การใช้กฎหมายขัดกันในศาลไทย

               ปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีมากขึ้น บุคคลหนึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับหลายประเทศไปพร้อมๆ กัน อาจมี “ลักษณะระหว่างประเทศ” (International Character) หรือมี “ลักษณะข้ามชาติ” ( Transnational Character ) หากเป็นบุคคล เราเรียกว่า “คนข้ามชาติ” หรือ นักกฎหมายระหว่างประเทศเรียกว่า “บุคคลที่มีองค์ประกอบต่างด้าว” (Person with foreign elements) หากเป็นธุรกิจ ก็จะเรียก “ธุรกิจข้ามชาติ” ( Transnational Business) หรือมักพบเห็นเป็น “บรรษัทข้ามชาติ” ( Transnational Corporation ) เป็นต้น

             โดยที่บุคคลหรือนิติบุคคล อาจมีนิติสัมพันธ์กับบุคคลที่มีสัญชาติของรัฐต่างประเทศอีกรัฐหนึ่ง หรือความสัมพันธ์นั้นอาจมีความเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินใดทรัพย์สินหนึ่งที่ตั้งอยู่ในรัฐต่างประเทศก็ได้ ซึ่งผลของอำนาจอธิปไตยเหนือกฎหมายที่มีผลบังคับต่อบุคคล หรือทรัพย์สินเหล่านั้น จะต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายของหลายๆ รัฐ ทำให้เกิดปัญหาทางกฎหมายขึ้นในลักษณะที่มีความเกี่ยวพันกับกฎหมายหลายๆ รัฐ ว่าประเด็นปัญหานั้นๆ ควรจะตกอยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลในรัฐใด ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า “การขัดกันแห่งกฎหมาย” ( Conflict of Laws )

             ในทางปฏิบัติของนานาประเทศต่างยอมรับหลักการที่ว่า ความสัมพันธ์ของเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศควรจะตกอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยเหนือความสัมพันธ์นั้นอย่างใกล้ชิดมากที่สุด การรับรองกฎหมายต่างประเทศให้มีผลต่อนิติสัมพันธ์ของเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศ อาจจะมีลักษณะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ ซึ่งเรียกว่า “กฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย” ( Laws on Conflict of Law) หรือ เรียกย่อๆ ว่า “กฎหมายขัดกัน” ( Conflictual Law) กฎหมายขัดกันจึงเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในทางแพ่งของเอกชน และที่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศก็เพราะมีข้อเท็จจริงบางประการที่เกี่ยวพันกับต่างประเทศ

             ดังนั้น เจตนารมณ์ของกฎหมายขัดกันก็เพื่อให้ผู้พิพากษาสามารถเลือกใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมแก่คดี โดยมุ่งหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่คู่กรณีมากที่สุด โดยหลีกเลี่ยงการขัดแย้งกันทางกฎหมาย กฎหมายขัดกันจึงมิใช่ “กฎหมายสาระบัญญัติ” (Substantive Law) แต่เป็นกฎหมายที่รัฐเจ้าของดินแดนใช้ในการเลือก หรือรับรองกฎหมายต่างประเทศที่มีผลต่อนิติสัมพันธ์ที่มีลักษณะระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิดที่สุด ซึ่งบางทีเราเรียกกฎหมายขัดกันว่าเป็น “กฎเกณฑ์ในการเลือกกฎหมาย” (Rules on the choice of Laws) เนื้อหาของกฎหมายขัดกันจึงมิได้เกิดจากความอำเภอใจของรัฐใดรัฐหนึ่ง แต่เกิดจากการยอมรับของนานารัฐในทางปฏิบัติระหว่างกัน “กฎหมายขัดกัน” จึงเป็นกฎหมายเอกชนแต่มีบทบัญญัติสำหรับปัญหาของกฎหมายเอกชนที่มีลักษณะประเทศ ซึ่งกฎหมายขัดกันของไทย ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 ซึ่งได้บัญญัติเนื้อหาของเอกชน ในเรื่อง หนี้ ทรัพย์ ครอบครัว และมรดก ไว้เป็นหลักสำคัญ

