๆ เหตุผล ที่ทำให้คน "ฟัง" กันน้อยลง "เข้าใจ" กันน้อยลง

ทุกคนต่างมองที่ตัวเอง ไม่มองอยางรอบด้าน

และแล้ว..........เรื่องนี้ ก็ยังคง เป็นปัญหากันต่อไป และคิดว่าเกิดกับทุกองค์กร


ปล.ตอนตอบกระทู้นี้ จิตด้านไม่ดีทำงานค่ะ อคติมาแรงมากค่ะ อย่าถือสานะคะ :)


เบืื้องหน้าที่น่าสนใจ เบื้องหลังน่าสนใจกว่า 

เรียนอาจารย์ มาตามรอยตั้งแต่ตอนที่ 1 แล้วขออนุญาติ ก็อปปริ้น ไปเรียนรู้อย่างพิจารนาทำความเข้าใจในทางลึก

ด้วย "สวสยสย"ต้องทบหลายๆครั้ง

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี