หากินกับ “เพศแม่” แย่กว่ากะหรี่ทางการเมือง
การแก้เกี้ยวของฝ่ายรัฐบาล กรณีถูกหลายฝ่ายกล่าวหาว่าเป็น “กะหรี่การเมือง” (political whore) มาใช้แผน “รังแกเพศแม่” “เหยียดเพศแม่” “ไม่เป็นสุภาพบุรุษ” เพื่อปรับวิกฤตเป็นโอกาส ปรับการพลั้งพลาดเป็นผลกำไร นั้น...ถือว่าเป็นรสนิยมทางการเมืองที่ต่ำมาก
ดังที่ผมได้เสนอหลักฐานมาแล้วในบทความก่อนว่า นายโอบามา และนางแธทเชอร์ต่างก็ได้รับการเสียดสีว่าเป็น กะหรี่การเมือง ทั้งสองคน ดังนี้เรื่องกะหรี่นี่มันเป็นอุปมา ที่ไม่เกี่ยวกับ “เพศแม่” แต่ประการใดเลย เพราะเพศพ่ออย่างโอบามาก็เป็นได้เท่าเทียมกัน
คนที่ย่ำยีเพศแม่อย่างแท้จริงในวันนี้ก็คือฝ่ายรัฐบาลนั่นเอง เพราะเอาความเคารพในเพศแม่ของคนไทยมา “หากิน” ทางการเมือง อย่างไร้ยางอาย
...คนถางทาง (๙ พค. ๒๕๕๖)
มาติดตามค่ะ
I found this bit that I thought would add support to your 'etymology' of the word that Thailand's Prime Minister finds hard to hear. But your post (#534725) has been filtered out (G2K is under censorship!). So, I will leave it here for those latter Net surfers who may stumble on...
"สนธิ" แนะกระจายอำนาจสู่โรงเรียนท้องถิ่นแทนการยุบ ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 พฤษภาคม 2556 23:41 น. (http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9560000056411)
...นายสนธิ ได้เล่าถึงตำนานโสเภณี ว่า น่าสนใจอย่างหนึ่งคือในอินเดียมันมีเรื่องสมัยกามนิต กับวาสิฏฐี เขาเรียกว่านางนครโสเภณี นางนครโสเภณีก็คือนางงาม หญิงงามเมือง นางนครโสเภณี เป็นเหมือนกับซ่องกะหรี่ เอามาบริการผู้ชาย อยู่ที่กรุงอุชเชนี จากนั้นก็พัฒนาไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีซ่องอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นสมัยกรีก คือมีนักปรัชญาคนหนึ่งมีความรู้สึกว่าต้องควบคุมไม่ให้ผู้ชายไปมีชู้จึงควรตั้งซ่องขึ้นมา แล้วผู้ชายไปเที่ยวก็จะต้องเอาเงินให้ผู้หญิง แล้วผู้หญิงก็ต้องเอาเงินนั้นมาทำบุญ แล้วก็มาเก็บภาษีด้วย รัฐก็เก็บภาษีจากผู้หญิงคนนั้น นั่นคือที่มาของการทำมาหากิน
ส่วนเมืองไทย คำว่าช็อกการี หรือกะหรี่ มาในสมัยอยุธยา สมัยนั้นจะมีแขกจากอิหร่าน และอินเดีย เขาเรียกผู้หญิงหากินว่า "โฉกาฬี" เมืองไทยก็เลยเปลี่ยนเป็นช็อกการี แล้วก็กลายเป็นกะหรี่ไปในที่สุด
นายสนธิ ยังกล่าวด้วยว่า ที่นี้มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อไซซี เกิดในยุคของจ้านกั๋ว ยุคนั้นมีสองแคว้นคือ อู๋กับเยว่ แคว้นอู๋โจมตีแคว้นเยว่จนแคว้นเยว่พังทลาย เลยจับเจ้าครองแคว้นเยว่ไปเป็นเชลย ทำทุกอย่างจนเจ้าครองแคว้นอู๋เชื่อว่าไม่มีพิษมีภัยแล้ว ก็ส่งเจ้าครองแคว้นเยว่กลับไป เจ้าครองแคว้นเยว่ ไปตั้งตัวที่จะล้างแค้น โดยมี 3 วิธี คือ 1.ฝึกทหาร 2.พัฒนากสิกรรม 3.เขาคัดเลือกผู้หญิงเข้าไปเป็นสายลับ เพื่อเข้าไปทำให้เจ้าครองแคว้นอู๋หลงใหล ในที่สุดก็ไปเจอไซซี ตำนานบอกว่าความงามของไซซีถึงขนาดที่เวลาเธอมองลงในน้ำปลายังต้องว่ายหนี เพราะทนไม่ไหวกับความงาม เลยเอาไซซีมาฝึกรำ วิธีรินเหล้า วิธีเอาใจ วิธีฉอเลาะ ฝึกอยู่ 3 ปี ก็ส่งไซซีเข้าไปถวายเจ้าครองแคว้นอู๋ เจ้าครองแคว้นอู๋ เห็นความงามก็ตะลึงเลย ลุ่มหลงหลงใหล ไซซีเลยทำให้เจ้าครองแคว้นอู๋มัวเมาอยู่ในความงาม จนกระทั่งในที่สุดการบ้านการเมืองไม่สนใจ
ไซซีอยู่กับเจ้าแคว้นอู๋ 12 ปี พอครบ12ปีแคว้นเยว่ ก็เข้มแข็งแล้ว แคว้นอู๋อ่อนแอมาก เจ้าแคว้นเยว่ ก็ยกทัพมาล้มล้างแคว้นอู๋หมดเลย เจ้าแคว้นอู๋ฆ่าตัวตายด้วยความช้ำพระทัย หลังจากตายแล้ว ไซซีก็หายไป ไม่มีใครรู้ว่าหายไปไหน
เรื่องไซซีเป็นเรื่องจริง แต่ว่าไซซีขายตัวเอาตัวให้ผู้ชายบำเรอ เพื่อกู้ชาติไม่ได้ขายชาติ ไซซีไม่ได้ไปด่าแคว้นเยว่ให้เจ้าแคว้นอู๋ฟัง นึกดูนะผู้หญิงที่สวยที่สุด ต้องทนทุกข์ทรมาน 12 ปี ร่ายรำระบำเป็นที่รองรับอารมณ์ทางเพศ เอาใจเพียงเพื่อเป้าหมายเดียวที่ตั้งมั่นอยู่ในใจอย่างเดียวเลย คือช่วยชาติตัวเอง
"ถามว่าไซซีเป็นกะหรี่ไหม เป็นหญิงงามเมืองไหม ก็บอกว่าเป็น แต่ว่าไซซีมีเป้าหมายในการเป็นหญิงงามเมือง เหมือนหญิงงามเมืองทั่วไปที่มีเป้าหมายเพื่อมีชีวิตอยู่เอาเงินเอาทองไปให้พ่อแม่ หรือแม้กระทั่งที่ไปนวดกระปู๋ เด็กมหาลัยบางคนที่มีชีวิตอยู่เพื่อมีเงินมีทองไปเรียนหนังสือ ไม่ใช่ผู้หญิงชั่วจบข่าวไหม" นายสนธิ ระบุ...