การปฏิรูปหลักสูตร: กล้า (อยาก) ได้แต่ไม่กล้าเสีย



เฉลิมลาภ ทองอาจ

โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม

คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย




                   ท่านสมาชิกครับ  เราคงพอจะทราบข่าวคราวของการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาของชาติ  ที่กำลังจะเกิดขึ้น หลังจากที่สถานศึกษาหลายแห่ง เพิ่งจะใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มาไม่นาน ประเด็นหลักที่ทำให้เกิดการปฏิรูปหลักสูตร ก็คือ คำพิพากษาต่อ  วงการศึกษาไทย ซึ่งอันที่จริงแล้ว เป็นของนักการเมือง และนักการศึกษาเพียงกลุ่มหนึ่ง  ที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนักการเมืองว่า การศึกษาในระบบโรงเรียน  “ไม่สามารถสอนให้เด็กคิดวิเคราะห์ และลงมือปฏิบัติได้” ผลจากคำตัดสินนี้ ทำให้หลักสูตรที่จะเกิดขึ้นใหม่นั้น  คาดการณ์กันว่า สาระต่าง ๆ จะนำมารวมกันไว้เป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น ทำให้เนื้อหาน้อยลง และเน้นการฝึกปฏิบัติทั้งใน  และนอกชั้นเรียนมากยิ่งขึ้น  ถ้าจะกล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้น คือ หลักสูตรใหม่จะไม่เน้นเนื้อหา รายละเอียดข้อมูล การท่องจำ แต่เน้นกระบวนการฝึกหัดทักษะต่าง ๆ ในชั้นเรียนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะฝึกให้นักเรียนศึกษาค้นคว้า คิดวิเคราะห์ และสื่อสารมากยิ่งขึ้น


                 จากประเด็นภาพรวมกว้าง ๆ ข้างต้น กระผมในฐานะนักหลักสูตรและการสอนคนหนึ่ง ขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม เพื่อนำไปสู่แนวทางการปฏิรูปที่กำลังจะเกิดขึ้นดังนี้ 


                  ทางทฤษฎีหลักสูตร หลักสูตรคือแผนภาพโครงร่างที่เป็นรูปธรรมของปรัชญา ที่นำมาใช้  ในการจัดการศึกษา ปรัชญานั้น ก็คือความคิด ความเชื่อเกี่ยวกับความดี ความงาม ความรู้และความจริง ที่มนุษย์ควรแสวงหาคำตอบ  การปฏิรูปหลักสูตรในประเทศไทยที่ผ่านมา จะเห็นได้ถึง  การละเลยและไม่รับผิดชอบต่อปรัชญา การที่ผมกล่าวเช่นนี้ หมายความว่า เราปฏิรูปหลักสูตรโดยสนใจแต่ตลาดในโลกทุนนิยมเสรี  คือ เน้นว่า สังคมต้องการคนประเภทนี้  คิดอย่างนี้ ทำอย่างนี้ เพื่อที่จะไปทำงานในตลาดแบบนี้ ธุรกิจแบบนี้  นี่เป็นลักษณะของหลักสูตรที่สังคมเป็นตัวกำหนดหลักสูตร  แต่จริง ๆ แล้ว เรากลับมิได้สนใจในความเจริญงอกงามทางปัญญาของเขา ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้าม คือ ใช้ปัจเจกกำหนดหลักสูตร หลักสูตรขั้นพื้นฐานตามความเป็นจริงแล้ว แทนที่จะเป็นหลักสูตรที่ทำให้ผู้เรียน  มีความรู้และทักษะพื้นฐานเพียงพอต่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ค้นพบศักยภาพและความถนัดของตนเอง เพื่อที่จะไปทำงาน หรือไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นจนเป็นผู้เชี่ยวชาญ (specialist)  กลับกลายไปเป็นหลักสูตรที่ปั้นเขาให้เป็นอย่างที่ตลาดต้องการ ผู้เรียนไทยจึงต้องเรียนทุก ๆ อย่างในลักษณะ “เผื่อไว้ก่อน”  ทำให้ที่สุดแล้ว  ต้องเรียนมากเสียจนไม่รู้ว่าจะนำไปใช้อย่างไรได้ในชีวิตประจำวัน  และต้องเรียนแม้ว่าจะถนัดหรือไม่ถนัดก็ตาม ผลที่ตามมาคือ ผู้เรียนพลาดโอกาสที่จะเรียนรู้ ฝึกฝน หรือศึกษาต่อเฉพาะทาง เพราะในขณะที่ศึกษาในระดับขั้นพื้นฐานนั้น พวกเขากลับต้องใช้เวลาเปล่าเปลืองไปกับสิ่งที่ตนเองมิอาจใช้ไปเป็นประโยชน์  ต่อชีวิตภายภาคหน้า 


