ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก เกิดขึ้นเพราะใครกันแน่ ?

จากนโยบาย ของท่าน รมต.พงศ์เทพ กล่าวด้วยว่า การยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กบางแห่ง จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับชุมชนเพื่อลดการต่อต้าน ต้องชี้แจ้งให้ชุมชนเข้าใจว่า รัฐบาลไม่มีกำลังงบประมาณจะพัฒนาโรงเรียนทุกแห่ง และไม่สามารถนำงบประมาณจากเงินภาษีมาดูแลทุกโรงเรียนได้เท่าเทียมกัน

ด้าน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่าโรงเรียนขนาดเล็กที่ สพฐ.ตั้งเป้ายุบรวมจะเป็นโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 60 คน ซึ่งต้องไปสำรวจว่าโรงเรียนที่อยู่ในข่ายจะยุบได้ทันทีมีจำนวนเท่าใด ทั้งนี้ โรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 120 คนลงไปทั่วประเทศ มีจำนวนประมาณ 17,000 โรงเรียน จากจำนวนโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไทยกว่า 31,111 โรงเรียนเป็นเรื่องที่ท้าทาย และอยู่บนคราบน้ำตาของประชาชนคนจนที่ไม่มีโอกาส  

นโยบายย่อมอยู่เหนือเหตุผล

แต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพของเด็กนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กที่มี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่พ่อแม่อยากให้อยู่ใกล้บ้าน อยากให้อยู่ในชุมชน กับกลุ่มที่พ่อแม่ยากจนไม่สามารถส่งลูกไปที่อื่นได้ประกอบกับสามารถดูแลลูกได้สะดวกด้วย ดังนั้นการยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กจึงเป็นการสร้างความทุกข์ยากให้เกิดขึ้นกับพ่อแม่ผู้ปกครองมากกว่าจะเป็นการสร้างสุข


แต่รัฐมีหน้าที่ จัดการศึกษาเพื่อปวงชน อย่างเท่าเที่ยม

ความในรัฐธรรมนูญ  น่าจะเป็นตัวชี้วัดว่า "การแก้ปัญหาด้วยการยุบเลิกโรงเรียนที่ประชาชนเขาร่วมกันสร้างขึ้นมาแต่อดีตเพื่อลูกหลานของเขา    ทั้งๆที่นักการเมืองทั้งหลายเข้ามาแบบผลุดๆโผล่ๆ  ผู้บริหารทางการศึกษาบางท่านมาอยู่แบบสนองนโยบายเพื่อให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน  แล้วก็ย้ายหนี...."  มันน่าจะทำวิจัย ว่า " อะไรคือปัญหาที่แท้จริงที่ทำให้การศึกษาไทยต้องเสื่อมคุณภาพ"


สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทยและเครือข่ายองค์กรการศึกษา ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วย http://prachatai.com/journal/2013/05/46651ต่อแนวทางดังกล่าว โดยระบุว่า การยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กสะท้อนถึงความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำในการแก้ปัญหาอันเกิดจากความล้มเหลวด้านการบริหารจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นกระทรวงที่ใช้งบประมาณแผ่นดินสูงถึงปีละ 4 แสนล้านบาท แต่ล้มเหลวในการดูแลพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพและทั่วถึง ความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงสิทธิพื้นฐานของประชาชน ความไม่เป็นธรรมต่อพ่อแม่ผู้ปกครอง ต่อเด็กในด้านการเรียนรู้ และต่อชุมชน นอกจากนี้ยังทำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำอันเกิดจากการบริหารจัดการศึกษาแบบรวมศูนย์ของรัฐด้วย

ทั้งนี้ แถลงการณ์ระบุด้วยว่า หากกระทรวงศึกษาธิการไม่พร้อมที่จะบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนชุมชนให้มีคุณภาพได้ ขอเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาแก่ท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดการศึกษาแก่ลูกหลานของตนเองตรงตามบริบทแวดล้อม สอดคล้องกับวิถีชีวิตวัฒนธรรม รวมถึงขอคืนพื้นที่การศึกษาให้แก่ชุมชน โดยส่งเสริมและมอบให้ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาดูแลบริหารจัดการ ตามแนวทางการศึกษาของชุมชน และการศึกษาทางเลือกที่มีความหลากหลาย

โดยหากกระทรวงศึกษาธิการยังเดินหน้ายุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 17,000 โรง โดยไม่รับฟังแนวทางจากภาคประชาชนนั้น สภาการศึกษาทางเลือกจะประสานองค์กรด้านการศึกษาทั่วประเทศจัดรณรงค์ครั้งใหญ่เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและการรวมศูนย์อำนาจการจัดการศึกษาดังกล่าว