เข้ามาอ่าน เพื่อเตือนสติ และระลึกถึง คนดีที่ชื่อ "กมล บุญเพ็ชร"

ครูอิง ค่อนข้างจะเป็นคนที่คิดว่า ตัวเองเป็นคนที่ทำใจรับได้กับ "การตาย" ไม่ค่อย ฟูมฟายมากนัก แต่เมื่อต้องสูญเสีย "น้องชาย" อันเป็นที่รักอย่างกระทันหัน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2556 ก็หันมาทบทวนตัวเองเสียใหม่ จึงได้พบว่า จริง ๆ แล้ว ไม่เลย ยัง ปลงไม่ค่อยได้ แต่ที่คิืดว่าทำได้นั้น เป็นเพราะ คนใกล้ตัวที่จากไปส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะ
เป็นคุณพ่อ คุณแม่ ล้วนแต่เป็นผู้สูงอายุ ที่ถึงวัยอันสมควร....แต่ครั้งนี้ "น้องชาย" วัย
42 ปีจากไปอย่างกระทันหัน ทำให้ต้องคิด...ต้องจัดการกับ "จิต" ของตนเองเสียใหม่


กมล พบรัก กับ จิดาภา (น้องสาวของครูอิง) ตั้งแต่สมัยเรียนระดับมัธยมปลาย ทั้งคู่
เป็นลูกคนสุดท้อง รักการทำเกษตรเป็นชีวิตจิตใจ เหมือน ๆ กัน รักต้นไม้ รักสัตว์
เหมือน ๆ กัน มีปัญหาในด้านต่าง ๆ ที่คล้าย ๆ กัน และค่อนข้างมีปัญหาเรื่อง "ทุนการ
ศึกษา" ในการศึกษาต่อ เหมื่อนกัน เมื่อจบมัธยมปลาย ทั้งคู่ จึงเข้ารับการศึกษาต่อ ที่
สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ศรีวิชัย สาขา.... ด้วยค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนที่สูงขึ้น
ทั้งสองจึงหารายได้เสริม ด้วยการรับไข่ไก่ และ ผัก ของ มหาวิทยาลัยเข้าไปขายใน
หมู่บ้าน และทำงานเสริมอื่น ๆ ตามที่โอกาสจะอำนวย หลังจากจบการศึกษา ก็เดิน
ทางมาอาศัยอยู่กับ ผู้เขียน(ครูอิง,พี่ตาลของน้อง ๆ ) ซึ่งขณะนั้นรับราชการครูอยู่ที่
หัวหิน (บรรจุครู ด้วยเงินเดือน 2,765 บาท ส่งน้องเรียนเดือนละ 1,000 บาท) โดย
ค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ ตลาดหัวหิน กระทั่ง จิดาภา คลอดลูกชายคนแรก จึงได้เดิน
ทางกลับสงขลา โดย กมล เข้าพิธีอุปสมบท ตามธรรมเนียมประเพณีไทย ที่
ลูกชายพึงปฏิบัติ และปฏิบัติด้วยความสมัครใจและเต็มใจเป็นที่สุด

(ภรรยาและลูก ๆ)
เมื่อลาสิกขา กมล ยึดอาชีพ การปลูกดอกไม้ส่งร้านขายดอกไม้ ได้แก่ดอกดาว
เรือง ดอกเบญจมาศ และอื่น ๆ ชีวิตมีความสุขอยู่กับสวนดอกไม้ มีกระท่อมหลังเล็ก ๆ
สำหรับอยู่กัน สามคนพ่อแม่ลูก พร้อมกับมีลูกคนที่สองในเวลาต่อมา เป็นลูกสาว ชีวิต
ที่คิดว่ามีความสุขดี กลับเป็นทุกข์ เมื่อ ไม่สามารถทำกินในที่ดินแปลงนั้นได้ กมลจึง
ทิ้งมรดกนับล้านที่พ่อทำพินัยกรรมไว้ให้โดยไม่แยแส เพราะต้องการชีวิตที่สงบ
สุขไม่ต้องการแก่งแย่งกับใคร คู่รักทรหดคู่นี้จึงเดินทางมาพักอยู่กับผู้เขียนอีกครั้งหนึ่ง
ขณะนั้นผู้เขียนย้ายจากหัวหิน มารับราชการที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในอำเภอ
ทับสะแก อาศัยบ้านพักครูเป็นที่หลับนอน