                แม้นานารัฐจะได้กำหนดกฎหมายที่มีผลต่อนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศไว้อย่างชัดเจนแน่นอนก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีความเป็นเอกภาพเท่าที่ควร ทั้งนี้เพราะแต่ละประเทศต่างก็มีความแตกต่างกันในด้านสภาพแวดล้อม ค่านิยม วัฒนธรรมประเพณี แต่โดยหลักการแล้วถือว่า กฎหมายที่มีผลต่อนิติสัมพันธ์ของเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศ ได้แก่ กฎหมายของประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยที่ใกล้ชิดที่สุดเหนือนิติสัมพันธ์นั้น

              แต่ ในทางปฏิบัติของศาลไทย หลักอันว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายอาจจะไม่มีความจำเป็นอย่างแท้จริงแก่คู่กรณี ไม่จำเป็นในแง่ที่ว่า แม้คดีนั้นจะเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายขัดกันแต่คู่กรณีอาจฟ้องหรือต่อสู้คดีหรือศาลอาจพิจารณาคดีไปโดยอาศัยกฎหมายภายในของรัฐโดยสิ้นเชิงก็ได้ ทั้งนี้เนื่องจาก การที่ศาลจะนำกฎหมายของต่างประเทศมาใช้ในคดีของเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศย่อมเป็นไปตามกฎเกณฑ์แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 8 บัญญัติว่า

         “ในกรณีที่ต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับ ถ้ามิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจศาล ให้ใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยาม”

              ซึ่งมาตรา 8 กำหนดเงื่อนไขของการนำกฎหมายต่างประเทศมาใช้ ดังนี้ คือ

             (๑) คู่ความฝ่ายต้องกล่าวอ้างความเป็นระหว่างประเทศต่อศาล         

           และ (๒) ต้องพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศจนศาลพอใจ 

          จะเห็นได้ว่า กฎหมายขัดกันของไทย เห็นว่า “กฎหมายต่างประเทศ” เป็นข้อเท็จจริง (matter of fact) ที่ศาลไทยไม่สามารถรู้ได้ด้วยตนเองแต่ต้องอาศัยการพิสูจน์โดยพยานผู้เชี่ยวชาญของคู่ความแต่ละฝ่าย ในกรณีที่คู่ความไม่ว่าโจทก์หรือจำเลยไม่สามารถพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศให้ศาลพอใจได้ ศาลไทยก็จะปฏิเสธไม่ใช้กฎหมายต่างประเทศ แต่จะใช้กฎหมายไทยแทน

           โดยในทางปฏิบัติของศาลไทยถือว่ากฎหมายต่างประเทศมิใช่สิ่งที่ศาลรู้เองได้ แต่จะต้องให้คู่ความกล่าวอ้างและนำสืบหรือพิสูจน์ว่ากฎหมายต่างประเทศที่ว่านี้มีเนื้อหาและความหมายว่าอย่างไร 

            แม้กฎหมายขัดกันจะไม่มีความจำเป็นอย่างแท้จริงสำหรับศาลไทย แต่กฎหมายนี้ก็มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย ถ้าคู่กรณีสามารถกล่าวอ้างและพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า นิติสัมพันธ์นั้นมีลักษณะระหว่างประเทศ และสามารถพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ ผลแห่งคดีที่เกิดขึ้นอาจมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หากศาลนำกฎหมายต่างประเทศมาใช้ แทนการที่ศาลใช้กฎหมายภายในของตนพิจารณาและพิพากษาคดีที่มีลักษณะระหว่างประเทศของเอกชน คำพิพากษาของศาลก็อาจเป็นที่ยอมรับในทางระหว่างประเทศได้