กองทุนพัฒนสตรีไทย...การปราศรัยของปูที่มองโกเลียเข้าข่ายผิดรธน.
รัฐบาลปูได้ดำเนินการกระทำไปแล้วตามนโยบายที่หาเสียงไว้ และยังได้ตอกย้ำในการปราศรัยที่มองโกเลียเมื่อสัปดาห์ก่อน เรื่อง การให้งบประมาณกองทุนพัฒนาสตรี ในแต่ละจังหวัด (ถ้าจำไปไม่ผิดจังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท)
มันน่าคิดว่าการกระทำเช่นนี้ผิดบทบัญญัติแห่งรธน. หรือไม่ ในมาตรา ๕ และ มาตรา ๓๐
มาตรา ๕ (ความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย)
ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน
มาตรา ๓๐ (ความเสมอภาค)
บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิดเชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้
การตั้งกองทุนสตรีนี้เท่ากับว่าเป็นการ เลือกปฏิบัติโดยการ “ลำเอียงเพศ” หรือไม่ ขัดต่อรธน.หรือไม่ จะมาอ้างว่าเพศหญิงถูกกดขี่ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะวันนี้เพศหญิงในไทย เป็นใหญ่เป็นโตกันมาก และได้รับการจัดอันดับโดยองค์กรนานาชาติว่าเป็นประเทศที่มีเพศหญิงเป็นผู้บริหาร “มากที่สุดในโลก” โดยเฉพาะในบางอาชีพ เช่น การธนาคาร การเงิน เพศหญิงครองอำนาจแทบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
และยังเป็นที่รู้กันว่าผู้ชายไทยเรานั้นส่วนใหญ่ “กลัวเมีย” เพราะผู้หญิงเป็นใหญ่ในบ้าน เลยมีคำศัพท์ว่า ผบ.ทบ. = ผบ. ที่บ้าน
อาชีพสำคัญๆ หมอ เภสัช พยาบาล บัญชี เศรษฐศาสตร์ อจ.มหาลัย ก็เป็นผู้หญิงเสียมาก (ในขณะที่ฝรั่งมีน้อยกว่าเรามาก)
ส่วนบุรุษเสียอีกถูกสตรีเอาเปรียบมาก เพราะมีหลายอาชีพที่ชายไทยเราไม่อาจแทรกเข้าไปทำได้เลย เช่น นางสงกรานต์ นางนพมาศ นางสาวไทย เจ้าแม่ทับทิม เจ้าแม่สร้อยดอกหมาก เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
เชื่อผมไหม ลึกๆ แล้วสังคมไทยเป็นสังคมที่ “หญิงเป็นใหญ่” ชายเป็นรอง ที่นักการเมือง นักวิชาการ ไม่รู้กันหรอก ได้แต่อ้างคำวิจารณ์นักวิชาการฝรั่งหากินไปวันๆ ว่าไทยเรา “กดขี่ทางเพศ” (ไม่เจริญแล้วเหมือนฝรั่ง...ตุ๋ย..จริงๆ แล้วมันตรงกันข้ามเลย เพราะหญิงฝรั่ง แม้วันนี้ เป็นผู้บริหารหน่วยงานน้อยมาก จนรัฐต้องออกกฎหมายโควตา)
หญิงเป็นใหญ่กว่าชายขนาดมีสิทธิ์พิเศษในการไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหาร (แบบนี้ก็เข้าข่ายเลิกปฏิบัติ ที่ผิดรธน.)
จนกระทั่งฝ่ายการเมืองงี่เง่าแถมเจ้าเล่ห์ มันคิดออก ว่า เฮ่ย หญิงมีเสียงเลือกตั้งครึ่งค่อนประเทศ (เท่าเทียมชาย) ถ้าเจียดเงินสักเล็กน้อยไปเอาใจ (หญิงที่โง่ๆ) เช่น ตั้งกองทุนพัฒนาสตรี ก็คงได้เสียงเป็นกอบกำ ทำให้ชนะเลือกตั้งตลอดกาล
แบบนี้ยังน่าผิดรธน. ข้อหาเอาภาษีราษฎร (ทั้งชายและหญิง) ไปซื้อเสียง(ทางอ้อม) เป็นการล้มล้างทำลายระบบประชาธิปไตยอีกกระทงไหม
...คนถางทาง (๘ พค. ๒๕๕๖)
"มองดู..นิ้วมือ..ทำยังไหง ยังไง..มันก็ไม่..ยอม..เท่ากัน..ซักกะที.."..อึึๆ
ถ้าอ่านข้ามนัยยะเรื่องการเมืองแล้ว บันทึกนี้ดีมากเลยนะครับ สังคมไทยผู้หญิงเป็นใหญ่กว่าจริงๆ ครับ แต่เป็นใหญ่แบบเงียบๆ โดยใช้อำนาจสั่งให้ผู้ชายเป็นใหญ่ (ฮา)
สังคมไทยต่างจากสังคมเอเซียอื่นๆ (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี) จริงๆ ครับ สำหรับพวกนั้นผู้ชายเป็นใหญ่กว่าผู้หญิงจริงๆ