(ภรรยาและเพื่อน ๆ ที่สนิทมากสมัยเรียนมหาวิทยาลัย)
ขณะที่สาละวนกันว่า จะให้ทั้งคู่ประกอบอาชีพอะไรดี ก็เกิดเหตุไฟไหม้สวนมะพร้าว
ของผู้มีอันจะกินในละแวกนั้น ทั้งคู่เข้าช่วยดับไฟ โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย
เจ้าของสวนจึงตอบแทนด้วยการมอบ สูตร การทำไอศครีมกะทิ และให้ฝึกทำจน
คล่อง โดยเจ้าของสูตรไอศครีมมีข้อแม้ว่า ไม่ให้ขายที่ทับสะแก ทั้งคู่จึงไปเปิดร้าน
ขายไอศครีมที่หัวหิน โดย จิดาภา ขายอยู่ที่ร้าน กมล ขับรถพ่วงข้างเร่ขายไปตามที่
ต่าง ๆ กระทั่ง....พี่สาวจากเมิืองกาญจน์ ชักชวนให้ไปทำงานโรงแรม ซึ่งพี่สาวเป็นผู้
บริหารด้านการเงินและบัญชีของโรงแรมอยู่ในขณะนั้นทั้งคู่ได้ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วย
หัวหน้าแผนก เกี่ยวกับจัดสวน การจัดภูมิทัศน์ของโรงแรม ผลงานเป็นที่ถูกใจของ
เจ้าของโรงแรม จึงถามหาผู้จัด เมื่อทราบว่าเป็น กมล และ จิดาภา ก็ขอตัวให้ไปคุม
งานการสร้างโรงแรมใหม่ที่จังหวัดกระบี่ โดยให้เหตุผลว่า มีพี่สาวเป็นหลักประกัน
เรื่องความซื่อสัตย์อยู่แล้วการย้ายที่อยู่จึงเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งของครอบครอบครัวนี้
ทุ่มเททำงานควบคุมดูแกการก่อสร้างโรงแรมขนาดใหญ่ กระทั่งโรงแรมสามารถเปิด
ให้บริการได้

