เมื่อวันที่ 25 - 26 ผู้เขียนมีโอกาสได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอบรมทีมที่ปรึกษางานองค์ความรู้ด้านสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมาย: เพื่อเครือข่ายการทำงานของคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ(Training of Hard CoreTeam on knowledge of the Right to legal Personality:For Networks of National Child Protection Committee ซึ่งเป็นโครงการที่ระดมบุคคลากรที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิในสถานะบุคคลของเด็กมาร่วมเสวนาหาแนวทางในการแก้ปัญหาสถานะบุคคลของเด็กในพื้นที่ต่างๆ โดยในการเสวนาได้เปิดโอกาสให้บุคลากรจากหน่วยงานต่างๆ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นและแนวทางที่ใช้ในการแก้ปัญหาสถานะบุคคลของเด็ก จากการได้ฟังรวมถึงพูดคุยกับบุคลากรบางส่วนที่สัมผัสกับปัญหาเรื่องสิทธิในสถานะบุคคลของเด็กโดยตรง ทำให้ทราบว่าบุคลากรจำนวนไม่น้อยแก้ปัญหาโดยใช้ความรู้สึกในการจัดการกับปัญหา คำถามเล็กๆ ที่ผุดขึ้นในสมองของผู้เขียนคือ การแก้ปัญหาโดยการใช้ความรู้สึกหรือใช้รัฐศาสตร์นั้นเป็นวิธีการที่ถูกต้องแล้วหรือ?? เราสามารถใช้ความรู้สึกเป็นบรรทัดฐานในการจัดการปัญหาได้จริงหรือ?? หากว่าการใช้ความรู้สึกนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและสามารถใช้เป็นบรรทัดฐานในการแก้ปัญหาได้จริง ความรู้สึกที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหานั้นคือความรู้สึกของใคร แล้วหากใครคนนั้นมีมากกว่าหนึ่ง ความรู้สึกของใครควรถูกนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการแก้ไขปัญหา?? คำถามต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสมองของผู้เขียนทำให้ผู้เขียนย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์จริงเรื่องหนึ่งที่เป็นวิวาทะอันลือลั่นใน social network ระหว่างนักแสดงซึ่งเป็นหน่วยกู้ภัยที่กล่าวว่า "อย่าเอาวิชาการมาพูดกับผม บางเรื่องมันต้องใช้ความรู้สึก" กับบรรดาแพทย์ที่ยืนยันว่า "การช่วยคนเจ็บป่วยนั้นต้องใช้หลักวิชาการหรือองค์ความรู้เป็นเครื่องนำ" (ในที่นี้ผู้เขียนไม่ขอลงลายละเอียดแต่ถ้าหากใครสนใจก็สามารถหาอ่านได้จาก http://drama-addict.com/2013/03/30/bill-can-do-no-wrong/ นะคะ ผู้เขียนรับรองว่าอ่านเพลินจนลืมง่วงเลยทีเดียว) จากเหตุการณ์ในทั้งสองกรณีดังกล่าวทำให้ผู้เขียนตระหนักได้ว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยในสังคมไทยกำลังใช้ความรู้สึกเป็นตัวนำในการแก้ไขปัญหาโดยละเลยหลักวิชาและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้เกิดความไม่เป็นเอกภาพ ปราศจากมาตรฐานและบรรทัดฐานใดๆ โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิในสถานะบุคคลหากใช้ความรู้สึกในการแก้ปัญหาแล้วความไม่แน่นอน ความลักลั่น ต่างๆ ย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะขาดหลักเกณฑ์ที่จะเป็นบรรทัดฐานในการจัดการกับปัญหา

          ดังนั้นแล้วการจะแก้ปัญหาเรื่องสิทธิในสถานะบุคคลให้สำเร็จได้นั้นจำเป็นต้องมี "หลัก" ในการดำเนินการ อันเป็นที่มาของหลักที่ผู้เขียนขอเรียกว่า 4 คิด 7 ทำ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่เสนอโดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วอะไรคือ 4 คิด 7 ทำ??

          4 คิด คือ 4 กระบวนการคิด โดยเริ่มจาก

1. การคิดถึงข้อเท็จจริง ว่าอะไรคือข้อเท็จจริงโดยข้อเท็จจริงนั้นต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วนี้จะทำให้สามารถมองเห็นว่าอะไรที่ก่อให้เกิดปัญหา

2. การคิดถึงข้อกฎหมาย เมื่อกำหนดข้อเท็จจริงจนสามารถเห็นปัญหาได้แล้ว สิ่งที่ต้องกระทำในขั้นตอนต่อมาคือการหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงเพื่อนำมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงที่เป็นปัญหา โดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องนี้ หมายถึง ทั้งกฎหมายภายในของรัฐและกฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐด้วย

3. การนำข้อกฎหมายมาปรับใช้กับข้อเท็จจริง ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญเนื่องจากเมื่อปรับข้อกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริงแล้ว เราก็จะสามารถทราบถึงสิทธิของบุคคลอันจะนำไปสู่กระบวนการคิดในขั้นตอนที่ 4

