สร้างะระบบและกลไกในการเพาะบ่มเรื่อง "จิตสาธารณะ" แก่นิสิต และเยาวชนในหมู่บ้านในการที่จะร่วมไม้ร่วมมือช่วยกันพัฒนาท้องถิ่นและชุมชนขามเรียงให้เป็นพื้นที่ต้นแบบของการอยู่ร่วมระหว่าง "มหาวิทยาลัยกับชุมชน"

ผมใช้เวลาร่วมสิบปีเลยทีเดียวกับการเพียรพยายามนำพาเรื่อง “กิจกรรมนิสิต” ของมหาวิทยาลัยมหาสารคามได้มี “สถานะ” มากกว่าการเป็น “กิจกรรมนอกชั้นเรียน,กิจกรรมเสริมหลักสูตร”  โดยมุ่งที่จะสื่อสะท้อนให้เห็นว่ากิจกรรมนิสิตมีความสำคัญอย่างมหาศาล  ไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่อยากให้เป็น “ทางหลัก” หรือถนนสายหลักอีกสายหนึ่งที่มหาวิทยาลัยต้องให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า “กิจกรรมในชั้นเรียน” หรือ “กิจกรรมในหลักสูตร”  ที่เกี่ยวโยงกับวิชาที่เรียนในหลักสูตรนั้นๆ


ด้วยเหตุนี้  ในมุมคิดของผม  กิจกรรมนิสิตจึงถือเป็นทั้ง “ระบบและกลไก” ที่ขาดไม่ได้ในกระบวนการพัฒนาศักยภาพนิสิตให้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ  ด้วยการวางรากฐาน หรือไต่บันไดขั้นแรกในระบบของการเป็นบัณฑิตที่พึงประสงค์ของมหาวิทยาลัยฯ เสียก่อน





ความคิดและความตั้งใจที่ว่านั้นปรากฏมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่การผลักดันให้มีทรานสคริปกิจกรรม,ทุนการศึกษาสำหรับผู้สร้างชื่อเสียงด้านกีฬาและศิลปวัฒนธรรม,ยุทธศาสตร์ว่าด้วยการพัฒนานิสิต,การประกาศวาระการบริการวิชาการในมิติกิจกรรมนิสิต,การสร้างหลักสูตรวิชา “พัฒนานิสิต” , การใช้กระบวนการจัดการความรู้มาขับเคลื่อนระบบกิจกรรม,การนำกิจกรรมนิสิตออกสู่ชุมชน,  การจัดทำจดหมายข่าวรายปักษ์เผยแพร่ทั่วประเทศ,  การจัดเวทีพบปะนักข่าว, การค้นหามุมความสุขเล็กๆ ของชาว มมส ผ่านภาพถ่าย เรื่องเล่า หนังสั้น ฯลฯ  จนก่อเกิดเป็นวาทกรรม หรือโครงการต่างๆ ในถนนสายกิจกรรมนิสิตอยู่หลายวาทกรรม เช่น


·  เพราะมหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
· ลมหายใจปัญญาชนคนชาวค่าย
· ใจนำพา ศรัทธานำทาง
· จดหมายจากมหาวิทยาลัยถึงคนไกลที่อยู่ทางบ้าน
· มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน
· หนึ่งคณะ หนึ่งหมู่บ้าน
· หนึ่งชมรม หนึ่งชุมชน
· นวัตกรรมความคิดนิสิต มมส
· ไม่มีที่ใดปราศจากเรื่องเล่า
· เรื่องเล่าชาวค่าย  ฯลฯ





ครับ-หลายๆ เรื่องผมสามารถขับเคลื่อนได้อย่างลุล่วง บางเรื่องอาจยังไม่บรรลุซึ่งเป้าหมายดังใจหวัง  แต่ก็ไม่ถึงกลับพ่ายพับล้มแล้วอย่างสิ้นเชิง เพราะยังเป็นเสมือนการโยนหินถามทางและยังต้องใช้เวลาอีกมากโขในการทำความเข้าใจกับ “มวลชน”  หรือแม้แต่การสร้างกลุ่มคนให้เกิดความเข้าใจและตระหนักถึงสิ่งเหล่านั้นร่วมกันอย่างมีส่วนร่วมตั้งแต่ “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ”


หากแต่วันนี้เรื่องราวความฝันบางเรื่องได้ผลิบานอย่างเป็นรูปธรรม  นั่นก็คือการยกฐานะของกิจกรรมนิสิตสู่การเป็นงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น  อันเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหาสารคามและ สกว.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นในชื่อโครงการวิจัยที่ว่า “รูปแบบและกลไกการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของนิสิตและชุมชน”