(ญาติมิตรทุกคนต่างอาลัยอย่างที่สุด)
ปี 2546 ช่วงบ่ายของวันหนึ่ง ผู้เขียนได้ต้อนรับครอบครัวนี้อีกครั้งมี พ่อ แม่ และลูก ๆ
วัยกำลังน่ารัก 3 คน จะด้วยเหตุผลใดผู้เขียนมิได้ก้าวก่ายซักถาม ทราบเพียงแต่ว่า
"มีปัญหาที่ต้องการที่พึ่ง" และสภาพจิตใจที่ค่อนข้างบอบช้ำ ในที่สุดครอบครัวนี้ก็
ตั้งใจจะปักหลักอยู่ที่ทับสะแก โดยการเปิดร้านขายอาหารสัตว์ และรับตัดขนสุนัข
หลังจากสำรวจตลาดแล้วพบว่า ที่ทับสะแกมีการเลี้ยงสุนัขพันธุ์ต่าง ๆ เยอะมาก ทั้งคู่
มีความสุขกับการทำงานอีกครั้ง ขยัน อดทน มีความคิดสร้างสรรค์ มีจิตใจดีงาม เป็น
ที่รักของชาวทับสะแก เป็นช่างฝีมือดีในการตัดแต่งขนสุนัข กิจการรุ่งเรืองพอที่จะให้
ลูก ๆ ได้อยู่ดีมีสุข ชีวิตเหมือนมีวิบากกรรม เมื่อรุ่งเรืองถึงที่สุด ก็มักจะตกถึงที่สุด
ทุกครั้ง เป็นแบบนี้ทุก ๆ 2-3 ปี
ประมาณปี 2552 จิดาภาเริ่มมีปัญหาสุขภาพ เนื่องจากหมอตรวจพบว่า ในปอดมีขน
สุนัขเสนอให้เลิกกิจการตัดขนสุนัข ทำให้ร้านค้าเริ่มซบเซา ประกอบกับ คุณพ่อ
คุณแม่ของจิดาภา (คือ พ่อ แม่ ของผู้เขียนด้วย) เข้าสู่วัยชรา และเริ่มเจ็บป่วย
คุณพ่อไม่สามารถเดินได้ต้องนั่งรถเข็น คุณแม่ก็ป่วยกระเสาะกระแสะ ต้องการผู้ดูแล
อย่างใกล้ชิด พี่ ๆ ทุกคน ลงความเห็นว่า จิดาภา เป็นน้องคนสุดท้อง ควรได้รับบ้าน
และที่ดินที่ พ่อแม่อาศัยอยู่ พร้อมทั้งที่ทำกิน ครอบครัวนี้จึงได้กลับไปเริ่มอาชีพ
ใหม่อีกครั้งที่จังหวัดสงขลา

(ลูก ๆ ทั้งสามคน วางพวงมาลัยแทนดอกไม้จันทน์)
กมล ปลูกผักสวนครัวหมุนเวียน ปลอดสารพิษ ใช้ความรู้ของตัวเองที่ได้ร่ำเรียนมาใน
การพัฒนาสวนผัก และเผื่อแผ่ไปถึงเพื่อนบ้าน ในขณะเดียวกันก็ต้องดูแล พ่อ แม่
ด้วย ซึ่ง กมลทำได้ดีอย่างไม่มีที่ติ ไม่มีความรังเกียจแม้จะต้อง เช็ดทำความ
สะอาดจุดซ่อนเร้นของคุณพ่อคุณแม่หลังการขับถ่าย การอุ้มคุณพ่อไปอาบน้ำ
จนพี่ ๆ ทุกคน ชื่นชม ให้ความรักเสมือนน้องชายแท้ ๆ มิใช่เป็นเพียงเขยแต่ประการใด
ส่วนจิดาภา ได้รับทุนการศีึกษาเข้าศึกษาต่อ ในสาขา แพทย์แผนไทย ผลิตยา
สมุนไพรเพื่อรักษาโรคต่าง ๆ ที่ชาวบ้านในละแวกนั้นประสบอยู่ จนเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจ
ทุก ๆ เย็นถึงค่ำ ลุง ป้า น้า อา ย่า ยาย จะมาติดต่อรับยา และปรึกษาเรื่องสุขภาพ
อย่างสม่ำเสมอ ชาวบ้านเรียกจิดาภาว่า "หมอจิ" ครอบครัวนี้ทำให้คุณพ่อ คุณแม่
มีความสุขมากในบั้นปลายของชีวิต แต่สังขารไม่อาจทนได้ด้วยโรคชรา ท่านทั้งสอง
เสียชีวิต โดยคุณพ่อเสียชีวิตในปลายปี 2553 คุณแม่เสียชีวิตเมื่อต้นปี 2555
ทั้งคู่มีจิตใจงดงาม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนบ้าน ทำให้เพื่อนบ้านทุกคน รัก และ
ศรัทธา เป็นอย่างมาก ชีวิตดำเนินไปอย่างมีความสุข ตามวิุถีเศรษฐกิจพอเพียง ผัก
ที่ปลูกมีรายได้ วันละ 1,000-2,000 บาท สงกรานต์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 9-16
เมษายน ผู้เขียนและลูก ๆ ได้พากันกลับบ้านเกิด ไปพักอาศัยอยู่กับครอบครัวนี้
เนื่องจากเป็นบ้านเดิมของพ่อแม่ ยังรู้สึกอิจฉาในความอบอุ่นของครอบครัว แต่ก็แฝง
ไปด้วยความปลื้มปิติที่เห็นครอบครัวของน้องมีความสุข รู้สึกหมดห่วง พูดคุยกับ น้อง
กมล ถ่ายรูปผักต่าง ๆ มาบันทึกในเวบบล็อกอย่างความสุข

(ผู้เขียนและลูกชายทั้งสอง เดินทางถึงในวันที่ 30 เมษายน)
เช้าตรู่วันที่ 29 เมษายน หลังจากตักบาตรพร้อมทั้งกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับ
ญาติมิตรที่ล่วงลับ รู้สึกแปลกใจที่ โทรศัพท์มีเสียงเรียกเข้าด้วยเบอร์แปลก ๆ เมื่อ
รับโทรศัพท์ก็ทราบว่า "น้องกมล" เสียชีวิตแล้ว ผู้เขียนมิิอาจซักถามอะไรได้ในขณะ
นั้น เพราะทุกคนอยู่ในอาการเศร้า รับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพิ่งมาทราบภาย
หลัง หลังจากเดินทางไปร่วมพิธีศพ ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน ถึง วันที่ 7 พฤษภาคม
ว่า ประมาณ 05.00 น. ของวันที่ 29 เมษายน น้องบอส ลูกชายคนโต เตรียมจะไป
รายงานตัวเพื่อเข้าเรียนปีหนึ่งของมหาวิทยาลัย เกิดความสงสัยว่า ทำไมพ่อยังไม่ตื่น
มารดน้ำผัก ซึ่งปกติจะตื่นตั้งแต่ 04.00 น. จึงเคาะประตูเรียกอยู่นาน เมื่อพ่อไม่ขานรับ
จึงปีนกำแพงห้องน้ำที่อยู่ติดกัน ก็พบว่า พ่อนอนหลับสนิท จึงหากุญแจไขประตู
เข้าไปดู ปลุกอย่างไรพ่อก็ไม่ยอมตื่น เริ่มตกใจ น้ำตาพร่า กดเบอร์โทรศัพท์หาแม่
ผิด ๆ ถูก ๆ ปั๊มหัวใจ และทำทุกวิธีทีคิดได้ขณะนั้น พ่อก็ไม่ตื่น และเมื่อลุงกับป้า
ที่อยู่ในละแวกนั้น เข้ามาดูก็พบว่า พ่อจากไปแล้ว

น้องบอสยังเล่าให้ฟังอีกว่า ปกติแล้วแม่จะไม่นอนค้างที่อื่น แต่บังเอิญวันนั้นมีลูกค้าที่
ร้าน(ร้านขายเครื่องเขียนที่สงขลา)เยอะ แม่จึงกลับไม่ทัน จึงค้างที่ร้าน แต่แม่ก็
โทรศัพท์มาคุยกับพ่อตอน สี่ทุ่ม พ่อยังคุยไปหัวเราะไป ตอนค่ำยังนั่งดูละคร
หลังข่าวกับผม ตอนกลางวันพ่อยังพาผมไปหัดขับรถ ทั้ง ๆ ที่ผมขอหัดขับมา
หลายวันแล้วพ่อก็ไม่อนุญาต
เพื่อนบ้านที่ทราบข่าว ทุกคนคิดไม่ถึง อยู่ในอาการตกตะลึง ต่างก็เล่าสู่กันฟังถึงความ
ดีของน้องกมล บางคนก็บอกว่า น้องกมลชอบหิ้วปิ่นโตไปวัดเป็นประจำ บ้างก็บอก
ว่า เมื่อวาน "น้องกมล" ยังนำผักในสวน คือ ผักโขม ซึ่งเป็นผักที่มีเฉพาะใน
สวนของน้องกมลเท่านั้น ไปแจกใ้ห้บ้านโน้นบ้านนี้อยู่เลย

งานศพของน้องกมล ถูกจัดอย่างเรียบง่าย การจัดการเกี่ยวกับพิธีการต่าง ๆ ได้รับ
ความอนุเคราะห์จากเจ้าอาวาสวัดสุวรรณดาราราม เนื่องจาก น้องกมลเป็นคนเข้าวัด
ประจำ อีกทั้ง ลูกชายคนสุดท้อง บรรพชาเป็นสามเณร เล่าเรียนศึกษาทางธรรม
ทำให้ในแต่ละคืน จะมีพระภิกษุมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก การจากไปของน้องกมล
ทำให้ผู้เขียน คิดว่า โลกเรานี้ไม่มีอะไรแน่นอนจริง ๆ นอนอยู่บนที่นอนแท้ ๆ ยัง
ถึงแก่ความตายได้ น้องกมลจากไปอย่างสงบที่สุด ใคร ๆ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน
ว่า เขาเป็นผู้มีบุญ จะมีใครสักกี่คนที่จากไปเช่นนี้ ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ทุกรนทุราย ไม่
ต้องให้ครอบครัวเดือดร้อนกับค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ต้องการ เพราะทุก
คนกลัวการเจ็บป่วย กลัวเป็นคนเจ็บ คนแก่ ที่ไม่มีใครดูแล แต่สำหรับผู้เขียน ญาติ ๆ
และครอบครัวของน้องกมลคิดแต่เพียงว่า
มันเร็วเกินไป
สิ้นเสียงสาย...โทรศัพท์...รับโศกศัลย์
พ่อกมล....จากพลัน...เกินแก้ไข
สีสิบสอง...ปีลา...พาเศร้าใจ
ยังอ่อนวัย...เกินรับ...กับการลา
เมื่อพ่ออยู่...ดูแลลูก,,,ผูกพันพร้อม
เฝ้าถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงรักษา
ยามลูกป่วย...คอยเฝ้า...เข้าเยียวยา
สู้ฟันฝ่า...คู่แม่ลูก....มากผูกพัน
คือร่มโพธิ์...ร่มไทร...ในใจลูก
คือเชือกผูก...พันรัก...ถักทอมั่น
คือผ้าห่ม...กันหนาว...คราวเหมันต์
คือตะวัน...ส่องลูก...ถูกครรลอง
ยังมิทัน...ตอบแทน...แม้นแสนซึ้ง
ไม่ทันถึง...ฟากฝั่ง...ลูกทั้งผอง
ไม่ทันเห็น...ลูกหญิงชาย...ได้ประคอง
มิทันมอง....ร่ำลา.. ภรรยารัก
เพียงอิ่มใจ...ลูกสุดท้อง...ครองผ้าเหลือง
เพียงฟูเฟื่อง...ในลูกสาว...เจ้ารู้หลัก
เพียงอิ่มเอม...ลูกหัวปี...ที่น่ารัก
กล้าหาญนัก...เท่าที่เห็น...ได้เป็นบุญ
พ่อกมล...จากไป...เกินไขว่คว้า
เมื่อพ่อลา...ขอผ้าเหลือง...ช่วยเนืองหนุน
ขอวิงวอน...คุณพระธรรม...ช่วยค้ำจุน
ให้อบอุ่น ...ณ. สวรรค์ ...นิรันดร์เทอญ
(บทกลอนอาลัย ดัดแปลงจากบทประพันธ์ของคุณครู ภาทิพ จากบันทึกของพระคุณเจ้า พระมหาวินัย)
สวัสดีค่ะพี่อิงจันทร์
เป็นกำลังใจให้กับครอบครัวของน้อง
ขอร่วมไว้อาลัยค่ะ
...ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งค่ะ...
ขอแสดงความสียใจ
ร่วมไว้อาลัย สำหรับคนดีคะ
เป็นกำลังใจให้ครอบครัวน้องของพี่ครูอิง ด้วยนะคะ