สะบายดี เป็นคำกล่าวทักทายของประเทศลาวเป็นคำที่ดีมีความหมาย ที่อยู่ในประเทศอาเซียน

****เพื่อนๆเคยไหม ที่จะไปเที่ยวตลาดสามชุก ปลุกความหลังสร้างคุณค่าใหม่ ของตลาดร้อยปีสามชุก ที่ทุกท่านอาจเคยไปรึไม่เคยไป....




 ตลาดสามชุกตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสุพรรณบุรี เคยเป็นตลาดสำคัญในการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าในอดีตราว 100 กว่าปีก่อน แต่เมื่อมีการตัดถนน มีการจราจรทางบุกที่เข้ามาแทนที่การสัญจรทางน้ำ ผู้คนก็หันหลังให้กับแม่น้ำท่าจีน
 ความสำคัญของตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าริมน้ำเริ่มลดลงไปเรื่อยๆ บรรยากาศการค้าขายในตลาดเริ่มซบเซา และยิ่งเมื่อต้องแข่งขันกับห้างสรรพสินค้า ขนาดยักษ์และตลาดนัดอื่นๆที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ตลาดสามชุกจำต้องหาทาง “ปรับเพื่ออยู่รอด”
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อราชพัสดุ เจ้าของที่ดินที่ชาวบ้านเช่าทำกินมายาวนาน เกิดดำริจะรื้อตลาดเก่าเพื่อสร้างเป็นตึกใหม่ ทำให้ครูอาจารย์และชาวบ้านในตลาดกลุ่มหนึ่ง (ที่ยังมองเห็นคุณค่าของตลาดเก่า) รวมตัวขึ้นเป็นคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ ระดมความคิดหาทางรักษาตลาดและที่อยู่ของตนไว้ นี่คือที่มาของกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ “เที่ยวตลาดสามชุก ตลาดมีชีวิต พิพิธภัณฑ์มีชีวา” ที่หวังใช้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเป็นเครื่องมืออนุรักษ์และพัฒนาชุมชน พวกเรารู้จักกับตลาดสามชุกได้ก็ด้วยเหตุนี้</code></pre>บรรยากาศ

เดิมเดิมอาคารไม้เก่าแก่ในตลาดที่สร้าง เป็นแนวฉากกับแม่น้ำบอกชัดถึงลักษณะของตลาดจีนโบราณ ที่นี่เป็นชุมชนชาวไทย-จีน- มอญ ที่ยังคงอยู่มาจนปัจจุบัน ลวดลายฉลุไม้ที่เรียกว่าลายขนมปังขิง (เท่าที่ศึกษามา มีอยูู่ถึง 19 ลาย) คือศิลปะตกแต่งอาคารไม้โบราณที่หาดูได้ยากแล้วในปัจจุบัน หากไม่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ ก็คงสูญหายไปสักวันเช่นเดียวกับศิลปะในชุมชนโบราณอื่นๆ นอกเหนือจากสถาปัตยกรรม อาคารไม้โบราณที่เห็นได้ทั่วไปตลอดทางเดิน บรรยากาศการค้าในตลาดนี้ก็ยังคงรักษาวิถีดั้งเดิมเช่นในอดีตไว้ ไม่ว่าจะเป็นอัธยาศัยไมตรีของพ่อค้าแม่ค้า ข้าวของเครื่องใช้ ของเล่นต่างๆ ขนมและอาหารหน้าตาแปลกที่หาบริโภคไม่ค่อยได้แล้วในชุมชนที่พัฒนาใหม่ เดินปราดเดียวก็สัมผัสได้ว่าสามชุกไม่ใช่การจำลองความเก่าเพื่อให้ผู้ชมได้ ตื่นเต้นชั่วครั้งชั่วคราว สิ่งที่เห็นนั้นมันอยู่ ณ ตรงนี้มานานแล้วนับแต่อดีตได้ยินว่าถ้ามาเที่ยววันเสาร์-อาทิตย์ ที่ตลาดจะมีมัคคุเทศก์น้อย (เด็กนักเรียน) ทำหน้าที่ให้ข้อมูล และพานักท่องเที่ยวเดินชมตลาดด้วย เป็นความกลมกลืนระหว่างการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมและคุณค่าชุมชนเก่าที่ควบคู่ ไปกับการท่องเที่ยวสมัยใหม่ เด็กชาวบ้านได้ค่าขนมจากการทำงานพิเศษในขณะเดียวกันก็ซึมทราบจิตสำนึกดีต่อ ชุมชนบ้านเกิดไปด้วย (เมื่อผู้มาเยือนให้ความชื่นชม เจ้าบ้านย่อมภาคภูมิใจเป็นธรรมดา) คิดและทำอย่างนี้ได้ก็น่าจะอยู่ด้วยกันต่อไปได้แบบยั่งยืน ไม่ต้องบีบให้คนท้องที่ออกจากชุมชน เหมือนกับงานอนุรักษ์ย่านเก่าบางแห่งในกรุงเทพแต่บางอย่างไม่เหมือนเดิม

ถ้าท่านทุกคนได้มีโอกาสไปเยี่ยมหรืไปเทียวตลาดสามชุกในวันธรรมดาที่นักท่องเที่ยวน้อยๆ และมีโอกาสพูดคุยกับคนในตลาดถึงเรื่องราวต่างๆที่เกินไปกว่า “อันนี้มีกี่สีกี่แบบ ราคาเท่าไหร่” ทุกท่านจะรู้ได้ว่าตลาดอนุรักษ์อายุ 100 ปี แห่งนี้ ก็ไม่ใช่จะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ถูกที่ว่าสถาปัตยกรรมเก่ายังคงอยู่ แต่วิถีชีวิต (ลึกๆ) ของคนเรานั้น ยากที่จะคงอยู่อย่างเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปในตลาดสามชุกคือสิ่งที่นักท่องเที่ยวไม่มีวันมองเห็น แต่เราเป็นคนไทยอาจจะมองเห็นได้มากกว่าเพราะมันเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าที่เราหรืือท่านจะมานั่งนึกคิดเอง......เป็นความประทับใจมากๆๆๆ