ครับ, นั่นคือผลพวงของการเดินทางในรอบปีที่ผ่านมา กล่าวคือในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ผมแทบจะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการงานในต้นสังกัดคือกองกิจการนิสิตมากนัก  เพราะต้องรับผิดชอบภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยในด้านการบริการวิชาการแก่สังคมในมิติของ “หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน” พร้อมๆ กับการเชื่อมโยงกระบวนการที่ใช้ในการพัฒนานิสิตสู่การขับเคลื่อนหลักหลักสูตรหนึ่งชุมชนอย่างเนียนๆ รวมถึงผลักดันให้เกิดการจัดสรรงบประมาณหนุนเสริมกลับคืนสู่นิสิต เพื่อให้นิสิตได้เรียนรู้ชุมชน (เรียนร็คู่บริการ)  ในโครงการ “หนึ่งชมรมหนึ่งชุมชน” 


เดิมผมตั้งใจที่จะพิสูจน์ให้ผู้คนในแวดวงได้เห็นและประจักษ์ว่า  (1)  กระบวนการที่ผมใช้พัฒนานิสิตนั้น ไม่ใช่เรื่องหลงทิศหลงทาง  ไม่ใช่เรื่องไร้แก่นสารในทางทฤษฎีและกระบวนยุทธ  หากแต่เป็นเรื่องที่ใช้กันอย่างถ้วนทั่วในระบบของการทำงาน ทั้งในระบบการวิจัย การบริการวิชาการ หรือแม้แต่การจัดกระบวนเรียนรู้กับชุมชน ฯลฯ (2)  กิจกรรมนิสิต คืออีกหนึ่งหัวใจหลักของการนำพามหาวิทยาลัยไปสู่ชุมชน และชุมชนคืออีกหนึ่งห้องเรียนที่มหาวิทยาลัยควรต้องหันกลับไปปั้นแต่งร่วมกับชุมชน


 


ครั้นพอครบขวบปี  ความมุ่งมั่นข้างต้นได้รับการพิสูจน์ด้วยตัวของมันเองว่า “เป็นเช่นนั้นจริงๆ”  ถึงแม้รายละเอียดปลีกย่อยจะยังไม่บรรลุเป้าเสียทั้งหมด แต่นั่นก็เป็นภาพสะท้อนที่สื่อให้เห็นว่า  ทั้งหลายทั้งปวงคือการเดินทางที่ไม่ได้หลงทิศหลงทาง หากแต่เป็นเส้นทางที่ถูกต้อง  รอเวลาเพียงประชาคม มมส  ต้องปรับแต่งทัศนคติและร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับการงานเหล่านั้นอย่างจริงๆ จังๆ เท่านั้นเอง


แต่สำหรับผมแล้ว  กลับกลายรู้สึกว่าผมบรรลุซึ่งสิ่งที่ตนเองวาดหวังเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม  เป็นการบรรลุภายใต้ปัจจัยอันสำคัญคือ “ใจนำพา ศรัทธานำทาง”  ล้วนๆ ...


 

ล่าสุดผมได้รับโอกาสในการนำพากิจกรรมนิสิตสู่การเป็นงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น  เพื่อศึกษาในประเด็นอันสำคัญคือรูปแบบและกลไกของการจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของนิสิตกับชุมชน  โดยใช้วัฒนธรรมชุมชนขามเรียงเป็นฐานของการเรียนรู้


โครงการวิจัยดังกล่าว  ประกอบด้วยประเด็นการศึกษาสำคัญๆ คือ

·  สภาพปัญหา นโยบาย ระบบและกลไกการจัดกิจกรรมเรียนรู้ที่ผ่านมาระหว่างนิสิตและชุมชน เป็นอย่างไร
·  ปัจจัย เงื่อนไขของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของนิสิตและชุมชนเป็นอย่างไร
·  รูปแบบและกลไกที่เหมาะสมของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมของนิสิตกับชุมชนบนฐานวัฒนธรรมของชุมชนขามเรียงเป็นอย่างไร

ดยส่วนตัวผมคิดว่าผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้ น่าจะเกิดชุดบทเรียนที่ดีต่อการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน  ทั้งในมิติเชิงระบบ มิติเชิงประเด็น หรือแม้แต่มิติเชิงพื้นที่  ไม่ใช่ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ และมองว่าชุมชนเป็นแค่สนามประลองวิชาซ้ำแล้วซ้ำอีก  หรือแม้แต่ชุมชนเองก็มองว่ามหาวิทยาลัยสูงส่งจนยากต่อการแตะต้องสัมผัส ฯลฯ


 


แน่นอนครับ  การศึกษาวิจัยครั้งนี้  ผมใช้ขุนพลหลายภาคส่วนมาร่วมขับเคลื่อน  นับตั้งแต่นิสิต  เจ้าหน้าที่กองกิจการนิสิต  และชาวบ้านร่วม 30 คน พร้อมๆ กับการหนุนให้เกิดการรวมตัวของชาวบ้านเพื่อพัฒนาตนเองสู่การเป็น “นักวิจัยไทบ้าน” ในชื่อ “ฮักแพงเบิ่งแญงขามเรียง”  ซึ่งล้อมาจากประชาคมสารคาม “ฮักแพงเบิ่งแญงคนสารคาม” นั่นเอง


