สีเขียวเป็นสีแห่งพลังของหัวใจนะ. ถ้าพูดถึงหัวใจเราอาจคิดถึงแค่กล้ามเนื้อก้อนหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติพิเศษ สามารถเต้นเพื่อให้ความมีชีวิตต่อคนและสัตว์ได้ยาวนานอย่างรับผิดชอบ หัวใจไม่เคยพักสักวินาทีเดียว ยกเว้นวาระสุดท้ายของหน้าที่ที่สิ้นสุดตลอดกาล. แต่พอเราตัดคำว่าหัวออกไป ให้เหลือแต่คำว่าใจ กลับเป็นสิ่งอัศจรรย์ยิ่งกว่า ใจที่ทำหน้าที่สื่อสารสร้างและรับรู้ความรู้สึกมากมายให้แก่ทุกๆชีวิต แม้แต่สัตว์ก็มีใจด้วยกันทั้งสิ้น มนุษย์โชคดี ที่มีสมาธิและสติที่มั่นคงในการพิจารณาสรรพสิ่งที่ยาวนานกว่าสัตว์อื่นๆ สัตว์อาจใช้สมาธิในการล่าเหยื่อ ในการหลีกภัย แต่มนุษย์สามารถใช้สมาธิทำงานทำความดีทำการเจริญเมตตาได้อีกๆ เรียกว่าทำสิ่งที่เหนือสัญซาตญาณธรรมชาติทั่วๆไปได้

    ที่จริงในธรรมชาติ ก็มีพลังพิเศษ ที่จะมาสนับสนุนให้ใจของสรรพสัตว์ทั้งหลายให้มีพลังที่เข้มแข็งเช่นกัน แสงสีรุ้งคือ7เส้นแสงสำคัญ ที่ธรรมชาติสร้างให้เห็นได้ด้วยสายตาของเรา เวลามองแสงรุ้งเราจะสดชื่น จิตใจอ่อนละมุนโดยไม่รู้ตัว เหมือนรุ้งนั้นกำลังส่งพลังมาสู่เราโดยตรงทีเดียว จึงมีกล่าวเอาไว้ว่าผู้มีบุญบารมีมากๆ เมื่อดับกายลง พลังของท่านที่พวยพุ่งออกจากร่างจะเป็นแสงสีรุ้ง ซึ่งชาวทิเบตคุ้นเคยเป็นอย่างดี 

      แต่แสงสีหนึ่ง ที่มีสถานีรับอยู่ในร่างกายมนุษย์ตรงบริเวณกระดูกสันหลังตรงจุดใกล้หัวใจตั้งอยู่  แสงนั้นสีเขียวเรืองรอง เราจะเชื่อหรือไม่ แต่แสงจากจักรวาลก็ส่งตรงมาให้เราเสมอ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มพลังให้กับอวัยวะและต่อมสำคัญของร่างกายทั่วบริเวณนั้นที่สำคัญคือหัวใจ และในส่วนละเอียดคือพัฒนาใจให้เจริญยิ่งๆขึ้นไปได้ด้วยทั้งความอ่อนโยน คิดบวก มีเมตตากรุณากว่าที่เคย

  กำหนดนึกถึงจุดรับพลังในร่างกายเรา ตรงบริเวณใกล้หัวใจ ลองเอามือทาบไปที่อกด้านซ้าย ให้รับสัญญาณการสั่นเสทือนของหัวใจ ก็หมายกำหนดเอาบริเวณทรวงอกทั้งหมดเป็นสำคัญ แล้วทำใจให้นิ่งเหมือนกำลังซึมซับพลังสีเขียวสดใส ที่ค่อยๆแผ่ซ่านอย่างบางเบาจนมองเห็นด้วยใจ สักวันละ5นาทีก็เพียงพอ. พอที่จะเยียวยาตนเอง ให้เกิดความสมดลย์ทั้งกายและจิตใจ และเกิดความสมบูรณ์อย่างธรรมชาติ  โดยเฉพาะวันใดที่รู้สึกขาดพลังใจ ก็ถือว่าขอเสริมพลังใจให้กับตัวเองก็ได้ค่ะ

ที่จริงแสงสีเขียวแค่เห็นด้วยตาเปล่าก็เย็นตาเย็นใจแล้ว หากกำหนดให้โพรงร่างของเราอวลไปด้วยความเขียวอันชื่นเย็นนี้ ก็คงทำให้มีสุขทั้งวันได้อย่างง่ายๆจนไม่อยากทำร้ายใคร ลองดูค่ะ