                   แม้กระผมจะเห็นด้วยกับการลดเนื้อหา และเพิ่มเวลาสำหรับการฝึกปฏิบัติ แต่กระผมยังไม่แน่ใจว่า สิ่งที่นักการเมืองและนักวิชาการบางส่วนจะกระทำกลับหลักสูตรนั้น  ได้คำนึงถึงปรัชญาการศึกษามากเพียงพอดังที่ผมกล่าวมาหรือไม่  การกล่าวแต่เพียงว่า ต้องเน้นให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ ฝึกปฏิบัตินั้น  ไม่อาจเป็นเหตุผลเพียงพอต่อการปฏิรูปหลักสูตร เพราะหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับปัจจุบัน ก็เอื้อให้เกิดการคิดวิเคราะห์ได้เช่นกัน หากครูสามารถจัดการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ในรายวิชาของตนได้ ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า ครูหรือผู้สอนสามารถจัดการเรียนการสอนที่เน้นการคิดวิเคราะห์ได้หรือไม่ต่างหาก  หากจะปฏิรูปหลักสูตรจริง ต้องกระทำให้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเวลาเรียน  ทำลายขอบเขตของรายวิชาที่อยู่เป็นเอกเทศ และสร้างรายวิชาบูรณาการ อาจต้องใช้ผู้สอนร่วมกันหลายคน ที่เน้นการฝึกปฏิบัติ และระยะเวลาเรียน ที่อาจไม่ใช่คาบเรียนเดี่ยว ๆ อีกต่อไป ต่อไปถึงรูปแบบการวัดและประเมินผล  ซึ่งก็อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดด้วย คำถามคือ เราได้เตรียมให้ครูพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้มากเพียงใด  ภาครัฐเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้บริหารเขตการศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน และครูที่เรามีอยู่ในระบบ  จริง ๆ หรือไม่ว่า มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวมาได้ กระผมว่า นี่ยังคงเป็นปัญหา  ที่ตราบใด เรายังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ว่า เราจะทำให้ครูผู้สอนรายวิชาต่าง ๆ จัดการเรียน  การสอนที่เน้นการวิเคราะห์ได้อย่างไร  การปฏิรูปหลักสูตรก็เป็นได้แค่การเขียนเนื้อหาใหม่ลงบนกระดาษแผ่นใหม่ แต่ที่สุดแล้ว ก็ยังตกอยู่ภายใต้กรอบความคิดเดิม ๆ อยู่นั่นเอง 


                   วลาที่นักหลักสูตรพูดว่า ปฏิรูปหลักสูตร เราจะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงปรัชญาพื้นฐานของหลักสูตร เช่น จากเน้นเนื้อหาอันเป็นปรัชญาสารัตถนิยม มาเป็นเน้นประสบการณ์ตามแบบปรัชญาพิพัฒนาการนิยม  ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแบบ  “พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน” นี่จึงเรียกปฏิรูป บรรดาสิ่งที่นักการเมืองและนักการศึกษากระทำอยู่ และจะปรากฏเป็นรูปร่างอีกไม่นานนั้น ไม่น่าจะถึงขั้นปฏิรูปได้ เพราะยังมีอุปสรรคหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สภาพสังคมไทยเท่าที่เป็นมา  เราจะเห็นได้ว่า  มิได้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้  ที่เอื้อให้ผู้เรียนหรือเยาวชนเกิดการคิด สภาพชีวิตต่าง ๆ ที่นำเสนอในสังคม สื่อสารมวลชนต่าง ๆ นั้น  ดูแต่จะมุ่งเน้นความสนุกสนานบันเทิง ใช้ชีวิตในเชิงพาฝัน มากว่าที่จะพูดเรื่องการเรียนรู้หรือการแก้ปัญหา  หลักสูตรใหม่ในสังคมเดิม ๆ นั้น จึงยากที่จะประสบความสำเร็จได้  อุปสรรคอีกข้อที่เห็นได้ชัดก็คือ ในขณะที่เราปรับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เน้นการคิด เน้นการลงมือปฏิบัติ แต่การศึกษาระดับอุดมศึกษา เราจะเห็นความจริงว่า  เน้นผู้ที่มีศักยภาพทางวิชาการมาก่อนด้านอื่น ๆ ดังจะเห็นได้จากการคัดเลือกคนเข้าศึกษาต่อ ที่ใช้คะแนนด้านวิชาการ ที่ผู้เรียนมีอยู่ ณ ขณะชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ใช้เกณฑ์ทักษะหรือประสบการณ์ กิจกรรมที่กระทำมาก่อนหน้านั้นแต่อย่างใด รอยต่อของการศึกษาสองระดับที่ไม่สอดคล้องกันตรงนี้ เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ที่เรายังมิได้แก้ไข ต่อไปภายหน้า  หากเราเน้นให้ผู้เรียนฝึกคิด ฝึกทำมากก็จริง ผลคือมีทักษะมาก แต่ความรู้เชิงวิชาการมีน้อย หรือปานกลาง ก็เป็นไปได้ว่า ผู้เรียนจำต้องพึ่งพาการเรียนรู้นอกระบบโรงเรียน จำพวกกวดวิชามากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะโรงเรียนในระบบกลับไม่เน้นอีกต่อไป (ปัจจุบันนี้ก็เรียนมากอยู่แล้ว) ปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ เหล่านี้ จะส่งผลให้ที่สุดแล้ว มหาวิทยาลัยก็จะกล่าวอ้างได้ว่า การศึกษาขั้นฐานผลิตคนมาแล้วไร้คุณภาพ  เรียนต่อไม่ได้ เพราะความรู้ไม่เพียงพอต่อการศึกษาระดับสูง อาจารย์มหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกน่าจะทราบดีว่า ทุกวันนี้นักศึกษาหรือนิสิตชั้นปีที่ 1 ของท่านมีความรู้พื้นฐานเป็นอย่างไร