ล่าสุด  (10 พฤษภาคม 2556)  ผมได้เชิญคณะทีมวิจัยมาร่วมโสเหล่อย่างเป็นทางการกันอีกรอบ  โดยยึดที่ทำงานในมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ของการโสเหล่  ด้วยหมายใจว่าครั้งถัดไปจะใช้ชุมชนเป็น “ลานโสเหล่” หมุมเวียนไปตามหมู่บ้านต่างๆ ให้ถ้วนทั่ว




ในเวทีการโสเหล่นั้น  ผมเปิดตัวด้วยการให้แต่ละคนแนะนำตัวเองแบบง่ายๆ เช่น ชื่อจริง ชื่อเล่น  หมู่บ้านและเน้นถึงจุดเด่นของแต่ละคนที่สามารถนำมาใช้ขับเคลื่อนงานวิจัยในครั้งนี้  ซึ่งในช่วงที่แต่ละคนบอกเล่าตัวเองนั้น ผมก็พยายามสร้างบรรยากาศของการหยิกหยอกแต่ละคนไปเรื่อยๆ เพื่อก่อให้เกิดบรรยากาศของการสื่อสารสร้างสุขร่วมกัน –


ถัดจากนั้นก็ร่วมโสเหล่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมเป็นที่ตั้ง เช่น ชวนขบคิดเรื่องแบบฟอร์มประวัติทีมวิจัย  ร่วมเสนอแนะ
โลโก้ทีมวิจัยไทบ้าน  ร่วมออกแบบคณะทำงานแต่ละฝ่าย  ออกแบบประเด็นการเก็บข้อมูลเบื้องต้น ฯลฯ  นอกจากนั้นยังรวมถึงการชี้แจงถึง “ที่มาที่ไปของการวิจัย,วัตถุประสงค์,ขอบเขต,กระบวนการ”   รวมถึงการเชื่อมโยงให้เห็นถึงความคาดหวังส่วนตัวที่จะพัฒนานักวิจัยไทยบ้านกลุ่มนี้เป็น “วิทยากรกระบวนการ”  ไปพร้อมๆ กัน  

หรือแม้แต่การสร้างะระบบและกลไกในการเพาะบ่มเรื่อง "จิตสาธารณะ" แก่นิสิต และเยาวชนในหมู่บ้านในการที่จะร่วมไม้ร่วมมือช่วยกันพัฒนาท้องถิ่นและชุมชนขามเรียงให้เป็นพื้นที่ต้นแบบของการอยู่ร่วมระหว่าง "มหาวิทยาลัยกับชุมชน" 
เช่นเดียวกับการวาดฝันว่าจะจัดทำระบบฐานข้อมูลการจัดกิจกรรมระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน  ทั้งในเชิงบุคคล  พื้นที่  เนื้อหา รูปแบบ ฯลฯ


และท้ายที่สุด ก็ผูกโยงให้มีการถกคิดถึงการ “แตกประเด็นวิจัย”  ในแต่ละวัตถุประสงค์  รวมถึงฝากประเด็นให้ทีมวิจัยแต่ละคนกลับไปสำรวจ “ทุนทางสังคม”  ในหมู่บ้านและองค์กรต้นสังกัด  เพื่อให้เห็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกิจกรรมที่มีขึ้นในชุมชน  ทั้งที่จัดเอง  หรือที่จัดร่วมกับมหาวิทยาลัยในวาระต่างๆ 





ครับ, การเดินทางเพิ่งเริ่มต้น  ยอมรับว่าปลายทางอาจเลือนรางไม่ใช่ย่อย  แต่ผมก็ยังจะดุ่มเดินต่อไป  หากแต่ครั้งนี้ผมจะไม่ยอมดุ่มเดินไปอย่างเดียวดายโดยเด็ดขาด  เพราะผมจะดุ่มเดินด้วยความเป็น “ทีม”  โดยใช้ทฤษฎีของตัวเองเป็นเครื่องนำพา นั่นก็คือ “ใจนำพา  ศรัทธานำทาง”


และเชื่อว่าทีมจะไม่กังขาต่อปลายทางที่ร่วมวางเป็นหมุดหมายร่วมกัน  รวมถึงไม่กังขาต่อสิ่งที่ผมกำลังขับเคลื่อน  เพราะเหมือนที่บอก หลายสิ่งอย่างนั้น ผมได้พิสูจน์มาแล้ว นี่คือการกลับมาและคืนโอกาสนั้นให้กับ “ทีม” ได้ลงมือทำในสิ่งที่เคยกังขา !