4. การพัฒนาสิทธิ เมื่อเรารู้ว่าบุคคลนั้นมีสิทธิอยู่อย่างไร สิ่งที่ต้องคิดต่อมาคือจะทำให้บุคคลนั้นใช้สิทธิของเขาที่มีอยู่ได้อย่างไร ทั้งนี้การบุคคลจะสามารถใช้สิทธิที่มีอยู่เพื่อพัฒนาสถานะของตนเองมี 7 ขั้นตอนที่จะทำให้การใช้สิทธินั้นประสบผลสำเร็จ หรือที่ผู้เขียนเรียกว่า 7 ทำ นั่นเอง

          7 ทำ ทำอะไรบ้าง??

ทำที่ 1 คือการรวบพยานหลักฐานเพื่อการใช้สิทธิตามที่กฎหมายกำหนด

ทำที่ 2 คือการเริ่มต้นใช้สิทธิ อันได้แก่ การเขียนคำร้องหรือคำขอยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทำที่ 3 คือขอหลักฐานแห่งการใช้สิทธิ เช่น ใบรับคำร้อง หรือสำเนาคำร้อง คำขอ ที่ยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทำที่ 4 คือการติดตามการใช้สิทธิ เมื่อได้ใช้สิทธิแล้วต้องมีการติดตามว่าหน่วยงานที่รับคำร้อง คำขอ นั้นได้ดำเนินการให้เป็นไปตามสิทธิหรือไม่อย่างไร หากยังไม่ดำเนินการมีสาเหตุเพราะอะไร และหากดำเนินการไปแล้ว ได้ดำเนินการไปถึงขั้นตอนไหน อันเป็นการตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการให้ตามคำร้อง คำขอ ใช้สิทธิภายในระยะเวลาอันสมควรหรือเกิดข้อติดขัดอะไรบ้างนั่นเอง

ทำที่ 5 การอุทธรณ์ หรือร้องทุก เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ยอมรับคำร้อง คำขอใช้สิทธิ หรือดำเนินการตามคำร้อง คำขอใช้สิทธิล่าช้าเกินสมควร หรือปฏิเสธการใช้สิทธิตามคำร้อง คำขอ ทั้งนี้ในการอุทธรณ์ต้องตรวจสอบกระบวนการอุทธรณ์ของแต่ละหน่วยงานว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร

ทำที่ 6 การยื่นฟ้องคดีต่อศาล ขั้นตอนนี้เป็นผลมาจากการที่การยื่นอุทธรณ์ หรือร้องทุกข์ เพื่อให้มีการปฏิบัติตามสิทธินั้นไม่ประสบผลสำเร็จ จึงต้องใช้องค์กรศาลบังคับการให้เป็นไปตามสิทธิ

ทำที่ 7 การบังคับคดีตามคำพิพากษา ขั้นตอนนี้เป็นปลายทางของการบังคับการให้เป็นไปตามสิทธิ ซึ่งจะทำให้การใช้สิทธิของบุคคลนั้นประสบความสำเร็จนั่นเอง

          หากพิจารณาหลัก 4 คิด 7 ทำ จะเห็นได้ว่าเป็นทฤษฎีที่ตอบโจทย์ไม่เฉพาะแต่กรณีปัญหาสิทธิในสถานะบุคคลเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ที่มีความหลากหลาย เนื่องจากปัญหาทุกปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหาในคดีแพ่ง อาญา ต่างก็ต้องคิดใน 4 เรื่อง และดำเนินการใน 7 ขั้นตอน เพื่อให้เป็นไปตามสิทธิทั้งสิ้น อาจกล่าวได้ว่าทฤษฏีนี้เป็นแผนที่ ที่บุคคลใช้นำทางเพื่อให้ไปถึงสิทธิของตนในที่สุด

          นอกจากนี้ในบางครั้งเพื่อให้การใช้สิทธิประสบความสำเร็จเร็วขึ้น เราอาจจะต้องใช้สื่อมวลชลเป็นสิ่งเร่ง โดยตีแผ่ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อมีการใช้สิทธิ โดยเฉพาะปัญหาจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ภาคสังคมได้รับรู้ ซึ่งแรงกดดันจากสังคมนี่เองที่อาจจะทำให้การใช้สิทธิประสบความสำเร็จโดยไม่จำเป็นต้องดำเนินการครบทั้ง 7 ขั้นตอน แต่ทั้งนี้สิ่งที่ต้องพึงตระหนักก็คือ "สื่อมวลชนอาจใช้เป็นปัจจัยเสริมเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จเร็วขึ้นได้แต่สื่อมวลชนก็ไม่อาจถูกใช้ปัจจัยหลักในการทำให้การใช้สิทธิบรรลุผลได้ในทุกกรณี" ไม่อย่างนั้นแล้วกฎเกณฑ์ต่างๆ ก็จะถูกละเลยจนในที่สุดสังคมอาจจะตกอยู่ในสภาวะ "กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย"