นามพยัญชนะการานต์ (ต่อ)
นามที่ลงท้ายด้วยพยัญชนะ โดยมากจะไม่ยุ่งยาก ผสมวิภักตินามเข้าไปก็เป็นอันเรียบร้อย ที่ต้องสนธิก็สนธิกันไป แต่ที่ยุ่งยากก็คือ ต้องจำให้ได้ ว่าคำนั้นมีกี่ฐาน การเปลี่ยนรูปของกรรตุการก และอีกอย่างหนึ่งคือ บางครั้งมีการเปลี่ยนพยัญชนะท้ายไปเป็นพยัญชนะตัวอื่น
ก. นามที่ลงท้ายด้วยพยัญชนะวรรค จ จะเปลี่ยนเป็นวรรค ก ดังนี้
1. นามที่ลงท้ายด้วย จฺ จะเปลี่ยนเป็นวรรค กะ คือ
- เปลี่ยนเป็น กฺ เมื่อเป็นพยัญชนะตัวสุดท้าย (กรณี กรรตุการก เอกพจน์)
- เปลี่ยนเป็น กฺ เมื่อตามด้วย สุ
- เปลี่ยนเป็น คฺ เมื่อตามด้วย ภฺ
2. นามที่ลงท้ายด้วย ชฺ ก็จะเปลี่ยนแบบเดียวกับ จฺ (อาจมียกเว้นบ้าง ค่อยบอกเป็นกรณีไป)
3. นามที่ลงท้ายด้วย ศฺ (ถือเป็นฐานเพดาน เช่นเดียวกับวรรค จ) ได้แก่ ทิศฺ, ทฺฤศฺ และ สฺปฺฤศฺ ให้เปลี่ยน ศฺ แบบเดียวกับกรณีของ จฺ (คำเหล่านี้จริงๆ เป็นธาตุ แต่นำมาใช้เป็นนามได้ด้วย โดยเฉพาะในภาษาสันสกฤตสมัยพระเวท ส่วนภาษาสันสกฤตแบบแผนมักจะพบในรูปของสมาส คือ นำธาตุเหล่านี้มาใช้เสมือนคำนาม แต่ไม่ได้อยู่เดี่ยว ไปสมาสกับคำอื่นด้วย)
4. ตัววิภักติ สุ จะเปลี่ยนเป็น ษุ เมื่อตามหลัง กฺ (กลายเป็น กฺษุ)
5.
ตัวอย่างคำนามในกลุ่ม ก. นี้ ยกตัวอย่างคำนามเพศหญิง ได้แก่ วาจฺ (คำพูด),
รุชฺ (โรค ความเจ็บไข้) และ ทิศฺ
(ทิศทาง ทิศ)
|
.. |
.. |
วาจฺ |
.. |
.. |
รุชฺ |
.. |
.. |
ทิศฺ |
.. |
|
.. |
เอกพจน์ |
ทวิพจน์ |
พหูพจน์ |
เอกพจน์ |
ทวิพจน์ |
พหูพจน์ |
เอกพจน์ |
ทวิพจน์ |
พหูพจน์ |
|
กรรตฤ |
วากฺ |
วาเจา |
วาจสฺ |
รุกฺ |
รุเชา |
รุชสฺ |
ทิกฺ |
ทิเศา |
ทิศสฺ |
|
อาลปนะ |
วากฺ |
วาเจา |
วาจสฺ |
รุกฺ |
รุเชา |
รุชสฺ |
ทิกฺ |
ทิเศา |
ทิศสฺ |
|
กรรม |
วาจมฺ |
วาเจา |
วาจสฺ |
รุชมฺ |
รุเชา |
รุชสฺ |
ทิศมฺ |
ทิเศา |
ทิศสฺ |
|
กรรณ |
วาจา |
วาคฺภฺยามฺ |
วาคฺภิสฺ |
รุชา |
รุคฺภฺยาม |
รุคฺภิสฺ |
ทิศา |
ทิคฺภฺยามฺ |
ทิคฺภิสฺ |
|
สัมประทาน |
วาเจ |
วาคฺภฺยามฺ |
วาคฺภฺยสฺ |
รุเช |
รุคฺภฺยาม |
รุคฺภฺยสฺ |
ทิเศ |
ทิคฺภฺยามฺ |
ทิคฺภฺยสฺ |
|
อปาทาน |
วาจสฺ |
วาคฺภฺยามฺ |
วาคฺภฺยสฺ |
รุชสฺ |
รุคฺภฺยาม |
รุคฺภฺยสฺ |
ทิศสฺ |
ทิคฺภฺยามฺ |
ทิคฺภฺยสฺ |
|
สัมพันธ |
วาจสฺ |
วาโจสฺ |
วาจามฺ |
รุชสฺ |
รุโชสฺ |
รุชามฺ |
ทิศสฺ |
ทิโศสฺ |
ทิศามฺ |
|
อธิกรณ |
วาจิ |
วาโจสฺ |
วากฺษุ |
รุชิ |
รุโชสฺ |
รุกฺษุ |
ทิศิ |
ทิโศสฺ |
ทิกฺษุ |
ข. นามอื่นๆ ที่ลงท้ายด้วย ศฺ, ศฺ
จะเปลี่ยนเป็นพยัญชนะเพดาน (วรรค ฏ) ได้แก่ ฑฺ และ ฏฺ เมื่ออยู่หน้า ภฺ, และ สุ
กับเมื่อเป็นตัวสุดท้าย
ค. นามที่ลงท้ายด้วย ชฺ อื่นๆ จากรากศัพท์
ราชฺ (กฎ) ยชฺ (การสังเวย) และ สฺฤชฺ (การปล่อย) เป็นต้น, และนามที่ลงท้ายด้วย
หฺ, ษฺ จะเปลี่ยนไปแบบเดียวกับ ศฺ (ในข้อ ข) (ดูข้อยกเว้นข้างล่าง)
ดังตัวอย่างการแจกรูป ทฺวิษฺ (ปุ.) ศัตรู, วิศฺ (ปุ. พหุ.) ผู้คน, วรรณะไวศยะ. และ ลิหฺ ปุ, ส. (การเลีย)
|
… |
.. |
ทฺวิษฺ |
.. |
.. |
วิศฺ |
.. |
.. |
ลิหฺ |
.. |
|
… |
เอกพจน์ |
ทวิพจน์ |
พหูพจน์ |
เอกพจน์ |
ทวิพจน์ |
พหูพจน์ |
เอกพจน์ |
ทวิพจน์ |
พหูพจน์ |
|
กรรตฤ |
ทฺวิฏฺ |
ทฺวิเษา |
ทฺวิษสฺ |
-* |
- |
วิศสฺ |
ลิฏฺ |
ลิเหา |
ลิหสฺ |
|
อาลปนะ |
ทฺวิฏฺ |
ทฺวิเษา |
ทฺวิษสฺ |
- |
- |
วิศสฺ |
ลิฏฺ |
ลิเหา |
ลิหสฺ |
|
กรรม |
ทฺวิษมฺ |
ทฺวิเษา |
ทฺวิษสฺ |
- |
- |
วิศสฺ |
ลิหมฺ |
ลิเหา |
ลิหสฺ |
|
กรรณ |
ทฺวิษา |
ทฺวิฑฺภฺยามฺ |
ทฺวิฑฺภิสฺ |
- |
- |
วิฑฺภิสฺ |
ลิหา |
ลิฑฺภฺยามฺ |
ลิฑฺภิสฺ |
|
สัมประทาน |
ทฺวิเษ |
ทฺวิฑฺภฺยามฺ |
ทฺวิฑฺภฺยสฺ |
- |
- |
วิฑฺภฺยสฺ |
ลิเห |
ลิฑฺภฺยามฺ |
ลิฑฺภฺยสฺ |
|
อปาทาน |
ทฺวิษสฺ |
ทฺวิฑฺภฺยามฺ |
ทฺวิฑฺภฺยสฺ |
- |
- |
วิฑฺภฺยสฺ |
ลิหสฺ |
ลิฑฺภฺยามฺ |
ลิฑฺภฺยสฺ |
|
สัมพันธ |
ทฺวิษสฺ |
ทฺวิโษสฺ |
ทฺวิษามฺ |
- |
- |
วิศามฺ |
ลิหสฺ |
ลิโหสฺ |
ลิหามฺ |
|
อธิกรณ |
ทฺวิษิ |
ทฺวิโษสฺ |
ทฺวิฏฺสุ |
- |
- |
วิฏฺสุ |
ลิหิ |
ลิโหสฺ |
ลิฏฺสุ |
*บางตำราไม่แจกรูป เอกพจน์ และทวิพจน์. แต่บางตำราก็แจก เป็น วิฏฺ, วิศมฺ, วิศา, วิเศ, วิศสฺ, วิศิ; วิเศา, วิฑฺภฺยามฺ, วิโศสฺ.
จ. ยกเว้น ฤตฺวิชฺ ปุ. (นักบวช) แม้จะลง –วิชฺ (มาจากธาตุ √ยชฺ) แต่ใช้ฐานเป็น ฤตฺวิกฺ, สฺรชฺ ส. (พวงมาลัย) ซึ่งมาจากธาตุ √สฺฤชฺ ก็ได้ฐานเป็น สฺรกฺ (เปลี่ยน เพดาน เป็น คอ) ย้อนไปดูข้อ ก.
ฉ. นามที่ประกอบด้วยธาตุ √ทหฺ (เผา) และ √ทุหฺ (รีดนม) ทฺรุหฺ (โหดร้าย) ฯลฯ เป็นตัวท้ายของนาม และคำว่า อษฺณิหฺ ส. (ชื่อฉันทลักษณ์) จะเปลี่ยน หฺ ตัวท้ายเป็น กฺ และ คฺ เช่น
- กาษฺฐทหฺ (การเผาฟืน) ได้ กรรตุ เอก. เป็น กาษฺฐธกฺ (เสียงลมมากที่ ห หายไป, ไปอยู่ที่ ท > ธ)
- กามทุหฺ ส. การให้พร, ได้ กรรตุ เอก. เป็น กามธุกฺ, กรรม เอก. กามทุหมฺ, อธิกรณ พหุ. กามธุกฺษุ
- มิตฺรทฺรุหฺ การทรยศเพื่อน ได้ กรรตุ เอก. เป็น มิตฺรธฺรุกฺ ฯลฯ
ช. คำที่มี √นหฺ (ผูก) เป็นตัวท้าย หฺ (ซึ่งเดิมคือ ธ)
จะเปลี่ยนเป็น ทฺ, และ ตฺ เช่น อุปานหฺ
ส. รองเท้าและร่ม
- กรรตุ เอก. เป็น อุปานตฺ,
- กรรม เอก. อุปานหมฺ,
- กรณ ทวิ.
อุปานทฺภฺยามฺ,
- อธิกรณ พหุ. อุปานตฺสุ ฯลฯ
ศัพท์<p>ธาตุ
</p>
- √ทมฺ บอกเหตุ. (ทมยติ) ทำให้เชื่อง, บังคับ (ทมยันตี มาจากธาตุนี้)
- √ทฺรุหฺ (ทฺรุหฺยติ) ทำร้าย
- √ฆฺฤ บอกเหตุ. (ธารยติ) ทน, รองรับ
- √ภฺฤ (ภรติ, ภรเต) รองรับ,สนับสนุน
- √สฺฤชฺ + อุทฺ(อุตฺสฺฤชติ) ปล่อย, เร่ง(เสียง)
- √สฺวญฺชฺ + ปริ (ปริษฺวชเต) กอด
- ธาตุนี้ และธาตุอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง พยัญชนะนาสิกจะหายไปบ้างในการแจกกริยาปัจจุบัน
- √หฺฤ + ปฺร (ปฺรหรติ) ตี, เฆี่ยน
นาม
|
|
คุณศัพท์
|
|
แบบฝึกหัด
1.แปลสันสกฤต เป็นไทย

2. แปลไทยเป็นสันสกฤต
- ในการสวดพระเวท นักบวช(ปริวฺราชฺ)จะต้องเปล่งเสียงดัง
- ในบรรดานักบวช(ฤตฺวิชฺ)ทั้งหลาย ผู้ที่สวดพระเวท ถูกเรียกว่า โหตฺฤ
- สนาตกะต้องสวมรองเท้า ถือพวงมาลัย และกางร่ม
- ราวณะกล่าวแล้วว่า ในบรรดาเพื่อนทั้งหลายของเรา รามเป็นคนที่แข็งแรงที่สุด
- ขอพระมหาราชา(สมฺราชฺ) จงครอบครอง(ทมฺ บอกเหตุ) ประเทศราช(สามนฺต) และคุ้มครอง (ปา บอกเหตุ) ประชาชน ในปฐพีทั้งปวง
- ในฤคเวท อุษฺณิหฺ ย่อมถูกเห็น (ทฺฤศฺ กรรมวาจก) * อุษนิห์เป็นชื่อฉันท์
- สายตาของพ่อตกไปแล้วที่ฉัน
- วิภีษณ ถูกนับ (คณย กรรมวาจก) ในผู้ทรยศเพื่อน ทั้งหลาย
- ฤษีสรรเสริญอินทราณีด้วยบทร้อยกรองในฤคเวททั้งหลาย.
- พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ได้ประหารข้าศึุกทั้งหลาย(ใช้ การกที่ 2, 4 หรือ 7) ด้วยดาบ
- กฤษณะถูกฆ่าในสนามรบ โดยข้าศึกทั้งหลาย
- "ขอให้ข้าศึกทั้งหลายของเราทั้งหลาย จงถูกเบียดเบียนโดยโรคภัยทั้งหลาย" พราหมณ์พูดดังนี้เพราะความโกรธ.
ขอบพระคุณสำหรับบทเรียนค่ะ .. อิอิ
พระนามของพระสรัสฯ วาคฺเทวี มาจากการเปลี่ยน จฺ เป็น คฺ เกี่ยวกันไหมค่ะอาจารย์
หรือทั้ง วาจเทวี และ วาคเทวี ไม่เกี่ยวกัน
อาจารย์ค่ะ พวกกริยาย่อยทั้งหลายแหล่นั้นที่มีหลายๆตัวแล้วตามด้วยกริยาหลัก
คือว่ากริยาย่อยจะหลายตัวมาก เราจะทราบได้ยังไงว่าจะเอาตัวไหนขึ้นก่อน
หรือว่าปกติแล้วเขาจะเขียนเรียงมาเป็นลำดับให้อยู่แล้วในประโยค
वाग्देवी ก็มาจาก วาจฺ+เทวี แต่ วาจฺ เมื่อสนธิ ใช้ฐานเป็น วากฺ, สนธิกับ ท เป็น วาคฺ
วาจเทวี หรือ วาจฺเทวี รูปนี้ไม่ปรากฏครับ
กริยาย่อยเขียนก่อนกริยาหลัก กริยาหลักไว้ท้ายสุดเลยครับ
ตัวไหนขึ้นก่อน ขึ้นกับความสัมพันธ์ในประโยค (ตามความรู้สึกของคนเขียน)
สนธิ กฺ นี้อาจารย์ยังไม่ได้ได้สอนใช่ไหมค่ะ ?
อาจารย์ดูแลเว็บนี้อยู่หรือเปล่าค่ะ ไม่รู้ว่ามีปัญหาอะไรใช้การไม่ได้เลย
http://bond.in.th/octrabond/text-tools/25-devanagari-transcriptor
- ทิศฺ กับ วิศฺ ต่างกันอย่างไรค่ะ ในเมื่อก็เป็น ศฺ การันต์ด้วยกันทั้งคู่
''ช. คำที่มี √นหฺ (ผูก) เป็นตัวท้าย หฺ (ซึ่งเดิมคือ ธ) จะเปลี่ยนเป็น ทฺ, และ ตฺ เช่น อุปานหฺ ส. รองเท้าและร่ม ''
- ข้อนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าอันไหนเปลี่ยนเป็น ตฺ และ ทฺ ค่ะ
नमस्तेगरुडारूढेकोलासुरभयंकरि ।
ท่อนนี้เป็นสมาสเหรอค่ะอาจารย์
กฺ การานต์ ยังไม่ถึงครับ แต่มีที่ลงการานต์อื่น แล้วเปลี่ยนเป็น กฺ
ตฺ เมื่อตามด้วย สุ, ทฺ เมื่อตามด้วย ภฺ
ทิศฺ กับ วิศฺ มีที่มาต่างกัน ก็เลยแจกต่างกันครับ
เว็บนั้น คุณ Octabond ดูแลอยู่ครับ
नमस्तेगरुडारूढेकोलासुरभयंकरि । ไม่ได้เป็นสมาส แต่สนธิกัน
नमस् ते गरुडारूढे डोलासुर भयंकरि
เอามาจากไหนครับ
เอามาจาก महालक्ष्मि अष्टकं
บทที่ 2 ค่ะ
नमस्तेगरुडारूढेकोलासुरभयंकरि ।
सर्वपापहरेदेविमहालक्ष्मिनमोऽस्तुते ॥२॥
วิศฺ (ปุ. พหุ.) ทำไมหนูลองเปิดพจนานุกรมแล้วมันเป็นเพศชายละค่ะ
ที่ไม่ผันสองพจน์คือเอกพจน์และทวิพจน์ เพราะมันผันไม่ได้ใช่ไหมค่ะอาจารย์
เหมือน people ที่ต้องเป็นพหูพจน์อยู่ดี
'' ข. นามอื่นๆ ที่ลงท้ายด้วย ศฺ, ศฺ จะเปลี่ยนเป็นพยัญชนะเพดาน (วรรค ฏ) ได้แก่ ฑฺ และ ฏฺ เมื่ออยู่หน้า ภฺ, และ สุ กับเมื่อเป็นตัวสุดท้าย ''
- หมายถึงอีกสองเพศที่เหลือหรือเปล่าค่ะ คือเพศชายและเพศกลาง
วิศฺ เพศชาย ถูกแล้วนี่. บางตำราก็ให้รูป เอกพจน์ ทวิพจน์ด้วย คงจะแจกไปตามฐานและวิภักติ
แต่มีใช้จริงหรือเปล่ายังไม่ได้เช็คครับ ส่วนมากนามที่แจกพหูพจน์ได้ บางทีในพระเวทแจกได้ืุทุกพจน์ก็มี
ข... คือ โดยมาก ตัวการานต์จะแยกเป็นสองตัว คือ ตัวเสียงไม่ก้อง(เมื่อตามด้วยวิภักติเสียงไม่ก้อง) กับเสียงก้อง(เมื่อตามด้วยวิภักติเสียงก้อง) ลองสังเกตดูนะครับ
เพศกลางยังไม่สอน เพราะยังมีข้อแตกต่างตรงสองการกแรก ส่วนชายกับหญิงนั้น พยัญชนะการานต์แจกเหมือนกันทุกกรณี
คิดว่าอาจารย์หมูต้องเคยเห็นใบประกาศนี้แล้วแน่ๆ เพราะเคยผ่านตาว่ามีคนมาฝากอาจารย์เก่ง (ในชมรมไทยฮินดีคลับมาประชาสัมพันธ์ไว้อยู่)
แต่ที่หนูมาถามคือว่า พอดีมีรุ่นน้องที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เอกบาลีสันสกฤต เนี่ยละค่ะ
เขาบันทึกเป็นไฟล์เสียงที่เหล่าอาจารย์ต่างๆได้มาบรรยายไว้
หนูก็ไม่ทราบว่าอาจารย์จะมีหรือยังนะค่ะ แต่เอามาแปะไว้ให้ก่อนค่ะ เพราะน้องเขาแจ้งว่าต้องรีบโหลดก่อน
เดี๋ยวจะรีบลบค่ะ ...
https://dl.dropboxusercontent.com/u/87040598/%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B2%2B%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%A1%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2.mp3
1. สังกรณีตรีชวากับปัญจมหานทีในวัฒนธรรมไทย-ภารตะ (อ.อนันต์)+
อัญมณีวิทยาในวรรณคดีสันสกฤตและวรรณคดีไทย (อรุณวรรณ)
http://db.tt/UeRnwIBs
2. ความคิดเรื่องทิศและเทวดาผู้รักษาทิศในวรรณคดีสันสกฤตและวรรณคดีพุทธศาสนา (ณัชพล)+ แรงจูงใจที่ทำคนอธิษฐานเป็นพญามารในพระสูตร ชาดก อวทาน(อ.ชานป์วิชช์)
http://db.tt/cwSF1XZa
เทปบันทึกงานเสวนาวิชาการ "ภารตสรรพวิทย์ วิจิตรนาฏกรรม"
วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม 2556
(เกี่ยวกับพระราชนิพนธ์บทละครร้องเรื่อง สาวิตรี ถ้ายังจำกันได้)
ชื่อไฟล์เรียงตามลำดับรายการนี้ค่ะ
1. ปาฐกถาเปิดงานของท่านเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย
2. ปาฐกถานำเรื่อง มหากาพย์มหาภารตะในอุษาคเนย์
โดย คุณวีระ ธีรภัทรานนท์
3. "ปรัชญาความรัก" กับสังคมไทยปัจจุบัน (อ.สุภัควดี+อ.อาทิตย์)
4. “สาวิตรี” จากอุปาขยานสู่บทละครร้อง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (อ.กิตติศักดิ์)
5. “ศฤงคารรส” ในวรรณคดีสันสกฤตและวรรณคดีไทย (อ.ชานป์วิชช์)
http://db.tt/mOw9Se9D
http://db.tt/eDRL8nbY
http://db.tt/hrnjx14w
http://db.tt/mIKdDYTQ
http://db.tt/j1xDyO9i
'' ข้อ ฉ คำว่า อษฺณิหฺ ''
นี่คือเฉพาะคำนี้เลยใช่ไหมค่ะ มิใช่ว่าเป็นตัวท้ายของนามคำใดๆ คือต้องจำเอาเลย
วาจฺ + สุ --> วากฺ + สุ --> วากฺษุ
- แบบนี้ใช่ไหมค่ะ คือเปลี่ยน จฺ เป็น กฺ ก่อน เพราะ หลัง จฺ นั้นตามด้วย ส
สาธุ หรือ สาธวี
จริงๆแล้วเขียนแบบนี้หรือเปล่าค่ะ สาธฺวี
คือเติมอีเข้าไปเพื่อทำให้เป็นเพศหญิง สาธุ + อี
สันยาสี - นักบวชหญิง ทำยังไงค่ะอาจารย์ เติม อี เข้าไปเหมือนกันหรือเปล่าค่ะ
เป็น สันยาสินี หรือเปล่าค่ะ มั่วเอา ฮ้าๆ
ถ้าเป็นสันยาสินีจริง ทำอย่างไรถึงได้รูปนี้ออกมาค่ะ