                     ประเทศของเรายังเป็นประเทศกำลังพัฒนา  ซึ่งจำเป็นจะต้องขับเคลื่อนด้วยความรู้สู่การพัฒนาความคิด กล่าวคือ  ต้องมีความรู้เป็นพื้นก่อน  แล้วจึงค่อยนำไปคิด หากจะให้ฝึกคิดโดยไม่มีความรู้นั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะข้อมูลไม่เพียงพอ ไม่เอื้อต่อการคิด ทุกวันนี้ การศึกษาในบ้านเรา วัดกันแต่เฉพาะด้านความรู้เท่านั้น ดังที่ดูจากคะแนนสอบระดับชาติ  ก็ยังไม่สามารถทำให้ผู้เรียนมีความรู้อยู่ในระดับมาตรฐานได้เลย  แล้วจะหวังอะไรให้พวกเขามีข้อมูลมาคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์กันมากมาย กระผมเห็นว่ามาปฏิรูประบบการพัฒนาครู ให้สามารถสอนให้นักเรียนมีความรู้ได้ครบถ้วนตามมาตรฐานก่อนจะดีไหมครับ  แล้วค่อยว่ากันด้วยเรื่องความคิด ซึ่งที่จริงแล้ว  สามารถแทรกไปกับกระบวนการเรียนการสอนโดยปกติได้ไม่ยากนัก กระผมมีประสบการณ์อบรมครูผู้สอนมามากต่อมาก ถามคำถามบางคำถามกับครู เพื่อให้ครูฝึกคิด ยังต้องใช้เวลานานในการตอบ เพราะเกิดอุปสรรคในการคิดเสียแล้ว เนื่องจากความรู้ยังไม่เข้าขั้น  ว่ากันในทางธรรมแล้ว  สงฆ์ท่านยังต้องเรียนปริยัติ เพื่อต่อไปปฏิบัติ  เรียนคาถาบาลี ศัพท์แสงแผลงความอะไรต่าง ๆ เป็นพื้นฐาน เพื่อให้เข้าใจหลักการ  หรือองค์ความรู้ที่ถูกต้องตามพุทธวจนะ เมื่อไปปฏิบัติ ก็จะเข้าใจ พลิกแพลงความรู้นั้นได้ด้วยตนเอง  การศึกษาในแทบทุกสาขาโดยทั่วไป  เขาก็ทำกันอย่างนี้ นี่อะไร  จะให้ผู้เรียนกระโดดข้ามไปปฏิบัติ โดยขาดซึ่งความรู้  หรือถ้ามี  ก็เป็นแบบงู ๆ ปลา ๆ  เหมือนกับจะให้ใครก็ไม่รู้ ไปรักษาผู้เจ็บป่วย โดยอ้างว่า ฝึกปฏิบัติไปเลย ลงมือรักษาไปเลย โดยที่ยังไม่เรียนแพทยศาสตร์มานั้น  เห็นทีว่า  จะเกิดวิกฤติกันต่อไปในวงการศึกษาเป็นแน่แท้ครับ ขอให้ท่านสมาชิกจับตาการปฏิรูปหลักสูตรคราวนี้ให้จงดี ว่าจะเข้าทำนองดังที่กระผมได้กล่าวมาหรือไม่  แล้วถ้าเป็นจริง ก็คงต้องหาผู้รับผิดชอบ จริงหรือไม่ครับ


_______________________________________________